Advance search

ชุมชนชาวมอญกว่า 300 ปี ริมน้ำแม่กลอง ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานน่าสนใจ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษามรดกวัฒนธรรมรวบรวมไว้ให้ได้ศึกษาเรียนรู้

หมู่ที่ 5
บ้านม่วง
บ้านม่วง
บ้านโป่ง
ราชบุรี
อบต.บ้านม่วง โทร. 0 4221 9817
แพรวา พุ่มเจริญ
11 ก.พ. 2024
ปวินนา เพ็ชรล้วน
21 ก.พ. 2024
ปวินนา เพ็ชรล้วน
21 ก.พ. 2024
บ้านม่วง

บรรพบุรุษของชาวมอญบ้านม่วงได้ติดตามพระมหาเถระนามว่า "คันฉ่อง" เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมน้ำแม่กลอง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร และตั้งชุมชนใหม่โดยใช้ชื่อชุมชนเดิมที่ย้ายมาคือ "บ้านม่วง" และใช้ชื่อวัดที่สร้างใหม่ว่า "วัดม่วง" ในภาษามอญเรียกว่า "เพลียเกริก"


ชุมชนชาวมอญกว่า 300 ปี ริมน้ำแม่กลอง ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานน่าสนใจ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษามรดกวัฒนธรรมรวบรวมไว้ให้ได้ศึกษาเรียนรู้

บ้านม่วง
หมู่ที่ 5
บ้านม่วง
บ้านโป่ง
ราชบุรี
70110
13.7639702240487
99.8398406803608
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับชุมชนมอญบ้านม่วงแถบลุ่มน้ำแม่กลองว่ามีการอพยพย้ายถิ่นจากฝั่งพม่ามาตั้งแต่พุทธศตวรรษ 22 โดยบรรพชนรุ่นแรกอพยพติดตามพระมหาเถรคันฉ่อง พระสงฆ์มอญนิกายมหายานเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้และตั้งชื่อตามภูมิลำเนาเดิมที่จากมา และด้วยความศรัทธาก็ร่วมกันสร้างวัดประจำหมู่บ้านชื่อ "วัดม่วง" หรือในภาษามอญคือ "เพลียเกริก" กระนั้น อายุของวัดม่วงยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิชาการด้านโบราณคดี โดยทะเบียนวัดของกรมศาสนาระบุว่า "วัดม่วงประกาศจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2223 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) แห่งอาณาจักรอยุธยา" หากแต่หลักฐานในคัมภีร์ใบลานอักษรมอญ (ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง) เกี่ยวกับพระปริตในตอนท้ายจารว่าวัดม่วงสร้างขึ้นใน "[จุล]ศักราช 1000 เดือน 6 แรม 5 ค่ำ วันศุกร์" หรือเทียบเป็นพุทธศักราชคือปี 2181 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173-2198) (จิรนันท์ คอนเซพซิออน, ไม่ปรากฏปี) จึงมีการสันนิษฐานว่าชุมชนมอญบ้านม่วงและวัดประจำหมู่บ้านนี้อาจมีอายุเก่าแก่กว่า 350 ปี

บ้านม่วงตั้งอยู่บนพื้นที่ฝั่งตะวันตกของบ้านโป่ง ในสมัยก่อนผู้คนที่อาศัยอยู่ในฟากฝั่งนี้สัญจรเข้าออกหมู่บ้านโดยใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก ต่างจากฟากฝั่งตะวันออกแถบโพธารามที่การคมนาคมทางบกทั้งถนนและเส้นทางรถไฟได้รับการพัฒนาต่อเนื่องนับตั้งแต่การสร้างเส้นทางรถไฟสายใต้ (ธนบุรี-เพชรบุรี) ในปี พ.ศ. 2446 ด้วยเหตุนี้ทำให้พื้นที่แถบบ้านม่วงและบริเวณใกล้เคียงมีความเงียบสงบ และดำรงรักษาวิถีวัฒนธรรมมอญอย่างเหนียวแน่น อาชีพหลักของคนบ้านม่วงนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือการทำนา (จวน เครือวิชฌยาจารย์, สัมภาษณ์, 30 มกราคม 2553 ใน จันทร์ธิดา สังขจันทร์, 2553) เว้นช่วงจากการทำนา ชาวมอญบ้านม่วงมีอาชีพเสริมในครัวเรือนคือ การทอผ้า ทั้งผ้าทอสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าถุง เป็นต้น และผ้าทอเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนา คือ ผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน

