บ้านห้วยน้ำริน ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่เฌเล กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว และทรัพยากรชุมชนอันเป็นทุนทางวัฒนธรรมเอกลักษณ์ท้องถิ่น
บ้านห้วยน้ำริน ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่เฌเล กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว และทรัพยากรชุมชนอันเป็นทุนทางวัฒนธรรมเอกลักษณ์ท้องถิ่น
ชาวบ้านห้วยน้ำริน ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่เฌเล (Lahu Shehleh) ซึ่งบรรพบุรุษดั้งเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศจีน และได้อพยพลงมาทางตอนใต้เข้าสู่ประเทศพม่า เพื่อหลบหนีปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มชาวจีนที่เกิดจากสภาวะสงครามในอดีต ต่อมาจึงมีการอพยพเข้ามายังพื้นที่ประเทศไทยบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และมีการแยกออกเป็นอีกหลายกลุ่มไปอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อแสวงหาพื้นที่ทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และบางส่วนก็ยังคงปักหลักที่จังหวัดตากเช่นเดิม
ชาวลาหู่บ้านห้วยน้ำรินได้อพยพมาจาก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยในระยะแรกอาศัยอยู่ที่บ้านแม่โถ ภายหลังจึงโยกย้ายมาอยู่ที่บ้านดอยมด เนื่องจากบ้านแม่โถอยู่ไกลจากเมือง และเข้าถึงยากลำบาก เมื่อมาอยู่ที่บ้านดอยมดประมาณสิบห้าปีชาวบ้านเกิดปัญหาความขัดแย้งกันจึงแยกออกเป็น 5 ชุมชน ประกอบด้วย บ้านดอยมด บ้านห้วยโป่ง บ้านห้วยม่วง บ้านแสนเจริญ และบ้านห้วยน้ำริน ในปี พ.ศ. 2517 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
บ้านห้วยน้ำรินเป็นกลุ่มบ้านของบ้านเมืองน้อย ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตำบลแม่เจดีย์ใหม่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเวียงป่าเป้า เป็นระยะทางประมาณ 43 กิโลเมตร พื้นที่ชุมชนมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3.84 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,307 ไร่ ประกอบด้วยที่พักอาศัย 75 ไร่ พื้นที่ทำเกษตรกรรม ประมาณ 480 ไร่ พื้นที่สาธารณะ 2 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติ และหุบเขาประมาณ 1,750 ไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน มีที่ราบและที่ลาดเชิงเขาเล็กน้อย อยู่ในระดับความสูงเฉลี่ยประมาณ 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะของเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว และมีลำห้วยธรรมชาติไหลผ่าน คือ ลำห้วยแม่น้อย และลำห้วยแม่โถ ลักษณะภูมิอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 27.6 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุด 19.7 องศาเซลเซียส
การเดินทางเข้าบ้านห้วยน้ำรินนั้น สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง แต่รถทุกชนิดสามารถเข้าถึงบ้านห้วยน้ำรินได้ สำหรับการเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงบ้านห้วยน้ำริน ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยเส้นทาง ส่วนคนในพื้นที่นั้นจะใช้เวลาเดินทางที่น้อยกว่า
ถนนภายในหมู่บ้าน เป็นลักษณะถนนภายในหมู่บ้านแคบ ๆ ที่มีบ้านเรือนในชุมชนล้อมรอบ ลักษณะเป็นถนนคอนกรีตเป็นระยะสลับกับถนนดินแดงอัดแน่น ซึ่งสภาพถนนภายในหมู่บ้านนั้นมีความลาดชันมาก เนื่องจากลักษณะการตั้งหมู่บ้านนั้นตั้งก่อนการทำระบบคมนาคม ดังนั้นถนนที่เข้ามาภายหลังจึงต้องสร้างไปตามลักษณะการตั้งบ้านเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้พาหนะในการสัญจรภายในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่นิยมการเดินเท้ามากกว่า ส่วนรถใช้เป็นพาหนะที่ใช้ติดต่อกับชุมชนหมู่บ้านภายนอกที่ไกลออกไป
