ชุมชนที่มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อธำรงและสืบทอดอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมมอญที่เน้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนในชุมชน
ชื่อภาษามอญคือ "กวานเจียะโนก" หรือ "กวานโหน่ก" โดย "กวาน" หมายถึง บ้านหรือหมู่บ้าน ใกล้เคียงกับคำว่า "บาง" และคำว่า "โหน่ก" หมายถึง ใหญ่ มีเรื่องเล่าสืบทอดต่อกันมาว่าพื้นที่ชุมชนเดิมเป็นหมู่บ้านที่มีคนมาอยู่รวมกันจำนวนมากจึงมีพื้นที่กว้างใหญ่
ชุมชนที่มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อธำรงและสืบทอดอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมมอญที่เน้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนในชุมชน
มีเรื่องเล่าขานสืบกันมาว่าบรรพชนชาวมอญรุ่นก่อนอพยพหนีสงครามจากฝั่งเมียนมาในปัจจุบัน โดยลัดเลาะตามแม่น้ำแม่กลองเรื่อยมาจนถึงบริเวณ "นครชุมน์" ในปัจจุบัน และกระจายตัวกันไปสามกลุ่ม คือ กลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณนครชุมน์ในปัจจุบัน กลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานที่บ้านม่วง และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานที่คงคาราม เดิมชาวมอญเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า "กวานเจียะโหน่ก" และชื่อในภาษาไทยนั้นตามบันทึกหรือคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนสะกดว่า "นครชุม" แบบไม่มี "น์" (มอง เกษเจริญ, 2554 อ้างถึงใน พชระ โชติภิญโญกุล, 2554: หน้า 25) นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าการตั้งถิ่นฐานที่นครชุมน์สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การอพยพของรามัญ 7 เมืองลุ่มแม่น้ำแม่กลอง กระทั่งมีการสร้างวัดใหญ่นครชุมน์ขึ้นในปี พ.ศ. 2295 เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวมอญแห่งที่สอง หลังจากสร้างวัดม่วงเสร็จในปี พ.ศ. 2223 (สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์, 2554: 63)
ชาวมอญนครชุมน์ยึดถือพุทธศาสนารามัญนิกายผสมกับการนับถือผีบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด กระทั่งการมาถึงของคณะธรรมทูตเผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์สายอังกฤษที่ชื่อว่า Churches of Christ นำโดย Alfred E. Hudson และ Percy Clark โดยเดินทางมาจากสถานีประกาศศาสนาที่เมืองเย ทางตอนใต้ของบริติชเบอร์มาจนถึงนครชุมน์เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ปีเดียวกับที่เส้นทางรถไฟสายธนบุรี-เพชรบุรี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ คณะธรรมทูตฯ สื่อสารภาษามอญได้อย่างดีด้วยประสบการณ์การเผยแผ่ศาสนาในบริติชเมียนมาร์ จึงได้รับการต้อนรับจากชาวบ้าน และพวกเขาได้ปลูกกระท่อมหลังคามุงจาก ฝาไม้ไผ่ ปูพื้นด้วยฝาง เพื่อให้สำหรับเผยแพร่ศาสนา รวมถึงการให้บริการด้านการรักษาผู้ป่วยและการพยาบาล เพราะหนึ่งปีให้หลังเกิดอหิวาตกโรคระบาดในชุมชนสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ชาวบ้านเรียกกระท่อมคณะธรรมทูตนี้ว่า "บ้านครูเผ่" หรือ "บ้านฝรั่งดงตาล" (สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์, 2536: 101-106) ซึ่งปฏิบัติภารกิจด้านการเผยแผ่ศาสนาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็มิได้รับความสนใจจากชาวมอญ
