
มีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มวัฒนธรรมมอญมากกว่า 160 ปี นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัดและสืบทอดประเพณี ความเชื่อและวิถีชีวิตที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่ม
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยหนึ่งเคยมีพระเจ้ากรุงจีนได้เดินทางมาพร้อมกับขบวนขันหมากใหญ่โตเพื่อจะไปเข้าพิธีแต่งงานกับนางนงประจัน ซึ่งมีบ้านอยู่ที่โคกสำโรงในปัจจุบัน แต่เมื่อพระเจ้ากรุงจีนได้เดินทางเข้ามายังหมู่บ้านบางขันหมากก็ได้เกิดอาเพศหลายอย่างขึ้น จึงเป็นเหตุที่ต้องทำให้พระเจ้ากรุงจีนออกคำสั่งให้ทหารโยนของขันหมากทิ้งน้ำเพื่อให้เรือสามารถไปต่อได้ จึงเรียกบริเวณนี้ว่า "บางขันหมาก"
มีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มวัฒนธรรมมอญมากกว่า 160 ปี นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัดและสืบทอดประเพณี ความเชื่อและวิถีชีวิตที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่ม
ชุมชนบางขันหมากเป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่งของจังหวัดลพบุรี ด้วยประวัติการตั้งชุมชนประกอบด้วย ชาวไทยภาคกลาง และชาวไทยเชื้อสายมอญ ด้วยเหตุนี้ชุมชนจึงมีการผสมผสานทางวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต มอญบางขันหมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองลพบุรีเมื่อใดไม่สามารถระบุได้ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าอยู่อาศัยหรืออพยพมาที่เมืองลพบุรีครั้งใดสมัยใด มีการสันนิษฐานกันว่า ชาวมอญบางขันหมากได้อพยพมาจากพม่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้อพยพชาวมอญกลุ่มนี้มาสร้างเมืองลพบุรี เพราะชาวมอญมีความถนัดในการทำอิฐเมื่อสร้างเสร็จแล้วเห็นว่าภูมิประเทศแห่งนี้ทำเลดีเหมาะที่จะตั้งหลักปักฐานเลยไม่ขอกลับไปกรุงศรีอยุธยา จึงตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลบางขันหมากจนทุกวันนี้ แต่ชาวมอญบางขันหมากเองนั้นมีความเชื่อว่าตนอพยพต่อเนื่องมาจากที่สามโคก ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และจากที่อื่น ๆ เพราะมีรกรากและเครือญาติที่ยังสามารถติดต่อและสืบเชื้อกันได้อยู่
แต่ส่วนหนึ่งอ้างว่าได้รับการบอกเล่าจากบรรพบุรุษของตนว่า ตระกูลของตนอพยพมาจากเมืองมอญ โดยเดินทางมาตามแม่น้ำสายหลักเป็นกลุ่มจำนวนมาก บางกลุ่มเห็นว่าถิ่นฐานแห่งใดเหมาะสมอุดมสมบูรณ์ก็ตั้งรากฐานที่นั่น บางส่วนก็อพยพต่อไปเรื่อย ๆ จนมาตั้งรกรากที่ลพบุรี เมื่ออาศัยอยู่แล้วเห็นว่าอุดมสมบูรณ์ก็ได้มีการชักชวนพี่น้องชาวมอญที่ตั้งรกรากถิ่นฐานอื่น ๆ มาอยู่ที่ลพบุรี อย่างไรก็ตามชาวมอญบางขันหมากน่าจะอาศัยอยู่ที่ลพบุรีก่อนปีพุทธศักราช 2393 เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดเกี่ยวกับการสร้างวัดโพธิ์ระหัต ซึ่งเป็นวัดมอญที่เก่าแก่ที่สุดในชุมชนบางขันหมาก ที่มีการสร้างวัดในปีพุทธศักราช 2393
ชาวมอญบางขันหมากในปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงกับคนไทยเพราะความผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมแต่ยังคงมีการอนุรักษ์และรักษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ไว้ชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด
ชุมชนบางขันหมากอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองลพบุรี ห่างจากเขตเทศบาลเมืองลพบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ทางด้านใต้ของทางหลวงจังหวัดหมายเลข 311 สายลพบุรี-สิงห์บุรี ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 161-162 สำหรับชาวลพบุรีเมื่อพูดถึงมอญก็จะคิดถึงบ้านมอญบางขันหมากทันที เพราะเป็นชุมชนที่มีชาวมอญอาศัยอยู่มากประมาณร้อยละ 60 ในอดีตบางขันหมากแบ่งการปกครองเป็นสองตำบล คือ บ้านบางขันหมากใต้เป็นที่อาศัยของชาวมอญ ส่วนบ้านบางขันหมากเหนือจะเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวไทย เมื่อทางราชการยุบเขตหมู่บ้านทั้งสองรวมเป็นตำบลบางขันหมาก คนในถิ่นอื่นจึงมักจะเข้าใจว่าเป็นที่อาศัยของชุมชนมอญ ซึ่งตำบลบางขันหมากมีทั้งชาวมอญและชาวไทยอาศัยร่วมกัน มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลโคกกะเทียม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
- ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลพรหมศาสตร์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอวุ้ง จังหวัดลพบุรี
สภาพพื้นที่ทางกายภาพ
ตำบลบางขันหมากเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลพบุรีไหลผ่าน มีระบบชลประทานที่ทั่วถึง ประชาชนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม และในด้านของการคมนาคมในอดีตผู้คนในตำบลบางขันหมากจะใช้แม่น้ำลพบุรีในการเดินทางและติดต่อค้าขายกับภายนอก แต่ในปัจจุบันมีถนนสายลพบุรี-สิงห์บุรี ที่ได้ตัดผ่านตำบลและเป็นถนนสายหลักที่ผู้คนใช้ นอกจากนี้ยังมีถนนบริเวณที่คลองชัยนาท-ป่าสัก 3 ที่ประชาชนใช้ในการคมนาคมและขนส่งผลผลิตในทางเกษตร
บางขันหมากทั้ง 12 หมู่บ้าน มีประชากรรวมทั้งสิ้น 9,148 คน เป็นชาย 4,458 คน และเป็นหญิง 4,690 คน จำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 2,342 ครัวเรือน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการทำนา ทำสวน ส่วนอาชีพเสริม คือ มีการค้าขาย อุตสาหกรรมในครัวเรือน และมีการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น มีประเพณีการทำบุญตามพุทธศาสนาในเดือนต่าง ๆ มีความเป็นอยู่แบบเครือญาติผูกพัน และพึ่งพาอาศัยกัน มีความเคารพนับถือพระสงฆ์ ผู้อาวุโส และผู้นำชุมชน
มอญชุมชนบ้านบางขันหมาก มีวัดเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ เพราะนอกจากจะเป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจแล้ว วัดยังเป็นศูนย์รวมของชุมชน เป็นที่ศึกษาหาความรู้ และเป็นแหล่งรวมของสรรพวิชาต่าง ๆ นอกจากชนชาติไทยที่นับถือศาสนาพุทธแล้วนั้น ในหมู่บ้านบางขันหมากยังมีชาวมอญบางส่วนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน มีการรักษาเอกลักษณ์ของชาวมอญไว้ และมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงทำให้ชุมชนบางขันหมากมีวัดถึง 4 แห่ง ด้วยกัน คือ วัดโพธิ์ระหัต วัดอัมพวัน วัดกลาง และวัดราษฎร์ศรัทธาทำ ซึ่งวัดมอญเหล่านี้สังกัดธรรมยุติกนิกาย โดยจะมีการสวดมนต์เป็นภาษารามัญหรือภาษามอญ