ลักษณะบ้านเรือน ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มบ้านไปตามสองข้างทางถนนภายในหมู่บ้านและเนื่องจากความจำกัดในเรื่องพื้นที่ราบของหมู่บ้านทำให้ลักษณะการตั้งบ้านเรือนนั้นติดกันไม่มีพื้นที่การขยาย ส่วนลักษณะบ้านเรือนของชาวลาหู่แซแลบ้านห้วยน้ำรินนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร บ้านสร้างด้วยไม้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ก่อ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่หาได้ง่ายในบริเวณป่าของบ้านห้วยน้ำริน ลักษณะบ้านจะแยกได้เป็น 3 ส่วน คือ
- ส่วนแรก ใช้สำหรับนอน เก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ และเป็นที่ตั้งของห้องบรรพบุรุษ
- ส่วนที่สอง ระเบียงทีต่อเชื่อมกัน ส่วนนนี้จะเชื่อมกับบันได ซึ่งจะมีตุ่มใส่น้ำไว้รับแขกเกือบทุกบ้าน
- ส่วนที่สาม ห้องครัว นิยมสร้างด้วยไม้ไผ่หรือไม้ที่แข็งแรงไม่มาก ใช้เป็นที่สำหรับรับแขกและสนทนากัน มีเตาไฟตรงกลางห้องใช้เป็นที่ประกอบอาหาร ต้มน้ำชา หรือเครื่องดื่มสมุนไพร ในการรับรองแขกผู้มาเยือน
บ้านห้วยน้ำรินในฐานะที่เป็นหย่อมบ้านของบ้านเมืองน้อย ส่วนใหญ่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่เฌเล โดยสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง รายงานจำนวนประชากรหมู่ที่ 8 บ้านเมืองน้อย ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 932 คน โดยแยกเป็นประชากรชาย 490 คน ประชากรหญิง 442 คน จำนวนหลังคาเรือนทั้งสิ้น 320 หลังคาเรือน (ข้อมูลเดือนธันวาคม 2566)
ลาหู่บ้านเมืองน้อย ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก ทั้งทำนา ทำไร่ และทำสวน โดยพื้นที่ชาวบ้านนิยมปลูก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วแดง ไม้ผล ไม้ดอก และพืชผักอื่น ๆ โดยสามารถจำแนกเป็นประเภทหลักได้ ดังนี้
- ไม้ผลที่ปลูกในพื้นที่ เช่น บ๊วย พลับ ท้อ ลิ้นจี่ ฯลฯ
- ไม้ดอกที่นิยมปลูก เช่น ดอกพุทซี่ (ตุ่มเงินตุ่มทอง) ดอกลิเอทริส (ดอกม่วง) เฟิร์นหนัง ฯลฯ
- พืชผักที่นิยมปลูก เช่น ผักสลัดหวาน สลัดหัว (หอมห่อ) สลัดใบแดง ฯลฯ
โดยพืชเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านปลูกจะได้รับการส่งเสริม และการสนับสนุนจากโครงการหลวงในการผลิต เพื่อรองรับและจำหน่ายสินค้าที่ออกผลผลิตและช่วยสร้างรายได้ให้กับประชากรในพื้นที่
โครงสร้างการปกครองภายในหมู่บ้าน
มีรูปแบบการปกครองเป็นอิสระ หัวหน้าหมู่บ้าน (คะแซป่า) เป็นผู้มีอำนาจสิทธิขาดในการปกครอง บางหมู่บ้านนอกจากปกครองเพียงหมู่บ้านตนเองแล้วยังปกครองหมู่บ้านอื่นอีกด้วย มักจะมีผู้นำอยู่ด้วยกัน 3 ฝ่ายคือ หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้นำทางความเชื่อ และผู้อาวุโส ที่มีอิทธิพลในหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้าน มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลลูกบ้านในด้านความสงบสุข ความปลอดภัย ชักจูงให้สมาชิกของหมู่บ้านร่วมปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ให้ปฏิบัติตามหลักหรือกฎระเบียบจารีต ให้เป็นไปตามประเพณีนิยมของหมู่บ้าน มีผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าที่แทนหัวหน้าหมู่บ้านในช่วงเวลาที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยู่ หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
ผู้นำทางความเชื่อ แบ่งออกได้เป็นสองฝ่าย คือ ผู้นำทางฝ่ายพิธีกรรม (ปูจารย์หรือแก่ลู) และฝ่ายหมอผี (นี่ตีซอ) ปู่จารย์เป็นผู้มีความรู้ในเรื่องพิธีกรรมทางความเชื่อถือ การติดต่อกับเทพเจ้ากื่อซา ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรมเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า เป็นผู้ที่มีความประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น ๆ บางหมู่บ้านหรือบางกลุ่มมีตำแหน่งปู่จองหรือตูโบ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอีก 3 คน คือ สล่า ละซอ และอาจา (สล่าเป็นผู้ช่วยตูโบ ละซอผู้ดูแลวัด อาจาเป็นผู้ดูแลการทำพิธีให้ถูกต้อง)