ชีวิตของเด็กและวัยรุ่นในชุมชนนับแต่อดีตจะผูกพันกับวัดม่วง เพราะเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญภายในหมู่บ้าน โดยพ่อแม่มักพาลูกชายมาฝากฝังกับพระอาจารย์หรือให้บวชเรียนหนังสือและภาษามอญที่วัดม่วง กระทั่งผ่านการบวชเรียนจึงจะถือว่าเป็น "คนได้หนังสือมอญ" ที่พูด อ่าน เขียนภาษามอญได้ กระทั่งสมัยหลวงปู่เข็ม (พระครูชัยศรีคีรีศรีสวัสดิ์) เป็นเจ้าอาวาส มีการสร้างอาคารเรียนบริเวณวัดเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2456 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กหญิงได้เข้าเรียนหนังสือเหมือนผู้ชาย วัดม่วงในยุคสมัยของหลวงปู่เข็มกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการศึกษาของชาวมอญแถบลุ่มน้ำแม่กลองตอนเหนือ เนื่องจากหลวงปู่เข็มเป็นพระอุปัชฌาย์ชาวมอญเพียงคนเดียว ทั้งยังสามารถบวชเรียนให้คนต่างถิ่นได้ คนมอญจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงรวมถึงชาวกะเหรี่ยงและมอญจากกาญจนบุรีก็จะล่องแพมาบวชเรียนที่วัดม่วง (จันทร์ธิดา สังขจันทร์, 2553: 66-68) กระทั่งการก่อตั้งโรงเรียนวัดม่วง (ศรี ประชา) เมื่อ พ.ศ. 2480 ทำให้วัดม่วงในฐานะสถาบันการศึกษาและการขัดเกลาเด็กและเยาวชนมอญในชุมชนเริ่มลดบทบาทลง

อย่างไรก็ตาม วัดม่วงยังคงสถานะเป็นแหล่งการเรียนรู้สาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสำนักเรียนภาษาบาลีมอญสำคัญในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เห็นได้จากจำนวนคัมภีร์ใบลานที่ค้นพบและจัดเก็บอยู่ในวัดม่วง รวมถึงในยุคสมัยพระอาจารย์ลม (พระครูวรธรรมพิทักษ์) ที่เก็บรวบรวมและสะสมวัตถุโบราณประเภทอื่นรวมด้วย อาทิ พระพุทธรูป ผ้าห่อคัมภีร์ (ใบลาน) เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนมอญ เป็นต้น มีทั้งที่พระอาจารย์ลมขอซื้อหรือขอแลกกับชาวบ้านและที่ได้รับถวายมา กระทั่งช่วงเวลาที่ศรีศักร วัลลิโภดม และธิดา สาระยา นำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรมาลงภาคสนาม และเห็นศักยภาพในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภายในชุมชน จึงกลายเป็นที่มาของโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2534-2536 ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร กรมศิลปากร หน่วยงานท้องถิ่น เป็นต้น จนถึงกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 (จันทร์ธิดา สังขจันทร์, 2553: 66-70)