ด้านการศึกษาภายในชุมชน เดิมเด็กมอญจะเข้าเรียนในวัดประจำหมู่บ้าน เช่น วัดใหญ่นครชุมน์ วัดม่วง วัดตาผา วัดหัวหิน เป็นต้น โดยเน้นเรียนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ กระทั่งการก่อตั้งโรงเรียนบ้านม่วง พ.ศ. 2480 รวมถึงโรงเรียนประชาบาล ตำบลนครชุมน์ที่ 4 (วัดหัวหิน) พ.ศ. 2481 การศึกษาตามระบบโครงสร้างการศึกษาเริ่มแพร่หลายในพื้นที่ เป็นผลจากพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 กระทั่งช่วงทศวรรษ 2510-2520 วัยรุ่นมอญนครชุมน์เริ่มย้ายถิ่นเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ หลังเรียนจบชั้นประถมสี่ โดยผู้หญิงมักประกอบอาชีพแม่บ้านหรือลูกจ้างร้านเสริมสวย บางรายก็ร่ำเรียนวิชาจากเจ้าของร้านเสริมสวยหรือร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วนำไปต่อยอดเปิดกิจการเป็นของตนเอง สำหรับผู้ชายจะทำงานในโรงงานหรืออู่ซ่อมรถ ในทางกลับกันวัยรุ่นที่ยังอยู่อาศัยกับครอบครัวหรือญาติพี่น้องในนครชุมน์เรียนจบชั้นประถมสี่ก็ออกมาทำนาหรือออกไปรับจ้างโรงงาน (ป้าพิศมัย, ป้ากรา, ป้าแจ๋ว, พี่โบว์, สัมภาษณ์ 12 ตุลาคม 2567)
สำหรับงานด้านส่งเสริมวัฒนธรรม นายคมสรร จับจุ เล่าว่าโดยพื้นฐานชาวมอญนครชุมน์จะยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติและกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมมอญอย่างเคร่งครัด แต่จุดเริ่มต้นของการทำงานด้านส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมมอญของตน เริ่มต้นจากการช่วยงานสงกรานต์และขบวนแห่ปลาบ้านม่วง พ.ศ. 2530 จนริเริ่มจัดกิจกรรมวันสงกรานต์และขบวนแห่ปลาบ้านนครชุมน์อย่างเป็นรูปธรรมช่วงปี พ.ศ. 2534-2535 ปีเดียวกับที่เขาออกบวชและมีแนวคิดริเริ่มการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดม่วง (คมสรร จับจุ, สัมภาษณ์ 12 ตุลาคม 2567) ภายหลังก็มีการรวมกลุ่มสืบสานวัฒนธรรม-ธรรมชาติบ้านนครชุมน์ ในปีพ.ศ. 2536 และต่อยอดในชื่อกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญในปี พ.ศ. 2553 (พชระ โชติภิญโญกุล, 2554: 21-22)
"นครชุมน์" เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างแม่กลองและทางรถไฟสายใต้ ครอบคลุมถึงฝั่งตะวันออกของทางรถไฟ ตัวชุมชนหลักตั้งอยู่บนคันดินหรือทางเกวียนเลียบแม่น้ำแม่กลอง บริเวณรอบข้างเป็นทุ่งนาและทุ่งเลี้ยงวัวนมสลับกับหย่อมบ้าน เขตชุมชนกระจายตัวจนถึงพื้นที่ยกสูงบริเวณสถานีรถไฟนครชุมน์ ทั้งนี้ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากที่ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองสูงขึ้น พื้นที่บริเวณที่ราบริมแม่น้ำรวมถึงพื้นที่นาจะได้รับผลจากน้ำท่วมเกือบทั้งหมด กระทั่งภายหลังการสร้างเขื่อนแม่กลองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวัฏจักรน้ำ เมื่อน้ำไม่ท่วมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ที่มาพร้อมกับน้ำลดลง สังเกตเห็นได้จากเนินทรายในน้ำแม่กลองที่ค่อย ๆ ลดลงจนปัจจุบันสูญหายไปทั้งหมด
