Advance search

เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวไทขึนที่สืบทอดภูมิปัญญาหัตถกรรมการทำเครื่องเขินในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียง

นันทาราม
หายยา
เมืองเชียงใหม่
เชียงใหม่
ทน.เชียงใหม่ โทร. 0 5325 9000
อัจฉรา นิยะรัตน์
4 ก.พ. 2023
พิสุทธิลักษณ์ บุญโต
1 มิ.ย. 2023
พิสุทธิลักษณ์ บุญโต
21 ส.ค. 2023
วัดนันทาราม

เดิมทีชุมชนมีชื่อเรียกว่าบ้านเขิน ซึ่งมีที่มาจากชื่อเรียกของกลุ่มชาวไทเขินที่อพยพย้ายถิ่นฐานมายังบริเวณดังกล่าว ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นชุมชนนันทาราม ตามชื่อวัดที่เปลี่ยนแปลงไป


เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวไทขึนที่สืบทอดภูมิปัญญาหัตถกรรมการทำเครื่องเขินในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียง

นันทาราม
หายยา
เมืองเชียงใหม่
เชียงใหม่
50100
18.774509537163848
98.98639875294498
เทศบาลนครเชียงใหม่

ความสัมพันธ์แบบเครือญาติและเมืองประเทศราชระหว่างเชียงใหม่กับเชียงตุงตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านนา ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของชาวไทขึนอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลด้านการค้า การเมือง สงคราม การติดตามเจ้านาย การแต่งงาน การกวาดต้อน และการแสวงหาที่ทำกินใหม่ โดยแบ่งได้ 5 ยุค ดังนี้

1.ยุคก่อตั้งอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 1839-1898) สมัยสร้างความมั่นคงของล้านนา เริ่มตั้งแต่รัชสมัยของ พญามังราย เมืองเชียงตุงมีสถานะเมืองประเทศราช ความสัมพันธ์อยู่ในลักษณะบ้านพี่เมืองน้อง การอพยพของชาวไทขึนยังมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่เป็นการค้าขายและการติดตามเจ้านายเพื่อภารกิจทางการเมือง

2.ยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 1898-2068) เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอาณาเขต ชาวไทขึนอพยพเข้ามามากขึ้น ทั้งเพื่อค้าขาย ทำกิน และติดตามชนชั้นปกครอง การเคลื่อนย้ายเกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายรัชสมัย เช่น สมัยพญากือนา พระยาแสนเมืองมา พญาสามฝั่งแกน พระเจ้าติโลกราช พญายอดเชียงราย และพญาแก้ว

3.ยุคเสื่อมอำนาจและการล่มสลายของล้านนา (พ.ศ. 2069-2101) ปลายราชวงศ์มังรายเกิดความขัดแย้งภายในและการรุกรานจากภายนอก จนล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปี พ.ศ. 2101 สมัย พระเจ้าบุเรงนอง สภาพบ้านเมืองไม่มั่นคง เศรษฐกิจซบเซา การอพยพของชาวไทขึนจึงมีจำนวนน้อย

4.ยุคล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า (พ.ศ. 2101-2317)

  • ช่วงแรก (พ.ศ. 2101-2207) บ้านเมืองค่อนข้างสงบ การค้าและศาสนายังดำเนินต่อไป การอพยพมีบ้างแต่ไม่มาก
  • ช่วงหลัง (พ.ศ. 2207-2317) พม่าแทรกแซงการปกครองมากขึ้น เกิดการเกณฑ์แรงงาน เก็บภาษีและส่วยหนัก ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เกิดการลี้ภัยและการเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนหนึ่ง จนสามารถขับไล่อำนาจพม่าออกจากเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. 2317

5.ยุคล้านนาเป็นประเทศราชของสยาม (พ.ศ. 2317-2442) เป็นช่วงที่ชาวไทขึนอพยพเข้ามามากที่สุด โดยเฉพาะในสมัย พระเจ้ากาวิละ ภายใต้นโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18-ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19) มีการกวาดต้อนและเชิญชวนผู้คนจากหัวเมืองต่าง ๆ รวมทั้งเชียงตุง เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ การอพยพเกิดหลายระลอก ทั้งโดยสมัครใจเพื่อติดตามญาติ หนีภัยสงคราม แสวงหาที่ทำกินใหม่ และโดยการกวาดต้อน

ภายหลังจากการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2339 ทำให้เมืองเชียงใหม่มีความเจริญในด้านต่าง ๆ เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คนเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามเชียงตุงสิ้นสุดลง การอพยพมายังเมืองเชียงใหม่ของชาวไทขึนมีจำนวนลดน้อยลง จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 เจ้ากาวิละได้ยกกำลังไปตีเมืองเชียงตุงสำเร็จและกวาดต้อนผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงใหม่นอกเขตกำแพงเมืองบริเวณประตูหาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนนับตั้งแต่อาณาจักรล้านนาและต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของสยาม

ข้อมูลการอพยพของชาวไทขึนจากเชียงตุงสู่เชียงใหม่ ชาวไทขึนบ้านนันทารามอพยพมาจากเมืองเชียงตุงด้วยความจำเป็นทางการเมืองมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2350 ในสมัยพระเจ้ากาวิละ โดยได้กลายมาเป็นพลเมืองของรัฐชาติสยามตามนโยบายการปกครองที่มีการผนวกเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา การอพยพเข้ามานั้นไม่ใช่ในฐานะของเชลยศึกแต่ถือเป็น “เจ้านอกเมือง” คือ เจ้าเชื้อสายพญามังรายเช่นเดียวกับเจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็น “เจ้าในเมือง” โดยบทบาทของเจ้าค่อย ๆ ลดลงในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ด้วยการผสมกลมกลืนกับคนในท้องถิ่น กลุ่มคนที่อพยพเข้ามามีทั้งเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ข้าราชบริพาร และไพร่ 

ชาวไทขึนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านเขินหรือบ้านนันทาราม ก่อนการแยกย้ายถิ่นฐานไปตามที่ต่าง ๆ ในเมืองเชียงใหม่ โดยบ้านนันทารามมีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี เป็นชาวไทขึนที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยของพระเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ. 2350 พระยาอุปราชธรรมลังกาได้เกลี้ยกล่อมให้เจ้ามหาสิริชัยสารัมพยะเจ้าเมืองเชียงตุงยอมสวามิภักดิ์และนำกำลังพลมายังเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการเห็นชอบนำเจ้านายและกำลังไพร่พลจำนวนหลายร้อยครอบครัวเข้ามายังเชียงใหม่ โดยให้ชาวไทขึนที่อพยพมาจากเมืองเชียงตุงอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างกำแพงชั้นในกับกำแพงชั้นนอกทางด้านทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่หรือบริเวณวัดนันทาราม ส่วนเจ้านายและเชื้อพระวงศ์ให้ตั้งคุ้มอยู่บริเวณเหนือวัดนันทาราม

ไทขึนตั้งถิ่นฐานบริเวณหายยา ประตูเชียงใหม่ บ้านนันทาราม โดยอพยพมาจากเมืองเชียงตุง ประกอบอาชีพทำเครื่องเขิน ชาวไทขึนที่ถูกกวาดต้อนมามีหลายชนชั้น หลายอาชีพ กลุ่มไพร่ชั้นดีตั้งถิ่นฐานใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ เช่น ไทขึนบ้านนันทารามตั้งถิ่นฐานบริเวณกำแพงเมืองชั้นนอก กลุ่มไพร่ที่ไม่เป็นช่างฝีมือตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเมือง เช่น อำเภอสันทราย อำเภอสันป่าตอง 

เมืองเชียงใหม่มีนโยบายในการจัดการกลุ่มชาวไทขึนโดยกำหนดให้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ระหว่างกำแพงเมืองชั้นในกับกำแพงเมืองชั้นนอกทางด้านทิศใต้บริเวณวัดนันทาราม มีการกำหนดให้เจ้านายเชียงตุงตั้งคุ้มบริเวณหน้าวัดนันทารามจำนวน 2 คุ้ม คือ คุ้มเหนือเป็นที่อยู่ของเจ้าแม่คำแดง ได้แก่ คนในสกุลเทพสุวรรณ เทพสิรินทร์ และเทพรัตน์ในปัจจุบัน ส่วนคุ้มใต้เป็นที่อยู่ของเจ้าแสนเมืองและเจ้าศิริชัยโชติสารัมภยะ บริเวณฝั่งตรงข้ามวัดนันทาราม ส่วนไพร่พลนั้นกระจายที่อยู่โดยรอบเพื่อรับใช้เจ้านาย