ชุมชนชาติพันธุ์มอญที่ตั้งอยู่บนที่ดอนทางทิศตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง ฟากตรงข้ามคือชุมชนมอญนครชุมน์ที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน และทางทิศเหนือติดกับอำเภอคุ้งพะยอม บริเวณที่เรียกว่าบ้านม่วงนับเฉพาะเขตหมู่ 3, 4 และ 5 โดยมีวัดม่วงเป็นศูนย์กลางสำหรับกิจกรรมทางสังคมทุกประเภท หรือหากเป็นกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากก็ใช้พื้นที่วัดใหญ่นครชุมน์ ในอดีตผู้คนในชุมชนนิยมสัญจรระหว่างพื้นที่ทางเรือโดยล่องแม่น้ำแม่กลองเป็นหลัก บางส่วนก็สัญจรด้วยรถไฟสายใต้ (ธนบุรี-เพชรบุรี) ผ่านสถานีนครชุมน์ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม ชาวบ้านนิยมใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์เป็นหลักบนถนนสายบ้านม่วง-ชำแระ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยกระจายตัวทั่วที่ดอนฝั่งแม่น้ำ โดยชาวบ้านจะนิยมปลูกบ้านเรือนหันเข้าหาแม่น้ำ หรือที่เรียกว่า "มอญขวาง" ในช่วงฤดูฝนและหน้าน้ำหลาก น้ำจะเอ่อล้นท่วมพื้นที่อยู่อาศัยและที่นาของชาวบ้าน (อิมธิรา อ่อนคำ, 2560: 24 - 34)

ประชากรส่วนใหญ่ของบ้านม่วงคือชาวมอญ มีชาวไทย ลาว และจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย  ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า หมู่ที่ 5 บ้านม่วง มีจำนวนบ้านเรือน 229 หลัง มีประชากร 588 คน โดยเป็นเพศชาย 285 คน และเพศหญิง 303 คน (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567)

มอญ

การปกครองส่วนท้องถิ่นของบ้านม่วงนั้น ยุคแรกเป็นการปกครองที่มีเพียงกำนันและผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น กระทั่งมีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วงตามพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 โดยยกฐานะจากสภาตำบลบ้านม่วง แบ่งเป็น 8 หมู่บ้าน (อิมธิรา อ่อนคำ, 2560: 26-27) นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งองค์กรหรือการรวมกลุ่มของสมาชิกหมู่บ้านทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนี้

สถาบันการเงินชุมชนบ้านม่วง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ภายใต้โครงการยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้กลายเป็นสถาบันการเงิน ภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้ง 8 หมู่ คนละชุดกับคณะกรรมการสวัสดิการชุมชน โดยพิจารณาให้เงินกู้จากประวัติของผู้กู้ตามความเหมาะสมและความจำเป็น

ชมรมผู้สูงอายุ จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุภายในชุมชน โดยกิจกรรมหลักคือการเก็บเงินค่าฌาปนกิจกรณีเสียชีวิตเท่านั้น

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำหน้าที่ดูแลระบบสุขภาพพื้นฐานภายในชุมชน มีศูนย์กลางการดูแลและประสานงานระบบสุขภาพชุมชนอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนบ้านม่วง ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 และกองทุนยาประจำหมู่บ้านทั้ง 8 หมู่บ้าน (อิมธิรา อ่อนคำ, 2560: 30)

กลุ่มทอผ้าบ้านม่วง จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านผ่านการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในยามว่างจากการทำนา โดยต่อยอดจากกิจกรรมที่สตรีมอญทอผ้าไว้ใช้ภายในครัวเรือนด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ ทั้งยังสอนให้กับเด็กนักเรียนที่สนใจ