ผู้คนในชุมชนมอญบางขันหมาก มีการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการ ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องมอญ คือ ชมรมยุวชนไทยรามัญ ซึ่งในขณะนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนด้านประเพณีและวัฒนธรรมอญ ส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์ เผยแพร่
อีกกลุ่มที่คนในชุมชนได้รวมกลุ่มกันเพื่อทำ กิจกรรมทางพิธีกรรม ทางความเชื่อของมอญ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา แม้ปัจจุบันยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อความศรัทธาของชาวมอญยังคงยึดมั่นและสอบกันมา นั่นคือกลุ่มของผู้ประกอบพิธีกรรม
ชาวมอญที่ตำบลบางขันหมากนั้นยังคงมีการยึดความเชื่อและประเพณีที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะมีประเพณีในรอบปี คือ เริ่มขึ้นวันขึ้นปีใหม่ในวันสงกรานต์ซึ่งตรงกับเดือนห้า ตามปฏิธินจันทรคติ ชาวมอญก็จะเริ่มนับเดือนจากเดือนห้า เช่นเดียวกัน เดือนห้าหรือเดือนเมษายน มีประเพณีสำคัญ คือ ประเพณีสงกรานต์ ของชาวมอญนั้นจะมีการทำบุญ 5 วัน โดยในตอนเช้าจะไปทำบุญที่วัด และเมื่อกลับมาจะมีการร้องรำทำเพลงกันภายในหมู่บ้าน และเมื่อถึงเวลาเพลก็จะมีการนำเอาข้าวแช่ไปถวายพระตอนบ่าย จะมีการเข้าผี ซึ่งในวันนี้จะมีการบังสุกุลกระดูกบรรพบุรุษ และสรงน้ำพระ มีการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง และเมื่อตกเย็น ก็จะมีการรวมตัวกันที่วัดอีกครั้งเพื่อร่วมกันก่อเจดีย์ทราย ซึ่งมีความเชื่อว่า การก่อเจดีย์ทรายนั้นเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง เพราะเจดีย์ทรายถือว่าเป็นพระองค์หนึ่งที่เราต้องเคารพสักการะ ซึ่งในสมัยก่อนชาวบ้านจะขนทรายจากบ้านของตนหรือจากลำคลองมา แต่ในปัจจุบันไม่มีใครหิ้วทรายมาก่อเจดีย์ จึงทำให้ทางวัดต้องมีการจัดเตรียมทราย เพื่อให้ชาวบ้านใช้ก่อ
ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง วันทำบุญตักบาตรน้ำผึ้งเป็นคติความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายมอญเกี่ยวกับยารักษาโรควันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ชาวไทยเชื้อสายมอญจะนำกับข้าว คาวหวาน ใส่ปิ่นโตไปทำบุญที่วัด พร้อมน้ำผึ้งบริสุทธิ์ โดยชาวมอญเชื่อกันว่าการทำบุญด้วยน้ำผึ้งจะได้อานิสงส์มาก เพราะน้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ หากผู้ใดได้ทำบุญด้วยน้ำผึ้งเมื่อสิ้นอายุขัยจะได้ไปเกิดในเทวโลกตามความเชื่อในพุทธประวัติ ทำให้ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งยังคงอยู่ในชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ในวันนั้นยังมีประเพณีแห่หงษ์ธงตะขาบขึ้นใหม่ เปลี่ยนธงตะขาบใหม่ที่เสาหงส์