ศาสนสถานที่สำคัญ คือ วัดนันทารามมีการสร้างขึ้นมาก่อนที่ชาวไทขึนจะเข้ามาอยู่ สภาพแวดล้อมของวัดนันทารามในอดีตมีสภาพเป็นป่าเสียส่วนใหญ่ โดยส่วนมากเป็นป่าไผ่ ป่าขี้เหล็ก บ้านเรือนของผู้คนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่รอบ ๆ บริเวณวัด เมื่อชาวไทขึนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณนี้ก็ยึดการประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา และทำเรื่องเขิน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชนจนสืบทอดวิชาความรู้มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

ชุมชนไทขึน บ้านนันทาราม ตั้งอยู่นอกประตูเชียงใหม่ เดิมเรียกว่า บ้านเขิน ในเขตตำบลหายยา แขวงเม็งราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา

ชุมชนนันทารามตั้งบ้านเรือนเรียงตามเส้นทางการคมนาคม มีทั้งบ้านตึกชั้นเดียว สองชั้น สามชั้น บ้านไม้ชั้นเดียว บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ตึกแถว และอาคารชุด การตั้งบ้านเรือนตั้งห่างกัน ไม่มีการกั้นรั้วบ้าน เนื่องด้วยเป็นเครือญาติกันทั้งหมด

ในอดีตลักษณะบ้านเรือนมีลักษณะเป็นตูบ เรือนไม้ไผ่ เรือนไม้ตามฐานะของเจ้าของ สร้างด้วยไม้ไผ่ ไม้สัก ใบจาก ใบตองตึง ใบจาก ดินขอ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน แบ่งออกเป็นส่วนชานไว้สำหรับรับแขก ห้องนอน ห้องครัว ใต้ถุนใช้สำหรับเลี้ยงวัวและควาย ลักษณะพิเศษคือมีห้องปิดทึบด้านล่างสำหรับเก็บเครื่องเขินเพื่อป้องกันฝุ่นละอองที่อาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องเขิน สำหรับคุ้มเจ้ามีลักษณะเป็นเรือนไม้ทรงสูงขนาดใหญ่เป็นห้องยาวหลังเดียว ไม่มีเรือนข้าราชบริพาร

ประชากรรวมทั้งสิ้น 1,518 คน จำนวนหลังคาเรือน 142 หลัง จำนวนครอบครัว 184 ครัวเรือน โดยแบ่งประชากรชาย 700 คน ประชากรหญิง 818 คน และจากการสำรวจข้อมูลพบว่า ชาวไทขึนที่อยู่อาศัยบริเวณนี้มีจำนวนประมาณ 40-50 ครัวเรือน ที่เหลือคือการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนภายนอก

ไทขึน เป็นชื่อเรียกตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยึดตามสำเนียงการออกเสียง คำว่า ไต หมายถึง ชนชาติไต ที่ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่ม ส่วนคำว่า เขิน มาจากชื่อแม่น้ำเขิน (ขืน) หมายถึง แม่น้ำที่ไหลไปทางทิศเหนือ ขืน เมื่อสะกดคำหรือออกเสียงตามภาษาไทยกลางจึงเป็น ไทขึน ส่วนชื่อไทเขิน นั้นมาจากสินค้าหัตถกรรมที่เรียกว่า "เครื่องเขิน" ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวไทขึน และคำว่า "เขิน" กลายเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ในล้านนาใช้เรียกชาวไทขึน 

ชาวไทขึนมีความเชื่อเรื่องผีเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทอื่น ๆ แม้หลังการรับศาสนาแล้วความเชื่อดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ด้านวัฒนธรรม ชาวไทขึนมีความคล้ายคลึงกับชาวล้านนามากที่สุด คือมีขนบ ประเพณี ภาษา และตัวอักษรอย่างเดียวกับชาวไทยล้านนา แต่ก็จะมีข้อแตกต่างกันในด้านของสำเนียงภาษา รูปแบบอักษร และพิธีกรรมทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามชาวไทขึนแม้ว่าจะถูกปกครองโดยคนในชนชาติอื่น คือ พม่า ที่ปกครองมานาน แต่ชาวไทขึนก็ไม่ละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณี

ไทขึน

ปัจจุบันการประกอบอาชีพของคนในชุมชน ส่วนใหญ่สอดรับกับธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น การทำเกสเฮาส์ท การทำร้านอาหาร และอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมีการประกอบอาชีพรับราชการ พนักงานบริษัทเอกชน ส่วนอาชีพช่างเครื่องเขินนั้นพบว่า ภายในชุมชนวัดนันทารามเหลือครอบครัวที่ยังคงทำอาชีพนี้อยู่ 3 ครอบครัว จากจำนวนครอบครัวทั้งหมด 500 ครอบครัว และแต่ละครอบครัวที่ยังยึดอาชีพช่างเครื่องเขินก็ล้วนสืบเชื้อสายชาวไทขึนเมื่องครั้งอพยพมาจากเชียงตุงในสมัยพระเจ้ากาวิละทั้งสิ้น

สังคมของชาวไทขึนเป็นสังคมเกษตรกรรม มีการทำนาบริเวณประตูก้อม ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่เรื่อยไปจนถึงถนนเส้นเชียงใหม่หางดงและบ้านป่ากล้วย และยังมีการทำเครื่องเขินในช่วงที่ว่างจากการทำนาเพื่อใช้ในครัวเรือนและจำหน่าย

จากนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มอาชีพทำเครื่องเขินและน้ำหนังในปี พ.ศ. 2546 โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหนุ่มสาว กองทุนชุมชน กลุ่มสตรีอาสาพัฒนาชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่ม อสม. ชุมชน

ระบบการผลิตสัมพันธ์กับฤดูกาลทางธรรมชาติ หลังจากการทำไร่นาเข้าสู่ฤดูฝนจะมีการทำเครื่องเขินซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยางรักแห้งสนิทได้ดีที่สุด ส่วนฤดูหนาวจะเปลี่ยนเป็นการทำน้ำหนังซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำหนังแข็งตัวได้ดีที่สุด

สภาพทั่วไปของชุมชนนันทารามเมื่อเริ่มแรก มีสภาพเป็นป่าส่วนมาก โดยเป็นป่าไผ่ ป่าขี้เหล็ก บ้านเรือนผู้คนอยู่รอบๆบริเวณวัด บ้านนันทารามเป็นชุมชนเกษตรกรรม ประกอบอาชีพทำไร่นา มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับการผลิต ทั้งการเกษตรและงานฝีมือ ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งมิติภาษาการแต่งกาย ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะมรดกวัฒนธรรมสำคัญ คือ เครื่องเขิน เป็นเครื่องจักสานที่ผ่านการลงรักและสลักลวดลาย ทั้งแบบขูดลาย และแบบเสริม ทักษะนี้ติดตัวมากับกลุ่มช่างชาวไทขึนที่โยกย้ายจากเชียงตุงมายังเชียงใหม่ และตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดนันทาราม ประตูหายยา ดำรงชีพด้วยการผลิตเครื่องเขิน สำหรับใช้ในครัวเรือน ชุมชน พิธีกรรมทางศาสนา

ปัจจุบัน จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความทันสมัยในด้านต่าง ๆ ได้แพร่กระจายมาสู่ชุมชน ทำให้วิถีชีวิตของชาวไทขึนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่ดีขึ้น จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพโดยหันไปประกอบอาชีพอื่นมากขึ้น เช่น การค้าขาย รับจ้างทั่วไป รับราชการหรือทำธุรกิจส่วนตัว ส่วนการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมมีเพียงจำนวนน้อย

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

งานหัตถกรรมเครื่องเขิน

ปี พ.ศ. 2518 ถือเป็นยุครุ่งเรืองของงานหัตถกรรม เพราะถ้ามีทัวร์มาเที่ยวที่เชียงใหม่ จะต้องแวะมาดูงานเครื่องเขินวิชัยกุล งานเครื่องเงินลายไทย ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ จนเมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ได้มีการสร้างถนนสายวัฒนธรรมที่สันกำแพง เครื่องเขินวิชัยกุลก็ได้ย้ายไปอยู่โซนนั้นด้วย ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจซบเซาจึงได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เดิมคือตรงถนนนันทาราม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2545 เจ้าอาวาสวัดนันทาราม ได้รวบรวมเอาบรรดาครูช่างให้มารวมกันอยู่ที่วัดนี้ และจัดให้มีพิพิธภัณฑ์เครื่องเขิน เพราะไม่อยากให้งานหัตถกรรมสูญหายไป 