ในอดีตผู้คนนิยมเดินทางสัญจรเข้าออกนอกหมู่บ้านผ่านทางเรือ กระทั่งการมาถึงของทางรถไฟสายใต้ (ธนบุรี-เพชรบุรี) และสถานีรถไฟนครชุมน์ ปัจจุบันชาวนครชุมน์ส่วนใหญ่นิยมใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลเนื่องจากไม่มีรถโดยสารประจำทางผ่านชุมชน โดยสัญจรผ่านถนนลาดยางหลักจากชุมชนตัดผ่านถึงอำเภอบ้านโป่ง ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร รวมถึงถนนสายใหม่ขนาบสองข้างทางสายรถไฟ (พชระ โชติภิญโญกุล, 2554: 21-22)
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า หมู่ 4 บ้านนครชุมน์ มีจำนวนบ้านเรือน 175 หลัง มีประชากร 537 คน โดยแบ่งเป็นเพศชาย 252 คน เพศหญิง 285 คน
ส่วนใหญ่สมาชิกภายในชุมชนเป็นผู้สืบทอดเชื้อสายมาจากชาวมอญที่อพยพมารุ่นแรก ๆ และอาจมีการแต่งงานข้ามไปมากับชุมชนมอญใกล้เคียงใน อ.บ้านโป่ง และ อ.โพธาราม ไปจนถึง จ.กาญจนบุรี หรือแม้แต่ชุมชนมอญจากท้องถิ่นที่ห่างออกไป เช่น จ.ปทุมธานี จ.สมุทรปราการ
มีการแต่งงานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นบ้างเป็นจำนวนไม่มาก ได้แก่ จีน ไทย ลาว ชาวตะวันตก ฯลฯ และย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนในภายหลัง และกลุ่มเขยหรือสะใภ้จากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นมีแนวโน้มที่จะโอบรับเอาอัตลักษณ์ความเป็นมอญในชุมชนวัดใหญ่นครชุมน์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนบุคคลภายนอกชุมชนที่ไม่ใช่ชาติพันธุ์มอญและเข้ามาตั้งถิ่นฐานภายในชุมชนแทบไม่พบเนื่องจากชาวมอญวัดใหญ่นครชุมน์ยึดถือการไม่ขายที่ดินให้บุคคลภายนอกชุมชนเลย
สายตระกูลดั้งเดิมคือกลุ่มบรรพบุรุษชาวมอญที่อพยพติดตามพระเสลภูมิบดี หรือพระเสลภูมาธิการ เจ้าเมืองทองผาภูมิเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชน นามสกุลที่ถือได้ว่าเป็นสายตระกูลดั้งเดิมของชุมชน ได้แก่ เสลานนท์ เสลาคุณ บุญนพ เกตุเจริญ ง่วนหอม เกาหอม กาวหอม ดอกไม้หอม จับจุ จิวเครือ โดดเครือ ทุเครือ เป็นต้น
ด้วยการนับถือผีบรรพบุรุษที่สืบทองตำแหน่งต้นผี (หัวหน้าสายตระกูล) จากลูกชายคนโต ทำให้ลูกชายคนโตมักได้รับการมอบมรดกจากพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีพี่น้องคนอื่น ๆ ก็มักตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตามธรรมเนียมเดิมเมื่อสร้างบ้านเรือนติดกันจะไม่สร้างแนวรั้วหรือกำแพงถาวรกั้นกลาง แต่จะเดินไปมาระหว่างเขตบ้านกันได้