หมอผี เป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับภูติผีวิญญาณต่าง ๆ ซึ่งอาจมีความรู้ความสามารถด้านคาถาอาคมในการขับไล่ภูติผีปีศาจ ความรู้เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือเรียนรู้มาจากผู้รู้จนได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้าน
ผู้อาวุโสที่มีอิทธิพล เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีในหมู่บ้าน หรือเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำด้านความเชื่อถือ เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้านและเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพยำเกรง เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกในหมู่บ้าน เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกโดยทั่วไป อาจเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านการรักษาพยาบาล โดยทางไสยศาสตร์หรือยาแผนโบราณหรือสมุนไพรก็ได้
นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ ช่างตีเหล็ก (จ่าลี) อาจมี 1 หรือ 2 คน ประจำอยู่ในหมู่บ้าน มีหน้าที่ตีมีดหรืออุปกรณ์ที่ใช้ทางการเกษตร เช่น เสียม จอบ ให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความเคารพนับถือเช่นกัน
ชาวมูเซอไม่มีภาษาเขียน จึงไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีข้อพิพาททุกกรณีจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจะยึดถือตามแนวทางจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเมื่อมีข้อร้องเรียน ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมหัวหน้าครอบครัวทุกคนเพื่อชี้แจงและตัดสินชี้ขาด ถ้าหากผลการตัดสินเกิดความขัดแข้งขึ้นอีก ก็จะให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านแสดงความคิดเห็น หากยังตกลงกันไม่ได้ต้องไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านพื้นราบมาช่วย อย่างไรก็ดีผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอย่างอิสระ
ถ้ามีเรื่องละเมิดเกิดขึ้นแล้ว ผู้กระทำผิดจะมีโทษเพียงถูกปรับเป็นเงินตามอัตราที่ตกลงกันไว้ แต่ถ้าเป็นการกระทำผิดขึ้นรุนแรงแล้ว ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษโดยการไล่ออกจากหมู่บ้าน
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน บางครั้งคาบเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของพ่อครูหรือปู่จารย์ การตัดสินใจบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยการตีความทางเวทย์มนต์จากปู่จารย์ และปู่จารย์ก็มีอำนาจในการคัดค้านการตัดสินใจจองผู้ใหญ่บ้านได้ในบางกรณี ปู่จารย์ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้แทนเทพเจ้าหรือตูโบ ปู่จารย์นี้ก็ย่อมมีอำนาจทางการเมืองเหนือผู้ใหญ่บ้านด้วย และเป็นไปได้ที่บางหมู่บ้านปู่จารย์และผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคน ๆ เดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่เคยปรากฏว่ามีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง ปู่จารย์กับผู้ใหญ่บ้าน (สมชาย จะย่อ, 2551)
ศาสนาเป็นส่วนสำคัญที่ยึดโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีของชาวลาหู่ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นกรอบทางด้านศีลธรรมที่ควบคุมสังคมชุมชน ในเรื่องที่ดีหรือไม่ดี ควรทำหรือไม่ควรทำ โดยชาวลาหู่มีความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษและยึดโยงกับวิถีปฏิบัติของชาวบ้านที่ทำสืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีต ในการบูชาเซ่นไหว้ตามช่วงต่าง ๆ ของแต่ละปี และนอกจากผีบรรพบุรุษที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือแล้ว ยังมีผีประเภทอื่นที่ชาวลาหู่ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เคารพและเกรงกลัว ได้แก่ ผีเจ้าป่า ผีเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน ผีน้ำ ผีเหมือง เป็นต้น