พิธีกรรมลอยเคราะห์ หรือ การส่งรูปแทนตัว เป็นอีกพิธีกรรมหนึ่งที่สำคัญอีกอย่าง คนมอญบางขันหมากถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หลังจากได้ทำการไหว้ผีบรรพบุรุษ การรำผีโรง ผีประจำตระกูล และศาลเจ้ากลางหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อย ชาวบ้านจะรวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรม โดยการนำแป้งข้าวเหนียวมาปั้นเป็นรูปร่างคน เป็นรูปแทนตัว ในแต่ล่ะครอบครัว จำนวนกี่คน ก็ใส่ไปในเรือที่ทำขึ้นจากกาบกล้วยให้มีขนาดใหญ่ นอกจากแป้งที่ปั้นแทนตัวแล้วยังมีหอม, กระเทียม, พริกแห้ง, เกลือ และปลาร้า ใส่รวมไปด้วย โดยมีความเชื่อในพิธีกรรมนี้ว่า เพื่อให้ทุกข์โศก โรคภัย และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ลอยไปกับเรือนั้นด้วย
ประเพณีเข้าพรรษา
ประเพณีใส่บาตรข้าวสำรวม "เปิงฮะเกิ่น" ของชาวบ้านบางขันหมากเป็นประเพณีเฉพาะของชาวรามัญ ที่จะใส่ข้าวและกับข้าวรวมกันไปในบาตรพระ โดยปฏิบัติเช่นนี้กันจนถึงวันพระถัดไปติดต่อกันเป้น จำนวน 7 วัน หลังจากนั้นก็จะใส่บาตรกันตามปรกติ ใน จ.ลพบุรี มีทำเฉพาะ 4 วัด คือ วัดโพธิ์ระหัต วัดกลาง วัดอัมพวัน และวัดทุ่ง เท่านั้น และชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า ข้าวเข้าพรรษาหรือเปิงฮะเกิ่นมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงพากันมารอที่วัด เมื่อพระฉันเสร็จ ก็จะขอข้าวเข้าพรรษาหรือเปิงฮะเกิ่นไปรับประทานกันทุกปี
1.นายจำปี ซื่อสัตย์ (พ.ศ. 2473-2565)
เกิดเมื่อ พ.ศ. 2473 เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ด้านภาษาและวรรณกรรม ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารภาษามอญอย่างละเอียดลึกซึ้ง เขียนตำราภาษามอญและไวยากรณ์มอญไว้หลายเล่ม รวบรวมคำศัพท์ภาษามอญจำนวนมาก แปลเป็นภาษาไทย อีกทั้งยังได้ปรับปรุงพจนานุกรมมอญ-ไทย ฉบับลายมือเขียนของมหาพวนเข้ากับสิ่งที่ตนเองได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม จนได้พจนานุกรมฉบับมอญ-ไทย และไทย-มอญ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดอีก 2 ฉบับเมื่อปี พ.ศ. 2550 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อการใช้งานและเป็นที่นิยมของผู้สนใจศึกษาภาษามอญทั่วไป
2.นางปัทมา ขำดี
เกิดเมื่อ พ.ศ. 2499 เป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านพิธีกรรม ความเชื่อ และการแสดง เป็นชาวไทยรามัญที่มีความภูมิใจในความเป็นชนชาติมอญ สนใจในวัฒนธรรม ประเพณีของไทยรามัญ มีแรงบันดาลใจจากการที่ได้เข้าเป็นสมาชิกและร่วมทำกิจกรรมกับสมาคมไทยรามัญ บางกระดี่ กรุงเทพมหานคร โดยการชักชวนของน้าชาย ตั้งแต่อายุประมาณ 18-19 ปี
โดยช่วงเวลา วันเสาร์ วันอาทิตย์ จะมีการจัดรายการวิทยุของสมาคม มีรายการพระเทศน์เป็นภาษามอญ มีการร้องเพลงทะแยมอญ จึงได้นำมาหัดขับร้องเป็นหมู่คณะที่บางขันหมาก
พ.ศ. 2532 ได้มีโอกาสไปขับร้องเพลงทะแยมอญ ในงานที่สมาคมจัดขึ้น ซึ่งขับร้องได้ไพเราะ หลังจากนั้นก็ได้รับเชิญให้ไปแสดงในงานต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งการร้องเพลงทะแยมอญ การรำมอญ การรำผีโรง และมีความสามารถในการทำข้าวแช่ของชาวไทยรามัญด้วย การที่ได้รับเกียรติจากหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ให้เป็นวิทยากรบ้าง การสาธิตวิถีชีวิตของชาวไทยรามัญบ้าง