ทั้งนี้ การแต่งงานระหว่างฝ่ายชายและหญิงที่มาจากผีบรรพบุรุษสายตระกูลเดียวกันถือเป็นเรื่องต้องห้ามเป็นอย่างยิ่ง เอื้อต่อการแต่งงานข้ามชุมชนไปยังชุมชนมอญใกล้เคียงได้เพราะสะดวกกว่า ทำให้เกิดเครือข่ายเครือญาติขนาดใหญ่พัวพันในกลุ่มชาวมอญทั้งใน อ.บ้านโป่ง ไปจนถึง อ.โพธาราม ด้วย
มอญจากการสำรวจพื้นที่เฉพาะหมู่ 4 ไม่พบว่ามีกลุ่มทางสังคมเฉพาะของหมู่ 4 แต่เป็นการรวมตัวกันในระดับตำบลนครชุมน์ โดยเฉพาะที่อยู่ในหมู่ 3, 5 และ 6 โดยมีการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนี้
กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม-ธรรมชาติบ้านนครชุมน์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 เพื่อรวมกลุ่มคนมอญนครชุมน์และชาวบ้านที่สนใจในการทำนุบำรุงพุทธศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีมอญ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น เช่น การแข่งขันสวดมนต์ภาษาบาลีสำเนียงมอญระดับเด็กและเยาวชน โดยใช้บทสวดสรรเสริญคุณพระธรรม (เอวอง) และบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าเป็นบทสำหรับแข่งขัน เป็นต้น (พชระ โชติภิญโญกุล, 2554: 36) อาจกล่าวได้ว่ากลุ่มสืบสานฯ เป็นกลุ่มนำร่องที่นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมนครชุมน์ภายหลัง (คมสรร จับจุ, สัมภาษณ์, 12 ตุลาคม 2567)
กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ ประธานคือนายคมสรร จับจุ ปราชญ์ชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หมู่ 4 โดยใช้พื้นที่บ้านพักอาศัยของคมสรรเป็นศูนย์กลางประสานงานเครือข่ายและดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ปัจจุบันคือ ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรม (อาหารมอญ) มีสมาชิก 39 คน ประกอบด้วยชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้าน กลุ่มอนุรักษ์ฯ นี้ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนองค์กรอย่างเป็นทางการ โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วน ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการระดับตำบลและอำเภอ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ภายในเขตตำบลและอำเภอ ตลอดจนปราชญ์ชุมชนจากทั้งหมู่บ้านนครชุมน์และหมู่บ้านใกล้เคียง (พชระ โชติภิญโญกุล, 2554: 37)
ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมมอญอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำหน้าที่ประสานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน และเชื่อมโยงเครือข่ายชาวมอญที่ดำเนินกิจกรรมด้านวัฒนธรรมทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ มีงานประจำปีคือ “เจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น (กิน อยู่ ดู มอญ)” โดยจัดในช่วงเดือนปลายเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ปัจจุบัน (ปี 2567) ดำเนินการเข้าสู่ระยะปีที่ 8 ภายในงานมีกิจกรรมที่แตกต่างหลากหลาย อาทิ การออกร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม ของที่ระลึก และของดีของแต่ละชุมชนทั่วประเทศ ร้านอาหารมอญสูตรดั้งเดิม การประกวดและแจกสูตรอาหาร รวมถึงการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นของชาวมอญ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินโครงการฝึกอบรมทางศิลปวัฒนธรรมมอญแก่เยาวชนตลอดจนบุคคลที่สนใจ (คมสรร จับจุ, สัมภาษณ์, 12 ตุลาคม 2567)
กลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน เกิดจากการรวมตัวของสตรีในหมู่บ้านตามนโยบายของหน่วยงานราชการที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาอาชีพในระดับชุมชน ดำเนินการควบคู่กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการฝึกทักษะอาชีพที่หลากหลาย เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคมและช่วงเวลาปฏิทินชุมชน เช่น การฝึกทำแชมพู การทำสินค้าแปรรูป เป็นต้น โดยปัจจุบันมีการจัดตั้งกลุ่มปักสไบสไตล์มอญน้ำจืด กลุ่มเผาข้าวหลาม และกลุ่มทำแคบหมู (คมสรร จับจุ, สัมภาษณ์, 12 ตุลาคม 2567)
กลุ่มเกษตรกรทำนาโดยธรรมชาตินครชุมน์ ชาวมอญนครชุมน์ประกอบอาชีพที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน คือ เกษตรกรรม โดยมีการรวมกลุ่มเกษตรกรทำนานครชุมน์ ประธานรุ่นปัจจุบันคือ นายสมพร คำดี มีสมาชิกรวมทั้งหมด 130 คน (พชระ โชติภิญโญกุล, 2554: 38)
กิจกรรมในรอบปีของชาวมอญวัดใหญ่นครชุมน์
กิจกรรมทางศาสนาพุทธ
เดือน 5 บุญสงกรานต์
ชาวมอญในชุมชนจะตระเตรียมเครื่องใช้และอาหารสำหรับวันสงกรานต์ ผู้หญิงจะทำกับข้าวเตรียมไว้สำหรับพิธีส่งข้าวแช่ หรือ "เปิงด๊าจ" (ภาษามอญแปลว่า ข้าวน้ำ) ที่นอกจากจะรับประทานในครัวเรือนแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำข้าวแช่ไปถวายที่วัดจำนวนหลาย ๆ วัดแต่ตามความสามารถ และให้แก่ญาติมิตรทั้งในและนอกชุมชน
การส่งข้าวแช่นี้นิยมส่งกันเป็นเวลา 2 วัน (13-14 เมษายน) ส่วนฝ่ายชายช่วยกันสร้างบ้านสงกรานต์ หรือ "ฮ้อยซังกราน" ในภาษามอญ เป็นศาลที่ใช้บูชาเทวดาประจำเทศกาลสงกรานต์ไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้าน ผูกผ้าสีขาวรอบ นำดอกไม้มาประดับและกางร่มให้บ้านสงกรานต์
ในวันแรกของเทศกาล สมาชิกในชุมชนจะตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อทำข้าวแช่ หลังจากนั้นสมาชิกทุกคนนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาที่บ้านสงกรานต์ แล้วสมาชิกในครอบครัวก็จะแยกย้ายกันไปส่งข้าวแช่ที่วัดใหญ่นครชุมน์เป็นวัดแรก ตามด้วยวัดในละแวกใกล้เคียง หลังจากนั้นจึงมารับประทานข้าวแช่ร่วมกันที่บ้าน
ในวันที่ 13 ช่วงเช้าทางวัดจะจัดขบวนนางสงกรานต์อย่างสวยงาม มีขบวนแห่ปลา มีการปล่อยปลาทำทานในวันสงกรานต์ ส่วนในวันที่ 14 นั้น ชาวมอญนครชุมน์ถือว่าเป็นวันที่ยังสามารถส่งข้าวแช่ได้อีก 1 วัน แต่ไม่คึกคักเท่าวันที่ 13 หลังจากส่งข้าวแช่เสร็จแล้วจะมีการไปทำบุญตักบาตรที่วัดต่อจากนั้นเป็นเวลา 3 วัน