ความเชื่อในเรื่องผี หรืออำนาจเหนือธรรมชาติยังยึดโยงกับประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเช่นเดียวกัน เพราะชาวลาหู่เชื่อว่าหากไม่ประกอบพิธีกรรมตามช่วงเวลาเทศกาลต่าง ๆ ที่เคยปฏิบัติมาอาจจะส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน เช่น อาจเกิดเรื่องไม่ดีกับชุมชนหรือชาวบ้าน อาจเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิต ดังนั้นชาวบ้านจะประกอบพิธีกรรมและปฏิบัติตามความเชื่อท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด โดยประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในเทศกาลตามปฏิทินรอบปีชุมชนซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นประเพณีที่มีความงดงาม เช่น เทศกาลปีใหม่ ประเพณีกินข้าวใหม่ ฟูจาเลอ (แต่งงานใหญ่) ปอยป๋าดีเลอ (ทำบุญใหญ่) กือซากู (ทำบุญบ้าน) ฮาคูเว (ประเพณีเรียกขวัญ) ฯลฯ
บ้านห้วยน้ำรินยังมีความเชื่อเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีความเชื่อว่า คนมีขวัญประจำตัวและการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเกิดมาจากสาเหตุของขวัญประจำตัวหนีไป หรือการถูกลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติและมีวิธีการรักษาเฉพาะ ความเชื่อของตนเองที่มี ปู่จารย์ ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการละเมิดต่อสิ่งเหนือธรรมชาติหรือการหนีไปของขวัญให้ผู้ป่วยนั้นกลับมาหายได้ ดังนั้นพฤติกรรมทางด้านการรักษาอาการเจ็บป่วยของคนชุมชนบ้านห้วยน้ำรินจึงมีทั้งการรักษาโดยการใช้ฐานความเชื่อเดิมที่เกี่ยวข้องกับขวัญและการถูกลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งปู่จารย์แต่ละกลุ่มบ้านจะทำหน้าที่เป็นคนแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นให้หายได้และสำหรับการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่เป็นอาการร้ายแรงที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุขวัญหนีไปหรือการลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติก็จะเป็นหน้าที่ของแพทย์ในการรักษาอาการดังกล่าว เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน หัวใจ
พิธีกรรมสำคัญ
1.พิธีกรรมฉลองปีใหม่ (เขาะจาเลอ) จัดขึ้นในเดือนมกราคม รวม 14 วัน โดยจะพากันตำข้าวปุกและเปลี่ยนกัน ผู้หญิงผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชาติพันธุ์ลาหู่ชุดใหม่อย่างสวยงามไปเต้นรำที่ลานเต้นรำอย่างสนุกสนาน ทุกคนกินอาหารร่วมกัน รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ และในช่วงนี้ถือเป็นช่วงแห่งวันบุญวันแห่งความดี จึงห้ามสมาชิกในหมู่บ้านทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามโดยเด็ดขาด เพราะถือเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2.พิธีกินข้าวใหม่ (จาสือ จ่าเลอ) เป็นพิธีที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันกับวันขึ้นปีใหม่ โดยเป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำผลผลิตข้าวและผลผลิตอื่น ๆ ในไร่ข้าวมาบริโภค ชาวลาหู่เชื่อว่าผลผลิตข้าวได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเทพเจ้า ดังนั้นจึงต้องมีพิธีกินข้าวใหม่เพื่อบวงสรวงต่อเทพเจ้าโดยตรง เป็นการขออนุญาตเกี่ยวข้าวมาบริโภค พิธีนี้จะมีขึ้นในราวเดือนกันยายน ช่วงเวลาประกอบพิธีมี 4 วัน คือ ประกอบพิธี 1 วัน รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ 1 วัน พักผ่อน 2 วัน
3.พิธีทำบุญเรียกขวัญ (บูตีเว จู่จื่อเลอ) เป็นพิธีทำบุญโดยการสร้างสะพานเล็กบริเวณริมทางเดินเข้า-ออกหมู่บ้าน โดยมีหมอผีเป็นผู้ทำพิธี ในงานนี้ต้องฆ่าหมูเซ่นต่อผีเรือน ผูกข้อมือสวดอวยพรและเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า เพื่อขอให้สมาชิกในหมู่บ้านอยู่ดีกินดีปราศจากโรคร้าย พิธีดังกล่าวนี้จะกำหนดวันดีเป็นวันสำหรับการทำพิธี