กลุ่มกีฬาและสันทนาการ เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ เพื่อเล่นกีฬาและดำเนินกิจกรรมสันทนาการร่วมกันตามความสนใจ เช่น กลุ่มเปตองวัดบ้านม่วง มักรวมตัวกันบริเวณลาดวัดม่วงตามนัดหมายกัน ไม่มีวันเวลาที่แน่นอน, กลุ่มไก่ชนบ้านม่วง-นครชุมน์ จะรวมตัวกันทุกวันบริเวณวัดนครชุมน์ โดยจะมีการจัดการแข่งขันนัดสำคัญทุกวันอาทิตย์, กลุ่มแข่งขันประกวดวัวและม้าสวยงาม โดยจะรวมตัวกับเครือข่ายชุมชนและเครือข่ายชาวมอญและจัดการแข่งขันช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปี โดยมีการกำหนดรางวัลที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี, กลุ่มของผู้สูงอายุและผู้พิการ (ติดเตียง) ภายในชุมชน ที่มักรวมตัวกันเพื่อพูดคุยสังสรรค์ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป โดยเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ในช่วงบ่ายของทุกวันและแยกย้ายเมื่อถึงเวลาโรงเรียนเลิก เนื่องจากผู้สูงอายุบางคนต้องทำหน้าที่ไปรับหลานที่โรงเรียน และกลุ่มวงดนตรี 2 วง ได้แก่ วงเพชรบัวงาม และศิษย์ครูปอย โดยนักดนตรีจะนัดหมายฝึกซ้อมเพื่อต่อบทเพลงสำหรับใช้ในการออกงานรื่นเริงภายในชุมชน โดยนัดหมายกันตามวันเวลาที่ตกลงร่วมกัน

เช่นเดียวกับชุมชนมอญในละแวกใกล้เคียง บ้านม่วงยังคงยึดถือประเพณีทางศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิต 12 เดือน กิจกรรมที่ยังพบเห็นได้มากคือ การทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ทุกเช้าตรู่วันพระ สำหรับประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนาส่วนใหญ่จัดขึ้นที่วัดม่วง โดยผู้ชายจะนุ่งโสร่งและห่มสไบเฉียง ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงและห่มสไบเฉียงเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับชีวิต (การเกิด การเจ็บป่วย การแต่งงาน และความตาย) นับตั้งแต่การโกนจุก เป็นการถือผี ต้องบอกญาติพี่น้องให้รับรู้ หรือในช่วงที่เจ็บป่วยก็จะมีการนิมนต์พระมาสวดธรรมจักรต่ออายุ สำหรับประเพณีงานศพจะมีความเชื่อเฉพาะที่ต่างจากวิถีของคนไทย เช่น ถ้าคนในครอบครัวตายโหงจะไม่นิมนต์พระสงฆ์มาสวดเพราะเชื่อว่าจะทำให้มีการตายต่อกันอีก เป็นต้น ชาวบ้านม่วงยังคงให้ความสำคัญกับการจัดและเข้าร่วมงานประเพณีต่าง ๆ แต่อาจมีจำนวนคนเข้าร่วมลดลง ในแต่ละเดือนมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

เดือนสาม : วันมาฆบูชา ในอดีตจะมีกิจกรรมเผาข้าวหลามเพื่อใช้สำหรับการตักบาตร โดยใช้กิ่งต้นโอะฮตานมาประดับดอกไม้เพื่อสักการะช่วงเย็นล่วงหน้า 1 วัน และวันมาฆบูชาชาวบ้านจะรวมตัวที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเผาบูชาต้นโอะฮตานและทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ แต่ปัจจุบันการเผาข้าวหลามเองไม่เป็นที่นิยม เพราะต้นไผ่สำหรับทำข้าวหลามหายาก รวมถึงต้นโอะฮตานที่ลงลงในชุมชนเนื่องจากการขยายพื้นที่ทำนา ปัจจุบันเหลือเพียง 1 ต้นบริเวณวัดม่วง ชาวบ้านจึงเลือกใช้กิ่งไม้ประเภทอื่น นำมาทาขมิ้นและประดับดอกไม้เพื่อใช้ในการสักการะบูชาหรือตักบาตรพระแทน

เดือนห้า : วันสงกรานต์ ในอดีตแต่ละบ้านจะทำข้าวแช่ส่งตามบ้านญาติผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และถวายพระสงฆ์ แห่ปลารอบชุมชนและปล่อยปลาที่ท่าน้ำบริเวณวัด รดน้ำสาดน้ำตามประเพณี รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านแบบชาวมอญ เช่น เล่นสะบ้า ลูกช่วง มอญซ่อนผ้า ผีกระด้ง ผีกะลา โดยกิจกรรมจะจัดอย่างต่อเนื่องหลายวันและมีคนจากนอกหมู่บ้านเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย ในยุคปัจจุบันจะเน้นทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ สำหรับการทำข้าวแช่ก็ลดลง การละเล่นไม่เป็นที่นิยมและจะเน้นการแสดงร่วมสมัยเป็นหลัก