"ตระกูลวิชัยกุล" เป็นเหมือนฝ่ายที่รวบรวมงานฝีมือด้านเครื่องเขินของสล่าในละแวกวัดนันทาราม เป็นการช่วยสร้างงานให้ชาวบ้าน โดยเราลงทุนวัสดุทุกอย่าง เช่น พวกยางรัก พวกไม้ต่าง ๆ จะสั่งมาให้ชาวบ้านทั้งหมด อาศัยฝีมือแรงงานอย่างเดียว คืองานเครื่องเขินชิ้นหนึ่ง ไม่ได้จบที่คนเดียว มีทั้งคนทำงานสานไม้ไผ่ งานลงรัก งานวาดลวดลาย สมัยก่อนเขาจะปั่นจักรยานมาทำงานที่บ้านเรา แต่เดี๋ยวนี้เราต้องไปส่งงานที่บ้านเขาแทน ซึ่งอยู่คนละที่กัน กระจายกันไป ไม่ได้ทำอยู่จุดเดียว

เครื่องเขิน เป็นงานฝีมือของชาวไทขึนที่อพยพมาอยู่ในเมืองไทย มีโครงสร้างที่ทำจากไม้ไผ่สานเพราะมีน้ำหนักเบา นำมาทาด้วยยางไม้สีดำที่เรียกว่า ‘ยางรัก’ ทาซ้ำ ๆ จนยางรักมันเงาได้รูปสวยงาม แล้ววาดลวดลายด้วยมือ เมื่อวาดเสร็จแล้วก็จะนำแผ่นทองคำแท้มาติด แล้วจึงล้างออก ลวดลายต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นสีทองส่งประกายสว่างตัดกับสีดำของยางรัก สวยงามล้ำค่ามีเอกลักษณ์สวยงาม นอกจากลายรดน้ำปิดทองแล้ว ยังมีลายขูดโบราณ ลายเพ้นท์สีอะคริลิก หรือลายเปลือกไข่ เป็นต้น

ส่วนรูปร่างรูปทรงของเครื่องเขิน มักจะเลียนแบบจากธรรมชาติ โดยเอื้อประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งรูปทรงเหล่านี้มักจะเลียนแบบจากพืชพรรณไม้ รูปทรงจากสัตว์ รูปทรงกระบอก ทรงกลม ทรงเรขาคณิต รูปรี สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม รวมถึงรูปทรงที่ช่างคิดสร้างสรรค์ ทั้งลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายบัว ลานรักร้อย ลายประจำยาม ลายก้านขด ลายธรรมชาติ ตลอดจนภาพนิทานชาดก และลายสิบสองราศี

วัดนันทาราม

วัดนันทาราม เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร

วัดนันทาราม แต่เดิมชื่อ วัดเมืองลาบ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2040 อย่างไรก็ดีบ้างระบุว่า สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2060 ในสมัยของพระเมืองแก้ว ณ ที่ถวายพระเพลิงพระยอดเชียงราย ผู้เป็นพระราชบิดา แล้วจัดให้มีการสมโภช สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2020 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2124ในตำนานมูลศาสนากล่าวถึงวัดนันทารามว่าเป็นวัดใหญ่และมีความสำคัญ เมื่อ พ.ศ. 1987 พระนันทปัญญา วัดนันทารามได้เป็นพระสังฆราชและเป็นอาจารย์ของพระมหาญาณคัมภีระ ผู้ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าแดง อีกแหล่งข้อมูลระบุว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายเมื่อครั้งสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1838

อาคารเสนาสนะที่สำคัญ ได้แก่ วิหารศิลปะพื้นเมืองล้านนาแต่ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์เป็นอาคารคอนกรีต เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ถัดขึ้น มาเป็นชั้นลูกแก้วย่อเก็จและฐานกลม 3 ชั้น มีองค์ระฆังทรงกลมเพรียว บัลลังก์สี่เหลี่ยม องค์เจดีย์ปิดด้วยแผ่นทองจังโกทั้งองค์ และหอไตร 2 ชั้น ชั้นที่ 2 เป็นที่สำหรับเก็บพระคัมภีร์โบราณ อายุไม่ต่ำกว่า 500–600 ปี ส่วนชั้นที่ 1 เป็นที่สำหรับปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนา

ภาษาถิ่น ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทย และมีภาษาถิ่น ที่เรียกว่า ภาษาไทขึน เป็นภาษาสำหรับสื่อสารในท้องถิ่น ภาษาของชาวไทขึนมีสำเนียงที่แตกต่างจากชาวไทยวน มักลงท้ายด้วยคำว่า “แด้” ใช้ตัวอักษรธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาพม่า


การศึกษาของ อิสราภรณ์ พัฒนวรรณ (2552) อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงเริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่รัฐบาลสยามผนวกล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติสยามโดยเมื่อ พ.ศ. 2500 มีการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินโดยมีการขายที่นาให้กับคนต่างพื้นที่รวมทั้งรัฐเพื่อสร้างสนามบิน มีการเปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพโดยยกเลิกการทำนา 

ธุรกิจในย่านตัวเมืองเดิมเชียงใหม่ คือย่านถนนวัวลาย-นันทาราม ซบเซาลงตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมาอันเนื่องมาจากผลกระทบจากการขยายเมืองหลักและเมืองรองแห่งภาคเหนือ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4-5 (พ.ศ. 2520-2529) ซึ่งได้มีการส่งเสริมเมืองเชียงใหม่ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ขยายศูนย์กลางรถโดยสารจากสถานีขนส่งช้างเผือกไปยังสถานีขนส่งอาเขต และขยายย่านธุรกิจแห่งใหม่เช่นย่านถนนเชียงใหม่-สันกำแพง อย่างไรก็ดีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2549) ได้กลับมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งผลให้ชุมชนนันทาราม เกิดการสร้างอัตลักษณ์ผ่านวัตถุทางวัฒนธรรมอย่าง “เครื่องเขิน” ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมที่ยังคงมีการสืบทอดเรื่อยมา 

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทขึน คือ การปฏิรูปการปกครองในล้านนา การเข้ามาของทุนนิยมและวัฒนธรรมตะวันตก นโยบายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาแบบแผนใหม่

การเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2450-2463

การเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2450-2463 มีลักษณะเป็นการผสมกลมกลืนกับคนเมืองหรือไทยวนเนื่องด้วยสภาพที่ตั้งชุมชนอยู่ใกล้ตัวเมือง สิ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงหลัก คือ ภาษาและเครื่องแต่งกาย ชาวไทขึนเปลี่ยนมาพูดภาษาคำเมือง (ภาษาไทยถิ่นเหนือ) เป็นหลักตั้งแต่ พ.ศ. 2462 เป็นต้นมา ส่วนการแต่งกายทั้งกลุ่มเจ้านายและสามัญชนก็มีการผสมกลมกลืนกับคนเมืองเช่นกัน 

การเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2464-2489

ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เป็นต้นมา มีการสอนภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งด้านโหราศาสตร์ การทำนาย แพทยศาสตร์ ไสยศาสตร์ และพิธีกรรม รวมทั้งการถ่ายทอดอักขรวิธีล้านนาและปริยัติธรรมโดยพระสงฆ์ให้กับเฉพาะผู้ชายภายในวัดนันทาราม แต่เมื่อเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลทางด้านการศึกษาจากรัฐสยาม จึงได้มีการตั้งโรงเรียนที่มีการสอนภาษาไทยในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยจัดให้มีการสอนในวัดตำบลละ 2-3 โรง และในตำบลหายยามีการตั้งโรงเรียนภายในวัดศรีสุพรรณและวัดนันทาราม จึงก่อให้เกิดการเรียนการสอนในรูปแบบการศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ อย่างไรก็ดีในระยะนี้ ด้วยความจำเป็นในการใช้แรงงานของครอบครัวชาวไทขึนยังคงผูกติดกับจารีตที่เด็กหญิงต้องทำงานบ้านและรับภาระเลี้ยงดูน้องที่ยังเล็ก จึงพบการผ่อนผันการเข้าเรียนโดยให้บุตรคนใดคนหนึ่งเข้าเรียน ภายใต้เหตุผลว่าเด็กหญิงต้องเป็นผู้ถ่ายทอดงานช่างด้านการจักสานและการวาดลวดลายบนเครื่องเขินซึ่งเป็นงานหัตถกรรมของหมู่บ้าน ส่วนเด็กชายส่วนมากมักจะจบการศึกษาระดับประถมศึกษาเท่านั้น ระบบการสอนของโรงเรียนใช้ภาษาไทยกลางซึ่งส่งผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ภาษาไทขึน