นอกจากนี้บ้านห้วยน้ำรินยังมีความเชื่อเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีความเชื่อว่า คนมีขวัญประจำตัวและการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเกิดมาจากสาเหตุของขวัญประจำตัวหนีไป หรือการถูกลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติและมีวิธีการรักษาเฉพาะ ความเชื่อของตนเองที่มี ปู่จารย์ ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการละเมิดต่อสิ่งเหนือธรรมชาติหรือการหนีไปของขวัญให้ผู้ป่วยนั้นกลับมาหายได้ ดังนั้นพฤติกรรมทางด้านการรักษาอาการเจ็บป่วยของคนชุมชนบ้านห้วยน้ำรินจึงมีทั้งการรักษาโดยการใช้ฐานความเชื่อเดิมที่เกี่ยวข้องกับขวัญและการถูกลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งปู่จารย์แต่ละกลุ่มบ้านจะทำหน้าที่เป็นคนแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นให้หายได้และสำหรับการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่เป็นอาการร้ายแรงที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุขวัญหนีไปหรือการลงโทษจากสิ่งเหนือธรรมชาติก็จะเป็นหน้าที่ของแพทย์ในการรักษาอาการดังกล่าว เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน หัวใจ
เนื่องจากบ้านห้วยน้ำรินเป็นชุมชนชนเผ่าลาหู่แซแล มีความเชื่อและวิถีการปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นในการดำเนินชีวิตในระยะเวลา 12 เดือน ของลาหู่แซแลบ้านห้วยน้ำรินจึงมีความแตกต่างจากพื้นที่กลุ่มชาติพันธ์อื่น ๆ ดังนี้
| เดือน | สังคม/เศรษฐกิจ | พิธีกรรม |
| มกราคม |
|
|
| กุมภาพันธ์ |
|
|
| มีนาคม |
|
|
| เมษายน |
|
|
| พฤษภาคม |
|
|
| มิถุนายน |
|
|
| กรกฎาคม |
|
|
| สิงหาคม |
|
|
| กันยายน |
|
|
| ตุลาคม |
|
|
| พฤศจิกายน |
|
|
| ธันวาคม |
|
การแต่งกาย
ชุดประจำกลุ่มลาหู่เฌเลของผู้ชายเป็นเสื้อแขนยาว ใช้ผ้าสีดำกับน้ำเงินมีเม็ดเงินเย็บติดด้านหลังของเสื้อด้านหน้าเปิดกว้าง กางเกงคล้ายสโลงและมีถุงน่องชุด ส่วนของผู้หญิงเสื้อสีดำยาวถึงหัวเข่าท่อนแขน และด้านหลังของเสื้อเย็บอย่างปราณีตกางทำเป็นลวดลายดูสวยงาม กระดุมเสื้อเป็นเงิน การแต่งกายมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตประจำวันของชนเผ่าลาหู่อย่างมาก เพราะแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าซึ่งไม่มีใครเหมือน และที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ชาวลาหู่จะต้องแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าเท่านั้น หากใครคนใดคนหนึ่งไม่แต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า จะถือว่าไม่เคารพต่อบรรพบุรุษและเทพเจ้า ซึ่งชาวลาหู่จะลงโทษด้วยการไม่นับถือว่าเป็นลูกหลาน แต่ถึงอย่างไรก็ตามคนรุ่นใหม่บางส่วนไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องการแต่งกาย บางส่วนแต่งทันสมัยแบบคนพื้นราบ หรือในการทำพิธีกรรมบางคนก็แต่งชุดไม่ครบเหมือนในอดีต
ลานจะคึ
มีความสำคัญกับชาวบ้านสำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า "เต้นจะคึ" ซึ่งมีลักษณะเป็นลานดิน มีรั้วทำด้วยไม้ล้อมรอบ กลางลานมีกองดินอัดแน่นสำหรับวางของที่ใช้ในลานพิธีกรรม คือ ตะกร้า ข้าวปุ๊ ข้าวตอกดอกไม้ในวันขึ้นปีใหม่ เทียนขี้ผึ้ง ซึ่งจุดไว้สำหรับการทำพิธี รอบ ๆ ลานจะคึมีที่นั่งพักสำหรับคนที่มาเต้นระหว่างทำพิธีกรรม สำหรับลานจะคึของบ้านห้วยน้ำรินนั้นสร้างไว้ใกล้กับบ้านของปู่จารย์ที่เป็นผู้นำตามความเชื่อของหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้บ้านห้วยน้ำรินมีปู่จารย์ 2 คน คือ ปู่จารย์กลุ่มบ้านใหม่และเก่า ดังนั้นลานจะคึจึงมี 2 ลาน ชาวบ้านจะเข้าร่วมพิธีกรรมการเต้นจะคึในลานของปู่จารย์ที่ตนเองเชื่อถือเท่านั้น
ลานตีมีด
ในสมัยก่อนอาจจะใช้ทำอาวุธไว้ป้องกันตนเองจากข้าศึก โจรผู้ร้ายที่เข้ามารุกราน แต่ปัจจุบันเป็นการผลิตเพื่อใช้ในครัวเรือนและเครื่องมือทางการเกษตรแทน โดยปกติภายในหมู่บ้านของลาหู่จะมีลานตีมีด 1 ลาน ซึ่งถือเป็นสถานที่คู่กับลานจะคึและบ้านปู่จารย์ ดังนั้นในบ้านห้วยน้ำรินจึงมีการสร้างลานตีมีดไว้ 2 ที่ เนื่องมีการแบ่งปู่จารย์เป็น 2 กลุ่มบ้าน คือ กลุ่มบ้านใหม่และกลุ่มบ้านเก่า
การทำเครื่องเงิน (ฟูตีแหย่)