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีการละเล่นเข้าทรงผี เช่น ผีข้อง ผีกระด้ง เพื่อเป็นการทำนายทายทักเกี่ยวกับการเพาะปลูกในปีนั้น ๆ
เดือน 8 หล่อเทียนพรรษา, บุญสลากภัต, อาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา
งานบุญช่วงเทศกาลเข้าพรรษา จัดงาน 3 วัน คือ วันก่อนวันอาสาฬหบูชา (ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8) ตอนเช้าร่วมกันตักบาตรทำบุญที่วัด หลังจากตักบาตรเสร็จจึงหล่อเทียน
วันอาสาฬหบูชา ตอนเช้าทำบุญตักบาตร ส่วนช่วงสายจนถึงเพลร่วมกันทำบุญสลากภัต
วันเข้าพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 8 วันนี้จะไม่มีการตักบาตรเช้าที่วัด แต่จะร่วมกันถวายภัตตาหารเพล (ถวายสำรับภัตตาหารให้พระสงฆ์โดยไม่เลือก) ในพิธีนี้พระสงฆ์จากวัดมอญอื่น ๆ โดยรอบวัดใหญ่นครชุมน์อีก 8 วัดจะมาร่วมพิธีทั้งหมดที่หอฉันวัดใหญ่นครชุมน์
เดือน 8 ทุคคตะทาน (เฉพาะปีที่มีเดือน 8 สองครั้ง)
พิธีนี้มักกระทำทุก 4 ปี วัดเป็นผู้กำหนดวันจัดพิธีขึ้นในช่วงเดือนสิบถึงสิบเอ็ด ชาวมอญเชื่อว่าพิธีทุคคตะทานมีประวัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พิธีนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อให้คนจนมีโอกาสทำบุญ แต่ปัจจุบันเป็นพิธีเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมีโอกาสนิมนต์พระไปฉันภัตตาหารที่บ้าน เมื่อวัดประกาศจัดงาน ชาวบ้านที่ต้องการนิมนต์พระไปที่บ้านก็จะเขียนชื่อตนเองใส่กระดาษแล้วนำไปที่วัด เมื่อทราบจำนวนแน่ชัดพระจะติดต่อไปยังวัดใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดมอญมาร่วมในวันประกอบพิธี เมื่อถึงวันงานพระสงฆ์แต่ละรูปจะจับสลากชื่อผู้ที่ลงชื่อไว้ เมื่อเป็นชื่อใครคนนั้นก็จะทำการนิมนต์พระรูปนั้นไปที่บ้านของตนเพื่อเลี้ยงภัตตาหารเช้า และถวายไทยธรรมอื่น ๆ รวมทั้งปิ่นโตใส่สำรับภัตตาหารเพลถวายให้พระสงฆ์อีกด้วย
เดือน 10 ตักบาตรน้ำผึ้ง
เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 มีการตักบาตรน้ำผึ้งและน้ำตาลทราย คือ การนำน้ำผึ้งพร้อมทั้งอาหารและข้าวต้มมัดไต้หรือข้าวต้มลูกโยนไปใส่บาตร ปัจจุบันนิยมใช้ขนมแห้ง ๆ ที่เก็บไว้ได้หลายวันโดยเฉพาะขนมที่ทำจากข้าวเหนียว
หลังจากตักบาตรแล้วจะมีการทำบุญถวายกัณฑ์เทศน์เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษผู้วายชนม์ มีผักผลไม้ทั้งลูก เช่น มะพร้าว ฟักเขียว ฟักทอง ฯลฯ เป็นของถวายที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีการลอยแพหยวกกล้วยที่ใส่อาหารเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อให้ผีบรรพบุรุษและผีทั่วไปในชุมชนด้วย โดยจะนำไปลอยที่ท่าน้ำหน้าวัดใหญ่นครชุมน์
เดือน 11 ออกพรรษา
ตอนเช้าของวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากประกอบพิธีทำบุญตอนเช้า พระสงฆ์จากวัดมอญต่าง ๆ จำนวน 9 วัดที่เป็นวัดมอญในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง อ.บ้านโป่ง จะมาพร้อมกันที่วัดใหญ่นครชุมน์เพื่อร่วมพิธีตักบาตรแถว คือ ให้พระสงฆ์ถือบาตรพร้อมกับสะพายย่ามเดินไปจนถึงสุดเขตของบริเวณวัด เพื่อให้ชาวบ้านทำบุญตักบาตร เมื่อเสร็จจากการบิณฑบาต พระสงฆ์จะเข้าไปประกอบพิธีที่ศาลาการเปรียญ ก่อนที่ชาวบ้านจะประเคนอาหาร สวดมนต์ ช่วยกันเก็บดอกบัวชนิดต่าง ๆ ให้ครบพันดอกเพื่อนำมาบูชากัณฑ์เทศน์
ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่งศาลาการเปรียญให้สวยงามด้วยพวงมะโหดและผ้าเทศน์มหาชาติเพื่อจัดพิธีเทศน์มหาชาติในช่วงบ่ายและเย็น ซึ่งมักเป็นการเทศน์คาถาพัน หรือพระมาลัย นอกจากนี้ในวันออกพรรษายังมีการแข่งเรือยาวในแม่น้ำแม่กลองอีกด้วยซึ่งเป็นกิจกรรมใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีใน จ.ราชบุรี
เดือน 3 ประเพณีจองโอะห์ต่าน หรือ เผาฟืนทาน
ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชา มีประเพณีส่งฟืนทานหรือที่ชาวมอญเรียกว่า "ประเพณีจองโอะห์ต่าน (เผาฟืนทาน)" ก่อนวันมาฆบูชา 1-2 วัน จะมีการเตรียมโอะห์ต่าน แต่ละบ้านจะช่วยกันตัดไม้กระถินที่มีขนาดพองาม ปอกเปลือกและลอกให้เกลี้ยง แล้วทาด้วยน้ำมันมะพร้าวผสมผงขมิ้นเพื่อเพิ่มสีสันให้สวยงาม บ้างก็ทาปูนแดงหลังจากนั้นจึงนำไปผึ่งแดด ก่อนนำมามัดรวมกันมัดละ 5-10 ท่อนตกแต่งด้วยดอกไม้ตามฤดูกาล ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนนิยมใช้ดอกของต้นยางป่า พร้อมด้วยธูปเทียนเป็นเครื่องบูชา
ในวันก่อนวันมาฆบูชา ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านพากันหลามข้าวหลามเพื่อใช้เป็นอาหารในการประกอบพิธีวันมาฆบูชา ตอนเย็นร่วมกันแบกโอะห์ต่านร่วมทำบุญกันที่วัด ชาวบ้านร่วมเดินบูชาโอะห์ต่าน 3 รอบ ก่อนนำวางพิงหลักไว้แล้วพนมมือไหว้บูชาเป็นอันจบพิธีช่วงวันสุกดิบ
หลังจากนั้นช่วงเวลาเช้ามืดชาวบ้านช่วยกันเผาโอะห์ต่านจนไฟลุกสว่าง พร้อมกันนั้นจัดเตรียมถวายอาหารแด่พระสงฆ์ เมื่อเปลวไฟใกล้มอดนิมนต์พระสงฆ์ลงจากวัดมานั่งอาสนะรอบกองไฟ ตัวแทนชาวบ้านอาราธนาขอศีล ถวายข้าวต้มและข้าวหลาม เมื่อฉันอาหารเสร็จพระสงฆ์ให้พรชาวบ้านก่อนกลับขึ้นวัด จากนั้นชาวบ้านรับประทานอาหารร่วมกันแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
นอกจากนี้ยังมีการจัดงานบวชนาคในช่วงก่อนเข้าพรรษา ซึ่งในชุมชนนครชุมน์นิยมจัดงานสองวัน คือวันก่อนวันบวช เรียกว่า วันสุกดิบใหญ่ และวันบวช สำหรับวันสุกดิบน้อยหรือวันก่อนวันบวช 2 วันนั้น เป็นวันเตรียมงานของเจ้าภาพ มักมีกิจกรรมทำขนมจีนซึ่งถือเป็นเรื่องรื่นเริงสนุกสนานของสมาชิกในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง
กิจกรรมความเชื่อเกี่ยวกับผี
การเลี้ยงผีบรรพบุรุษ
ชาวมอญนครชุมน์ให้ความสำคัญกับพิธีนี้เป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่ทำปีละ 3-4 ครั้ง ตามแต่ที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา จัดพิธีขึ้นในเดือนคู่ นิยมเลี้ยงระหว่างเดือน 4 หรือเดือน 6 แต่ต้องไม่ตรงกับวันพระหรือวันเสาร์ หากเคยประกอบพิธีในเดือนใดก็จะทำในเดือนนั้นตลอด ซึ่งส่วนใหญ่ผู้นำประกอบพิธี หรือ "โต้ง" ซึ่งเป็นผู้หญิงเท่านั้นเป็นผู้กำหนดวันประกอบพิธี ยกเว้นหากมีเหตุผู้หญิงในตระกูลตั้งครรภ์หรือมีคนในตระกูลเสียชีวิต จะห้ามตระกูลนั้นจัดพิธีเลี้ยงผีโดยเด็ดขาดและต้องให้ผ่านไปครบปีก่อนถึงจะประกอบพิธีได้