เดือนสิบ : ตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ชาวบ้านจะใช้น้ำผึ้งเนื่องจากเป็นส่วนผสมของยาสำหรับพระสงฆ์ ปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลทรายแทนเนื่องจากน้ำผึ้งหายากและราคาแพง

เดือนสิบเอ็ด : กวนกระยาสารท สมัยก่อนชาวบ้านม่วงจะกวนกระยาสารทกันเองภายในครัวเรือน แต่ปัจจุบันมีคนทำเองลดลง เพราะขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้เวลานาน รวมถึงเครื่องปรุงส่วนผสมหลากหลาย และความนิยมที่ลดลงของผู้คน ชาวบ้านจึงนิยมซื้อสำเร็จเพื่อตักบาตรพระสงฆ์เท่านั้น

เดือนสิบสอง : ลอยกระทง โดยใช้กระทงกระดาษทำจากกระดาษสา มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังยังมีการจัดกิจกรรมวันรำลึกชาติมอญ โดยชุมชนชาวมอญแต่ละแห่งในประเทศจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน และมีการส่งมอบธงเจ้าภาพสำหรับการจัดงานในปีถัดไป ภายในงานมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษและกษัตริย์ที่ล่วงลับ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ วงสนทนาวิชาการ การละเล่นบันเทิงสันทนาการต่าง ๆ รวมถึงขบวนสวยงามและการแต่งกายด้วยชุดมอญของสมาชิกในแต่ละชุมชน

1.สอางค์ พรมหมอินทร์

ได้รับเลือกให้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสตรีอาสาประจำตำบลบ้านม่วง ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 ก็ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 เพราะว่าผลงานมากมายพอที่จะพิสูจน์ตนเองว่าเป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่งของชุมชนมอญแห่งนี้ ผู้ใหญ่ได้ดำรงตำแหน่งนี้มาเป็นเวลาถึง 10 ปีแล้ว โดยได้รับการยกย่องจากบุรุษและคนในชุมชนว่าเป็นสตรีที่มีความเก่ง เข้าได้กับทุกคน มีความเป็นกันเอง รวมทั้งเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือ ลูกบ้านอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านดีเด่นเกือบทุกปี เพราะท่านได้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชุมชนให้มีความเจริญขึ้นเป็นอย่างมาก

ผู้ใหญ่สอางค์ พรมหมอินทร์ จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดม่วง (ศรี ประชา) และศึกษาต่อจนถึงเทียบระดับชั้นมัธยมศึกษา 6 ที่ กศน. อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงร่วมกับทางวัดและมหาวิทยาลัยศิลปากร

2.สมพงษ์ เสลานนท์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2491 และเติบโตในตำบลนครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวเสลานนท์ ซึ่งเป็นครอบครัวชาวนา โดยสมพงษ์เรียนจบระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดใหญ่ (บุญเอี่ยมอนุเคราะห์) ฝั่งนครชุมน์