เครื่องประดับเงินเป็นงานฝีมือที่มีการสืบทอดองค์ความรู้มายาวนาน สำหรับบ้านห้วยน้ำรินที่เป็นหมู่บ้านลาหู่เฌเลจึงยังคงมีการถ่ายทอดเอกลักษณ์การทำเครื่องเงินของชาวลาหู่อย่างต่อเนื่อง สามารถเห็นได้จากเมื่อมีงานเทศกาลสำคัญภายในหมู่บ้าน เช่น งานปีใหม่ หรืองานกินข้าวใหม่ ชาวบ้านจะนำเครื่องประดับของตนเองมาประดับอย่างสวยงาม ดังนั้นจึงถือได้ว่าเครื่องประดับที่ทำด้วยเครื่องเงินนั้นเป็นเครื่องประดับมีค่าของชาวลาหู่เฌเล
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน
แต่เดิมราษฎรในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด และฝิ่น แต่ขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องการเกษตร นอกจากมีการบุกรุกผืนป่าเพื่อทำไร่แล้ว ยังไม่รู้จักการดูแลรักษาแหล่งน้ำอันเป็นทรัพยากรสำคัญ จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาทุกปี กระทั่งปี พ.ศ. 2525 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำรินจึงได้ถูกจัดขึ้นในพื้นที่ 50 ไร่ ครอบคลุม 4 หมู่บ้าน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่และคนพื้นเมืองอาศัยอยู่ โดยจัดหาแนวทางการทำมาหากินให้กับชาวบ้านทดแทนการปลูกฝิ่น อาทิ พืชไร่ ผัก ผลไม้เมืองหนาวที่ให้ผลคุ้มค่ากว่า ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามแนวทางโครงการหลวงฯ ชาวบ้านจึงมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
พื้นที่ดูแลของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน นอกจากชมวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ชมวัฒนธรรมของชนเผ่า ประเพณีปี๋ใหม่ของชนเผ่ามูเซอ พิธีการเลี้ยงชา พิธีเลี้ยงขวัญใต้เตียน การตำข้าวโดยใช้ครกกระเดื่อง งานศิลปวัฒนธรรมการทอผ้ากี่เอวแบบกะเหรี่ยงของกลุ่มแม่บ้านขะต๋าน การผลิตไม้กวาดดอกหญ้าของกลุ่มแม่บ้านเมืองน้อย แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ กิจกรรมท่องเที่ยวแล้ว ยังสามารถชมแปลงวิจัยเกษตรภายในศูนย์ฯ ที่มีพืชพรรณต่าง ๆ ให้ได้ชมตามฤดูกาล เช่น
- เฟิร์นหนัง เฟิร์นเขากวาง สาวรส บ๊วย (ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม ออกผลประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน)
- ชมแปลงเกษตรชาวบ้าน อาทิ แปลงตุ่มเงินตุ่มทอง แปลงสตอเบอรี่ (ออกผลช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เที่ยวปีใหม่มูเซอ ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
- พิธีเรียกขวัญ หรือใต้เตียน เป็นพิธีทำบุญของสมาชิกใน พิธีเลี้ยงชา ช่วงประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
- ชมหัตถกรรมของ อาทิ การตำข้าว การทอผ้า การทำเครื่องเงินแบบกรรมวิธีโบราณ ฯลฯ
ภาษาพูด : ลาหู่, ภาษาไทยถิ่นเหนือ, ภาษากลาง
ภาษาเขียน : ชาวลาหู่ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน แต่ปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาสามารถเขียนภาษาไทยได้
การเข้าถึงบริการพื้นฐานทางด้านสุขภาพของรัฐบาลนั้น ชุมชนบ้านห้วยน้ำรินจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น การมีบัตรประกันสุขภาพ 30 บาท ที่คนชุมชนบ้านห้วยน้ำรินจำนวนเกือบ ร้อยละ 50 ที่ยังไม่ได้ไปรับบัตรบริการ ซึ่งจากสถานการณ์นี้ทำให้อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นคนบ้านเมืองน้อย เป็นกลุ่มบ้านเดียวกับบ้านห้วยน้ำริน ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้คนบ้านห้วยน้ำรินสามารถเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขพื้นที่ที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึงกัน เช่น การเปิดการประชุมกลุ่มย่อยในหมู่บ้าน หรือการใช้เสียงตามสายประชาสัมพันธ์ภายในหมู่บ้าน (สมชาย จะย่อ, 2551)
การศึกษาในบ้านห้วยน้ำรินสามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือ การศึกษาในระบบ และการศึกษานอกระบบ