มีความภาคภูมิใจและมีจิตมุ่งมั่นในการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีของชาวไทยรามัญให้คงอยู่สืบต่อไป เป็นศิลปินหญิงคนแรกมอญของชุมชนบางขันหมาก เป็นผู้หนึ่งที่มีฝีไม้ลายมือรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์มอญ การละเล่นทะแยมอญ งานหัตถกรรมศิลปะมอญ อาหารมอญทั้งคาว ทั้งหวาน
ความสามารถแต่งเนื้อร้องและขับร้องเพลงมอญ ด้วยมีใจรักในการร้องรำจึงร้องเพลงมอญได้ไพเราะสนุกสนาน ประกอบกับมีปฏิภาณไหวพริบที่ดีเยี่ยมจึงสามารถแสดงทะแยมอญซึ่งต้องใช้ปฏิภาณกวีในการขับร้องทะแยมอญซึ่งเป็นเพลงปฏิภาคโต้ตอบได้อย่างลื่นไหลชวนฟัง อีกทั้งยังเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการประกอบพิธีกรรมของชาวมอญ การรำผี การรักษาโรคแบบโบราณ เปรียบคลังปัญญาและบันเทิงคดีแห่งบางขันหมาก
3.พระครูใบฎีกา ปัญญาวุฒิ วุฑฺฒิโก
เกิดเมื่อ พ.ศ. 2522 เป็นปราชญ์ชาวบ้าน สาขาประวัติศาสตร์และโบราณคดี ประเภท ส่งเสริมและอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม
เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พระครูใบฎีกา ปัญญาวุฒิ วุฑฺฒิโก ยังได้สืบสาน ฟื้นฟู และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทยรามัญ โดยร่วมกับหลาย ๆ หน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอเมืองลพบุรี และโรงเรียนต่าง ๆ จัดอบรมคุณธรรมแก่เยาวชน นำภาษามอญมาประกอบในการสอน สอดแทรกสาระเกี่ยวกับความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม ของชาวมอญให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามโอกาส
รวบรวมหนังสือบทความ ข้อมูลเกี่ยวกับชาวมอญบางขันหมาก โดยการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์บ้านบางขันหมาก ไว้ให้ผู้สนใจได้ศึกษา เป็นผู้ก่อตั้งชมรมยุวชนไทยรามัญ เพื่อเป็นกลุ่มคนที่ทำงานสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมมอญ บ้านบางขันหมาก
ทุนวัฒนธรรม
อาหาร อาการการกิน หรือวัฒนธรรมการกินของชาวมอญบางขันหมากยังคงความเป็นอาหารมอญพื้นถิ่น เช่น "ข้าวแช่" หรือที่ชาวมอญเรียกว่า "เปิงด๊าจก์" โดยจะมีความเป็นอารยทางวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม และมีวิธีที่ประณีต ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ เนื่องจากข้าวแช่เป็นอาหารในพิธีกรรมของชาวมอญที่ใช้ถวายพระสงฆ์ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ซึ่งการทำข้าวแช่ของชาวมอญในบ้านบางขันหมาก มีกรรมวิธีหลายขั้นตอน ก่อนที่จะทำนั้นต้องมีการเตรียมของทั้งหมดให้พร้อม และจะทำกันในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ เพื่อถวายพระสงฆ์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่นิยมทำขายเป็นการค้า และไม่ทำไว้กินเองเลี้ยงทั้งบ้าน นอกจากนี้ยังมี "แกงมะตาด" หรือ (แกงฟะฮะเปร๊า) ซึ่งเป็นผักที่มีเฉพาะถิ่น ผลของมะตาดจะออกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมี "แกงเอื้อง" ซึ่งเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ชาวมอญบางขันหมากนิยมรับประทานกันอย่างมาก เพราะเอื้องหรือต้นเอื้องนั้นจะขึ้นอยู่บริเวณริมน้ำทั่วไป แต่ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะเป็นพืชตระกูลเดียวกับผักบุ้ง ผักกระเฉด สามารถเก็บและนำมาทำอาหารได้ตลอดทั้งปี