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างเส้นทางรถไฟมายังเชียงใหม่ เกิดการเข้ามาของคนจีนเพื่อทำการค้า เกิดการขยายตัวของย่านการค้าทั้งตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย รวมทั้งเกิดการขยายตัวของตลาดเครื่องเขินซึ่งเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2476 บางครอบครัวมีการผลิตเครื่องเขินขายเพียงอย่างเดียวไม่มีการทำนา หรือบางครอบครัวก็ยังมีการทำนาและน้ำหนังควบคู่กับการผลิตเครื่องเขินจำหน่าย โดยในปี พ.ศ. 2478 จากการทำเครื่องเขินภายในครอบครัว เริ่มมีการแบ่งงานกันทำในละแวกหมู่บ้านโดยมีการว่าจ้างทำลวดลาย แหล่งขายเครื่องเขินและน้ำหนังที่สำคัญ คือ ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย 

การทำเครื่องเขินหยุดชะงักลงไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484 แต่ชาวไทขึนก็ได้กลับมาทำอีกครั้ง โดยใช้หลุมหลบภัยเป็นขุม (หลุม) อบเครื่องเขินซึ่งภายในมีสภาพอากาศที่เย็นช่วยทำให้รักแห้งเร็ว สามารถผลิตได้จำนวนมากขึ้นและมีการส่งไปขายยังกรุงเทพฯ เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือน 

การเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2490-2519

ในช่วงก่อนการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นต้องการใช้พื้นที่บริเวณป่ากล้วยสร้างสนามบิน จึงมีการเวนคืนที่ดินซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ของชาวไทขึนบ้านนันทาราม ชาวบ้านจึงต้องขายที่ดินในราคาถูกแก่ทางการรวมทั้งนายทุนธุรกิจ ส่วนการทำเครื่องเขินมีลักษณะเป็นการทำอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองระบบตลาดโดยมีตระกูลวิชัยกุลเป็นตระกูลสำคัญที่สืบทอดการทำเครื่องเขิน รวมทั้งระหว่างปี พ.ศ. 2500-2520 ชาวไทขึนบ้านนันทารามเริ่มมีการขายที่นาอีกจำนวนมาก เกิดหมู่บ้านจัดสรร พร้อม ๆ กับการเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวของชุมชนนันทาราม

พ.ศ. 2500 ภาครัฐมีการส่งเสริมการผลิตศิลปหัตถกรรมสู่ระบบการค้า จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบยังชีพสู่การผลิตเพื่อการค้า เกิดร้านขายเครื่องเขินภายในชุมชนและมีการรับเครื่องเขินจากครัวเรือนต่าง ๆ หรือว่าจ้างการผลิตมาจำหน่ายภายในร้านของคนในชุมชน แต่ระบบการศึกษาที่ขยายตัวก็ส่งผลให้ลูกหลานของชาวไทขึนหันไปประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงกว่า เช่น ครู อาจารย์ พ่อค้า หมอ พยาบาล มากกว่าการทำเครื่องเขิน ก่อให้เกิดปัญหาด้านการสืบทอด เช่นเดียวกับน้ำหนัง ที่ประสบปัญหาระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนไปทำให้หาวัตถุดิบเช่นกาบไผ่ได้ยากขึ้น การทำน้ำหนังเป็นอาชีพเริ่มลดลงสวนทางกับความต้องการบริโภคที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง 

ระบบสาธารณูปโภคของบ้านนันทารามมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไฟฟ้าเข้ามาในปี พ.ศ. 2496 มีการขยายถนน มีการสร้างโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แต่การรักษาพยาบาลของชาวไทขึนยังคงพึ่งพายาของวัดนันทาราม ส่วนโรงเรียนวัดนันทารามได้ปิดการสอนลงตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้ การแต่งกายมีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบตะวันตกตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา แต่ผู้หญิงชาวไทขึนยังคงนิยมนุ่งซิ่นเมื่อมีงานประเพณีต่าง ๆ 

การเปลี่ยนแปลงช่วง พ.ศ. 2520-2551

ช่วงเวลา พ.ศ. 2520-2551 เป็นช่วงเวลาแห่งความเป็น “สมัยใหม่” ในทุกด้านของชุมชนนันทาราม โดยด้านภาษา ชาวไทขึนมีการพูดทั้งภาษาคำเมือง (ภาษาไทยถิ่นเหนือ) และภาษาไทยกลาง โดยนิยมเขียนตัวอักษรไทยกลางเป็นหลัก ด้านประชากร มีการอพยพของคนต่างถิ่นทั้งปัจจัยด้านอาชีพและครอบครัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา รูปแบบความสัมพันธ์มีความเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายสู่ลักษณะของครอบครัวเดี่ยว 

ชุมชนนันทารามมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและระบบนิเวศน์ โดยสภาพคุ้มเจ้าที่เคยบ่งบอกความเป็นมาของชุมชนมีการเปลี่ยนเจ้าของและถูกรื้อถอนเป็นสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ สภาพบ้านเรือนปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) มีเพียงบ้านเลขที่ 56/2 ถนนนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ที่ยังคงมีลักษณะเป็นบ้านไทขึนในรูปแบบคงเดิม 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 เป็นต้นมาเมื่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประกาศให้เขตพื้นที่สันกำแพงเป็นเขตพื้นที่ส่งเสริมการลงทุน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตเครื่องเขิน คือ เกิดการเคลื่อนย้ายฝีมือแรงงานไปยังร้านเครื่องเขินในพื้นที่อำเภอสันกำแพงซึ่งมีค่าตอบแทนที่สูงกว่า อีกทั้งยังเกิดระบบผูกขาดกับบริษัททัวร์ที่ทำให้บทบาทของแหล่งผลิตเครื่องเขินในชุมชนนันทารามซบเซาลงเหลือเพียงร้านประเทืองเครื่องเขินและวิชัยกุลเครื่องเขินเท่านั้น 

การเข้ามาของไฟฟ้าก่อให้เกิดความสะดวกสบายและทำให้ชาวไทขึนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากยิ่งขึ้นเกิดการติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับสังคมภายนอก เกิดการนิยมบริโภคอาหารแบบภาคกลางและต่างชาติ ส่งผลให้น้ำหนังเกือบจะไม่เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ ส่วนการแต่งกายเปลี่ยนไปตามความนิยมการแต่งกายพื้นเมืองและการแต่งกายแบบตะวันตก ชาวไทขึนได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นในระดับอุดมศึกษา มีช่องทางการประกอบอาชีพที่หลากหลาย อาชีพการทำเครื่องเขินและน้ำหนังประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและผู้สืบทอด โรงพยาบาลเป็นสถานพยาบาลหลัก โดยวัดนันทารามซึ่งเคยเป็นศูนย์ยาสมุนไพรพื้นบ้านได้ลดบทบาทลง “ยาตุ๊เจ้าวัดนันตา” เป็นยาที่มีชื่อเสียงของพระครูสิริรัตนสุนทร (อิ่นแก้ว) เจ้าอาวาสวัดนันทรามในช่วง พ.ศ. 2502-2539 ได้รับการสืบทอดโดยญาติและเปิดเป็นร้านขายยาวิรัชโอสถซึ่งมีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา 

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2566). วัดนันทาราม. https://thailandtourismdirectory.go.th/

พลวัฒ ประพัฒน์ทอง. (2568). ไทขึน. ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ในประเทศไทย. สืบค้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569. https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/175/

วิถี พานิชพันธ์. (2561). เครื่องเขินในวัฒนธรรมล้านนา. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ศฐา วรุณกูล. (2557). แนวทางการบริหารต้นทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพเครื่องเขินชุมชนวัดนันทาราม. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้.

อิสราภรณ์ พัฒนวรรณ. (2552). กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวไทเขินในชุมชนนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ภูมิภาคศึกษา), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ข้ามน้ำ ข้ามทะเล. (2565). วิชัยกุลเครื่องเขิน. Salamade. https://salahmade.com/

Thai Style Studio 1984. (2566). เครื่องเขินล้านนา. Thai Style Studio. https://thaistylestudio1984.com

Chiang Mai News. (10 เมษายน 2567). ร้อยเรื่องเมืองล้านนา : ตอนที่ 9 เครื่องเขิน. Youtube. https://www.youtube.com/watch

พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา. (14 พฤษภาคม 2563). การทำลวดลายเครื่องเขิน. Youtube. https://www.youtube.com/watch

ALTV4. (23 มิถุนายน 2564). เครื่องเขินโบราณ l ไทยศิลป์. Youtube. https://www.youtube.com/watch 

ทน.เชียงใหม่ โทร. 0 5325 9000