การศึกษาในระบบ เด็กเยาวชนบ้านห้วยน้ำรินส่วนใหญ่ที่เข้ารับการเรียนการสอนในระบบนั้นจะเดินทางออกไปเรียนโรงเรียนนอกชุมชนในเขตอำเภอแม่ขะจานโดยมีรถรับส่ง ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 1,500 บาท/คน/เดือน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในพื้นที่บ้านห้วยน้ำรินไม่มีโรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอน จะมีเพียงโรงเรียนในชุมชนใกล้เคียง คือโรงเรียนบ้านเมืองน้อยและโรงเรียนบ้านห้วยม่วงที่เปิดทำการเรียนการสอนถึงขั้นประถมศึกษาเท่านั้น
การศึกษานอกระบบ ในชุมชนบ้านห้วยน้ำรินมีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนขึ้น โดยใช้เป็นที่ทำการเรียนการสอนของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนประจำหมู่บ้าน โดยมีการจัดครูประจำเข้ามาทำการสอนในหมู่บ้านเป็นประจำโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คนบ้านห้วยน้ำรินสามารถอ่านออกเขียนได้เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ทางชุมชนบ้านห้วยน้ำรินที่ตั้งหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่สูง มีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำรินเป็นหน่วยงานหลัก ในการส่งเสริมการประกอบอาชีพและพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำรินทำหน้าที่ให้ความรู้กับคนในชุมชนเพื่อเพิ่มทักษะทางด้านการประกอบอาชีพทางการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ของชุมชน (สมชาย จะย่อ, 2551)
บ้านห้วยน้ำรินตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ จัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1,305.02 ไร่ โดยพื้นที่ทั้งหมดนี้อยู่ในการดูแลของหน่วยงานหลัก 2 หน่วยงาน คือ ศูนย์โครงการหลวงห้วยน้ำรินและหน่วยจัดการต้นน้ำขุนลาว โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 5 กลุ่มบ้านหลักได้แก่ บ้านแสนเจริญ บ้านห้วยม่วง บ้านเมืองน้อย บ้านดอยมด บ้านแม่คะตานและบ้านห้วยน้ำริน และเนื่องจากบ้านห้วยน้ำรินอยู่ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 900 กิโลเมตร จากระดับน้ำทะเลซึ่งความสูงในระดับนี้เป็นตัวบงชี้ถึงประเภทของป่า ซึ่งเป็นป่าดิบเขาลักษณะสภาพป่าโดยทั่วไปป่าจะเป็นป่าโปร่ง มีพันธุ์ไม้ที่เขียวชะอุ่มตลอดทั้งปี อากาศค่อนข้างเย็น เนื่องจากอยู่บนภูเขาสูง ต้นไม้สำคัญ ได้แก่ ไม้ประเภทก่อ จำปีป่า สน ในบางบริเวณจะมีไผ่ ประกอบด้วย ด้านทรัพยากรน้ำนั้นเนื่องจากบ้านห้วยน้ำรินตั้งอยู่ในบริเวณที่ลาดไหล่เขาลักษณะลำน้ำจึงเป็นลำน้ำสายเล็ก ๆ หรือที่เรียกว่าลำห้วย ลำห้วยสำคัญของบ้านห้วยน้ำรินคือ ลำห้วยสาขาของแม่น้ำแม่โถ ได้แก่ ลำห้วยแม่โถน้อยและลำห้วยน้ำริน (สมชาย จะย่อ, 2551)
นอกจากนี้บ้านห้วยน้ำรินมีการแบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า โดยวิธีการแบ่งนั้นแบ่งตามฐานความเชื่อ 2 ประเภท คือ ฐานความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเฉพาะของชาวลาหู่ และแบ่งตามฐานความเชื่อตามความรู้จากภายนอกที่ได้รับ
ป่าตามความเชื่อ ตามความเชื่อของลาหู่เฌเลบ้านห้วยน้ำรินที่ยังมีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับป่าและในปัจจุบันนั้นก็ยังมีการสืบทอดมาโดยตลอด ซึ่งป่าในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ใช้ทำพิธีกรรมของหมู่บ้าน คือ
- ป๊ะต๋า เป็นความเชื่อของชาวลาหู่เฌเลบ้านห้วยน้ำริน ที่ปู่จารย์และชาวบ้านจะต้องช่วยกันเลือกต้นไม้ที่มีลักษณะดี คือ ลำต้นตั้งตรง มีกิ่งก้านให้ร่มเงา และมีแนวโน้มว่าต้นไม้ต้นนี้จะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ เมื่อชาวบ้านสามารถเลือกต้นไม้ลักษณะนี้ได้แล้ว ปู่จารย์จะทำพิธีเพื่อตั้งศาลที่ต้นไม้ต้นนั้น เมื่อการทำพิธีตั้งศาลในบริเวณต้นนั้นเรียบร้อยและป่าบริเวณที่ต้นไม้ที่ทำพิธีโยมบือแล้วนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านจะไม่มีการเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่บริเวณนั้น