ทุนวัฒนธรรม

วัดม่วง/พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

วัดม่วงเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก ประวัติของวัดม่วงนั้นมีกล่าวไว้ในคัมภีร์ใบลาน ซึ่งเขียนด้วยอักษรมอญ ระบุว่าวัดแห่งนี้เกิดขึ้นในสมัยกรุงอยุธยาตอนปลาย มีอายุนับจากปัจจุบันมากกว่า 300 ปีมาแล้ว พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง จัดตั้งขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัย เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม 2535 โดยได้รับพระราชทานคำแนะนำจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ด้วยความร่วมมือระหว่างวัดม่วง ชาวบ้านม่วง และมหาวิทยาลัยศิลปากร ในการรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ได้ให้บริการความรู้เรื่องมอญ ทั้งแก่ชุมชนบ้านม่วงและชุมชนโดยรอบในละแวกใกล้เคียงทั่วลุ่มน้ำแม่กลอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่สนใจ อย่างไรก็ดีหลังจากสร้างและเปิดพิพิธภัณฑ์แล้ว มีชาวบ้านเห็นคุณค่าและความสำคัญจึงนำเอาโบราณวัตถุทั้งทางโบราณคดีและชาติพันธุ์มาอุทิศให้กับทางวัด เพื่อให้เก็บไว้จัดแสดงอีกมากมาย จึงเกิดปัญหาที่จะต้องก่อสร้างและต่อเติมอาคาร รวมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหาการจัดแสดงสอดคล้องกับสิ่งของที่ได้รับมา จึงมีการปรับปรุงการจัดแสดงเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ ควบคู่ไปกับขยายความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็น "ศูนย์มอญศึกษา" ด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธ์ และบริษัทมติชน

โดยทางวัดได้สร้างอาคารสองชั้นหลังใหม่ขึ้น เชื่อมกับอาคารพิพิธภัณฑ์เดิม การจัดแสดงที่ปรับปรุงใหม่จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมและมอญศึกษา มีทั้งข้าวของต่าง ๆ แผนที่ ภาพเขียน งานกราฟิก โดยเนื้อหาหลักที่ปรับปรุง คือ อาคารชั้นบนเป็นเรื่องราวความเป็นมาของชนชาติมอญและอารยธรรมมอญที่มีมิติลึกและความกว้างทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติมมากไปกว่าเรื่องของการศึกษาท้องถิ่น ขณะที่ชั้นล่างจัดเป็นห้องประชุมสัมมนาและห้องสมุด เพื่อรวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมอญ ซึ่งการจัดแสดงในชั้นบนอาจแบ่งออกเป็น 6 เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกันได้แก่ มอญในตำนาน

โดยเล่าถึงความเป็นมา และความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างบ้านแปลงเมืองกับพระเกศธาตุ (ผม) จากตำนานหรือนิทานอันเป็นที่ยอมรับมาแต่โบราณกาล รวมไปถึงพุทธทำนายเรื่องหงส์คู่เล่นน้ำ มันเป็นที่มาของนครหงสาวดี เป็นต้น มอญในทางประวัติศาสตร์ แสดงเรื่องราวของมอญในยุคต่าง ๆ ตั้งแต่ มอญยุคสุวรรณภูมิ ซึ่งความเป็นมอญและคนมอญ ยังซ้อนทับอยู่กับการเป็นคนกลุ่มหนึ่งในรัฐใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในประเทศพม่า มอญยุครามัญเทศ ซึ่งเป็นยุคที่มีรัฐมอญมั่นคงอยู่ท่ามกลางรัฐของกลุ่มชนชาติอื่น ๆ ไทยพม่า ไทยใหญ่ โดยมีเมืองหงสาวดีเป็นศูนย์กลาง และมีความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมยิ่งกว่าสมัยใด ๆ มอญยุคผู้ชนะสิบทิศ อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งรุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ภาษามอญและจารึกมอญ

ในบรรดาจารึกต่าง ๆ ในไทยและพม่า ภาษามอญถือเป็นภาษาสำคัญเก่าแก่ของผู้คนในสังคมที่เป็นเมืองและรัฐ เพราะเป็นทั้งภาษาศักดิ์สิทธิ์ ภาษาทางราชการ และภาษากลาง ที่ใช้พูดจาสื่อสารในกลุ่มชนทุกระดับ ของที่จัดแสดงอาทิ แผ่นคัมภีร์ ฝีมือช่างมอญสมัยรัตนโกสินทร์ ได้รับอิทธิพลจากจีนและมุสลิม แผนคัมภีร์และไม้ประกับคัมภีร์ รูปลายทองสัตว์หิมพานต์ สมัยอยุธยาตอนปลาย คัมภีร์ใบลาน เป็นต้น ประเพณีและวัฒนธรรมมอญ จัดแสดงเรื่องราว ประเพณี 12 เดือน ของคนมอญในประเทศไทย ซึ่งอยู่บนหลักความเชื่อทางพุทธศาสนาและการนับถือผี และจัดแสดงข้าวของ เครื่องมือเครื่องใช้อันเกี่ยวเนื่องกับประเพณีและวัฒนธรรมมอญ อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบ เครื่องทองเหลือง ผ้าฝ้ายพิมพ์ลายห่อคัมภีร์ ผ้าฝ้ายทอพื้นบ้านห่อคัมภีร์ของชาวบ้านม่วง พระบฎ เครื่องแต่งกาย เป็นต้น มอญอพยพ