ชาวมอญบางขันหมาก ยังคงใช้ภาษามอญในการสื่อสารกันอยู่ ถึงแม้ว่าจะน้อยลง และคนที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ อายุ 30 ปี ตามยุคสมัยในปัจจุบัน แต่ยังคงได้ยินเสียงพูดคุย เสียงทักทายกันเป็นภาษาถิ่น เสียงบทสวดมนต์จากวัด การร้องรำทำเพลงในช่วงเทศกาล ที่นี่ยังมีการเรียนการสอนภาษามอญให้กับเด็ด ๆ ในชุมชน เพื่อเป็นการสืบทอดการใช้ภาษามอญให้กับเยาวชนรุ่นหลังต่อไป โดยมีทั้งการเรียนการสอนภาษามอญ,การสอนสวดมนต์เป็นภาษามอญ เป็นต้น
ภาษาของชาวมอญอยู่ในกลุ่มของภาษาออสโตร-เอเชียติค สาขามอญ-เขมร ได้อพยพมาอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดี สาละวิน สะโตง และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งชาวมอญที่ตำบลบางขันหมาก นับเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใช้ภาษาของตนเองอย่างมั่นคงมาโดยตลอด และสามารถพูดได้ 2 ภาษา คือ ภาษามอญและภาษาไทย เนื่องจากความห่างไกล ขาดการติดต่อกับถิ่นอื่น ๆ ซึ่งมีภาษาแม่เป็นภาษาเดียวกัน นับเป็นเวลาช้านาน ทำให้คนมอญแต่ละท้องถิ่นมีถ้อยคำและสำเนียงแตกต่างกัน
สถานภาพในปัจจุบันของชาวมอญในหมู่บ้านบางขันหมาก มีลักษณะใกล้เคียงกับคนไทย เพราะมีความผสมกลมกลืนกันทางวัฒนธรรม สามมารถสังเกตได้ชัดจากการแต่งกาย เช่น คนหนุ่มสาวจะแต่งกายแบบคนไทยทั่วไป ส่วนในวัยกลางคนจะยังคงมีการแต่งตัวตามแบบเดิม ผู้หญิงนิยมไว้ผมมวย นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อคอกลมแขนกระบอก หรือเด็ก ๆ ชาวมอญ แต่เดิมที่มีการไว้ผมจุก ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นผมตัดธรรมดา ทั้งนี้อาจจะมีเหตุมาจากเพราะเด็ก ๆ ต้องมีการเข้าโรงเรียน อาจจะทำให้เป็นภาระกับผู้ปกครอง จึงทำให้ค่านิยมในการไว้จุกเริ่มลดลงจนเกือบหาเด็กที่ไว้จุกไม่ได้
ส่วนในด้านของภาษาการพูดนั้น ชาวมอญยังคงมีการพูดภาษารามัญในหมู่ชาวมอญด้วยกัน แต่หาคนที่อ่านและเขียนภาษารามัญได้ยาก เพราะไม่มีคนรุ่นใหม่นิยมเรียนกันแล้ว โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ๆ เมื่อได้เข้าโรงเรียน ก็ได้มีการเรียนภาษาไทยกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านของภาษา อาจจะรวมไปถึงการสวดมนต์ของพระด้วย จึงทำให้บางคนที่ยังมีการอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิมไม่ค่อยชอบใจมากนัก เนื่องจากกลัวที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป
กาสัก เต๊ะขันหมาก, พนิตสุภา ธรรมประมวล และกานดา เต๊ะขันหมาก. (2564). การจัดการความรู้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดการของชุมชนมอญบางขันหมาก ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. 15(3), 16-32.
นพรัตย์ น้อยเจริญ. (2550). วิถีชุมชนบางขันหมาก. สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). ชุมชนบางขันหมาก. สืบค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2567. https://culturalenvi.onep.go.th/