- ซาบีคือ ชาวบ้านห้วยน้ำรินจะจัดพิธีเลี้ยงผีดอยประมาณเดือนเมษายน ซึ่งปู่จารย์จะทำหน้าที่เป็นผู้นำในการทำพิธีดังกล่าวเป็นพิธีกรรมที่ทำรวมกันทั้งหมู่บ้าน โดยพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจะเป็นบริเวณเดียวกันทุกปี การทำพิธีนี้เป็นการแจ้งบอกให้กับผีดอยทราบว่าชาวบ้านกำลังจะทำการเกษตร ฤดูการทำการเกษตรกำลังจะมาถึงแล้วและเป็นการขอพรให้ผีดอยช่วยดูแลรักษาให้ผลผลิตทางการเกษตรของหมู่บ้านได้ผลดีไม่มีแมลง หรือ โรคพืชมารบกวน ในพื้นที่ดังกล่าวนี้ชาวบ้านจะไม่เข้าไปตัดไม้ หากเข้าไปตัดไม้ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติผีดอยและจะถูกลงโทษจากผีดอย ใน พิธีเลี้ยงเจ้าที่ พิธีเลี้ยงเจ้าสวน มีเป้าหมายในการทำเหมือนกับพิธีเลี้ยงผีดอย การเลี้ยงผีเจ้าที่ ผีเจ้าสวนนั้นชาวบ้านต่างคนต่างทำพิธี ไม่ต้องทำรวมกันทั้งหมู่บ้านและทำในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง และข้อห้ามในพื้นที่การทำพิธีกรรมเหมือนกับบริเวณเลี้ยงผีดอย คือ ห้ามตัดไม้ในบริเวณนั้นเหมือนกัน
- ป่าช้า เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านนั้นชาวบ้านลาหู่เฌเลบ้านห้วยน้ำรินจะมีพิธีกรรมการทำศพตามความเชื่อของตนเอง ในวันสุดท้ายของการทำพิธีกรรมนั้นชาวบ้านจะช่วยกันหามศพไปยังพื้นที่ป่าช้า เพื่อทำการเผ่าศพผู้ตาย ซึ่งพื้นที่ที่ชุมชนกันไว้เป็นพื้นที่ป่าช้านั้นจะไม่มีการเข้าไปใช้ประโยชน์อะไร นอกจากการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเผาศพเท่านั้น และด้วยความเชื่อ มีข้อห้ามว่า "ห้ามเผาศพที่ซ้ำกัน" ดังนั้นการเผาศพของบ้านห้วยน้ำรินนั้นจะต้องย้ายเปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ ทำให้พื้นที่ป่าช้าของชุมชนนั้นต้องขยายออกไปเรื่อย ๆ ดังนั้นแนวโน้มเพิ่มพื้นที่ป่าของหมู่บ้านห้วยน้ำรินจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากความจำเป็นเรื่องการขยายพื้นที่ป่าช้า
ป่าที่เกิดจากความรู้ภายนอก ภายหลังปี พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา เริ่มมีหน่วยงานเข้ามาทำงานในพื้นที่ เช่น ศูนย์โครงการหลวงห้วยน้ำริน, สำนักพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จังหวัดเชียงราย นำมาสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ นอกเหนือจากองค์ความรู้ตามวิถีเดิมในการอนุรักษ์ป่า ซึ่งผลจากการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้านห้วยน้ำรินทำให้เกิดการแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 2 ประเภท คือ
- ป่าใช้สอย บริเวณที่เป็นที่ทำกินของชาวบ้านอยู่เดิมแล้ว สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ยังไม่มีการสำรวจขอบเขตพื้นที่ชัดเจน
- ป่าอนุรักษ์ บริเวณที่ชุมชนกันไว้เป็นพื้นที่ห้ามเข้าไปใช้ประโยชน์ พื้นที่ส่วนใหญ่จะทับซ้อนกับบริเวณป่าทำพิธีกรรมของชุมชน แต่มีการกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน จำนวน 300 ไร่ สำหรับการกำหนดพื้นที่ป่าที่อนุรักษ์นั้น มีการแบ่งพื้นที่ดูแลกันระหว่างบ้านห้วยน้ำริน บ้านเมืองน้อย และบ้านดอยมด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าเดียวกัน
ขุนแจ
สมชาย จะย่อ. (2545). แนวทางฟื้นฟูและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของเผ่าลาหู่แซแล บ้านห้วยน้ำริน ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย: ร่างรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
สมชาย จะย่อ. (2551). การสังเคราะห์ภูมิปัญญา ความรู้ของชุมชนการอนุรักษ์วัฒนธรรมและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของชนเผ่าลาหู่แชแล บ้านห้วยน้ำริน ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เจดีย์ใหม่. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน. สืบค้นเมื่อ 21 มิถุนายน 2567, จาก http://www.maejadeemai.go.th/
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (ม.ป.ป.). บ้านห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงราย. คลังข้อมูลชุมชน. สืบค้นเมื่อ 21 มิถุนายน 2567, จาก https://communityarchive.sac.or.th/