จัดแสดงแผนที่และเรื่องราวการอพยพมาสู่ไทยของคนมอญ 9 ระลอก ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จนทำให้มอญกลายเป็นประชากรส่วนสำคัญของประเทศไทยมาจนทุกวันนี้ โดยคนมอญมักตั้งถิ่นฐานอยู่ริมน้ำ โดยเฉพาะจะหนาแน่นบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มอญในไทยและผู้นำทางวัฒนธรรม จัดแสดงประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและประเพณีของมอญในไทย อาทิ มอญสามโคก มอญสมุทรสาคร มอญบ้านโป่ง-โพธาราม มอญพระประแดง ในส่วนผู้นำทางวัฒนธรรม จัดแสดงภาพวาดและเรื่องราวของผู้นำทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มกษัตริย์หรือผู้นำในอดีต อาทิ พระเจ้าอโนรธา พระเจ้าจันสิทธา มะกะโท พระเจ้าราชาธิราช บุเรงนอง หลวงพ่ออุตตมะ พระครูวรธรรมพิทักษ์ (อาจารย์ลม อดีตเจ้าอาวาสวัดม่วง)

นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทั้งจากภายในและภายนอกขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่จะเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป อาทิงาน "สืบสานประเพณีกินอยู่อย่างมอญในลุ่มน้ำแม่กลอง" ที่จัดขึ้น ณ วัดม่วง ในช่วงวันลอยกระทงเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเสนอกิจกรรม การละเล่น และประเพณีในรอบปีของกลุ่มคนมอญในลุ่มน้ำแม่กลอง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตคนมอญมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้ชมและศึกษาผ่านจากงานนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์

การแต่งกาย เมื่อเทียบกับคนมอญที่อยู่ห่างออกไปจากพื้นที่นี้ ลักษณะการแต่งกายของคนมอญคล้ายกับคนพม่า โดยเฉพาะผู้ชายจะนุ่งโสร่ง หรือ "สะส่ง" ส่วนเสื้อเป็นแบบคอกลมผ่าอกตลอด แขนทรงกระบอก และมีเสื้อตัวสั้นแบบแจ็กเก็ตสวมทับอยู่ข้างนอก และสมัยก่อนนิยมโพกผ้าที่ศีรษะด้วย แต่เมื่อยู่ในประเทศไทยนานก็หันมาไว้ผมแบบคนไทย ส่วนผู้หญิงนิยมนุ่งผ้า "กานิน" ซึ่งคล้าย "สะส่ง" ของผู้ชาย แต่เล็กกว่าและมักเป็นสีพื้นผ้านุ่งแบบนี้เรียกว่า "ผ้าตาโกง" และเวลามีงานประเพณีที่สำคัญ ๆ ผู้หญิงชาวมอญจะมีผ้าคล้องคอด้วย ส่วนผมก็นิยมไว้ยาวและมักเกล้าเป็นมวยเช่นเดียวกับพม่า แต่จะเกล้าไปข้างหลัง ต่างจากพม่า ซึ่งจะเกล้าสูงขึ้นไปข้างบน แต่ในปัจจุบันการแต่งกายแบบชาวมอญก็ได้ถดถอยลงไป ส่วนมากปัจจุบันจะแต่งกายแบบชาวมอญต่อเมื่อตอนทำพิธีกรรมหรือมีประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมอญ

ในปัจจุบันชาวบ้านม่วงใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร และมีการใช้ภาษามอญปะปนบ้าง โดยกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถฟังภาษามอญเข้าใจ แต่สามารถสื่อสารโต้ตอบได้เพียงเล็กน้อย ต่างจากกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 60 ปีเรื่อยมาจนถึงรุ่นลูกหลานที่แทบไม่มีการสื่อสารภาษามอญ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนภายในท้องที่ริเริ่มการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนภาษามอญสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยเชิญปราชญ์ชุมชนที่เชี่ยวชาญการพูดอ่านเขียนภาษามอญเป็นผู้สอน อาศัยตำราเรียนที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยมหิดล อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการเรียนรู้ภาษามอญไม่ได้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2568)


เด็กและเยาวชนหลายคนเลือกออกจากระบบการศึกษาและตัดสินใจหางานทำสร้างรายได้ในแต่ละวัน สมาชิกในชุมชนจำนวนมากจบการศึกษาเฉลี่ยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีบางส่วนที่ต่อยอดไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และสูงกว่า


การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ชุมชนแห่งนี้มีความเจริญขึ้นมาก็เกิดจากการทำไร่ ทำนา มากกว่าการซื้อขายที่ดินเหมือนกับชุมชนอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของชุมชนเลยก็ว่าได้และเป็นรายได้ที่มากพอสมควร แต่รายได้เหล่านั้นก็ยังคงไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิต จึงทำให้บุรุษมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกชุมชน รวมทั้งสตรีวัยรุ่นบางคนก็ต้องเข้าไปเรียนหนังสือบ้าง ไปทำงานส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวบ้าง จะกลับมารวมกันก็ต่อเมื่อมีเทศกาลสำคัญ ๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและเครือญาติ เพราะในอดีตมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น แต่เมื่อเงินตราเข้ามามีความสำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้ผู้คนมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานภายนอกชุมชน จึงทำให้ระบบความสัมพันธ์นี้เริ่มที่จะสูญหายไป เช่น ภาษา ที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่พูดภาษามอญกันแล้ว มีเพียงคนสูงอายุเท่านั้นที่สามารถสื่อสารกันได้ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ ที่ควรจะรักษาไว้ แต่เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มที่จะออกไปสู่เมืองใหญ่ มีการนำวัฒนธรรมใหม่ ๆ เข้ามาสู่ชุมชน จึงทำให้เอกลักษณ์เหล่านี้ก็เริ่มหมดความสำคัญไปตามกาลเวลา แต่คนรุ่นเก่าก็ยังพยายามที่จะสืบทอดวัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ไปสู่ลูกหลานเพื่อให้สืบทอดต่อไป

จุดสนใจอื่น ๆ ในชุมชนบ้านม่วง เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ตลาดนัดวัดบ้านม่วง คัมภีร์โบราณสมุดข่อย

อิมธิรา อ่อนคำ. (2560). มอญ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี: วิถีและพลัง. ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาไทยศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา. 

วัชรินทร์ ขำฟัก. (2542). บทบาทสตรีกับการพัฒนาชุมชนกรณีศึกษาชุมชนบ้านม่วง ต.บ้านม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี. สารนิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร. 

คลังข้อมูลชุมชน. (ม.ป.ป.). วัดม่วง-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง จ.ราชบุรี. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567. https://communityarchive.sac.or.th/community/WatMuang/

จิรนันท์ คอนเซพซิออน. รอยอดตีแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ตอนที่ 2 วัดมอญ : วัดม่วง. สำนักศิลปากรที่ 1 กรมศิลปากร. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567. https://www.finearts.go.th/

ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย. (2555). พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567. https://db.sac.or.th/museum/

ไปด้วยกัน. (2563). วัดม่วง ราชบุรี. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567. https://www.paiduaykan.com/travel/

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง. (2564). แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566-2570). องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี. 

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (2568). รายงานโครงการหนุนเสริมทางวิชาการป้องกันเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา พื้นที่จังหวัดราชบุรี. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

อบต.บ้านม่วง โทร. 0 4221 9817