พิธีรำผี
เป็นพิธีเกี่ยวกับการขอขมาลาโทษกับผีบรรพบุรุษหลังเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นกับคนในตระกูล หรือทำผิดข้อห้ามของตระกูลหรือที่เรียกว่า "ผิดผี" เช่น การเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หญิงตั้งครรภ์พิงเสาบ้านหรือในพิธีเลี้ยงผีเมื่อโต้ง (ผู้นำประกอบพิธี) มีการตรวจพบว่าผ้าผีในหีบมีตำหนิ เช่น มีรอยขาด รอยเปื้อนคล้ายเลือดหรือมีเศษหญ้า เจ้าบ้านจึงต้องจัดพิธีรำผีเพื่อเป็นการขอขมาและทำให้ผีประจำตระกูลพอใจ
การรับผี
การสืบทอดผีบรรพบรุษ โดยการสืบทอดมีเฉพาะบุตรชายคนโตของตระกูลในแต่ละรุ่น เรียกว่า "ต้นผี" เป็นผู้สืบทอดหรือเป็นผู้รับผี แต่หากไม่มีลูกชายคนโตจะให้น้องชายคนถัดไป หรือถ้าไม่มีลูกชายเลยก็จะให้ลูกชายคนโตของน้องชายพ่อเป็นคนรับแทนในลำดับถัดไป
หากสายตระกูลใดไม่มีลูกชายก็ถือว่าหมดผีตระกูล ถึงกับต้องถอนเสาเอกหรือเสาผีไปถวายวัด แล้วแต่วัดจะนำไปใช้ในกิจใด "ต้นผี" มีบทบาทต้องประกอบพิธีเกี่ยวกับผีบ้านทุกอย่าง เช่น พิธีเลี้ยงผีและรำผี นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ดูแลปกครองกลุ่มเครือญาติในสายตระกูลเดียวกันไม่ให้ฝ่าฝืนข้อห้ามข้อปฏิบัติ
1.พระครูนครเขมกิจ (พระอาจารย์เทียน ญาณสัมปันโน)
เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันของวัดใหญ่นครชุมน์ เป็นลูกหลานในชุมชน และบวชเรียนที่วัดใหญ่นครชุมน์มาตลอดจนถึงปัจจุบัน เป็นผู้ให้การสนับสนุนงานกิจกรรมของชุมชนมาตลอดทั้งด้านวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณี ภาษา และอื่น ๆ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลนครชุมน์-บ้านม่วง อีกตำแหน่งหนี่งด้วย
2.นายคมสรร จับจุ
ปราชญ์ชุมชนด้านวัฒนธรรมมอญ เคยบวชเรียนเป็นพระภิกษุที่วัดใหญ่นครชุมน์เป็นเวลาหลายพรรษา มีความรู้ความสนใจด้านประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรมและอาหารของมอญในชุมชนบ้านวัดใหญ่นครชุมน์ มีความสามารถในการนำเสนอเรื่องราวของชุมชนเข้าสู่เครือข่ายภายนอกชุมชนได้อย่างดี มีทักษะในการสื่อสารและติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนมอญอื่น ๆ ในประเทศไทย รวมถึงภาคประชาชนและภาครัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553
3.ป้าพิศมัย ประธาน อสม.บ้านนครชุมชน์
ชุมชนนครชุมน์เป็นชุมชนชาวมอญที่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ประมาณ 200 ปี ในแง่นี้จึงมีวัฒนธรรมที่ยาวนานซึ่งส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำอาหารพบว่า ในชุมชนมีการใช้ทุนชุมชนมาทำอาหารหลายเมนู เช่น น้ำปลามอญ ซึ่งมีการรวมทีมทำอาหารเข้าไปแข่งขันในรายการทีวีจนสามารถเข้ารอบเพื่อชิงรางวัลได้
วัดใหญ่นครชุมน์ เป็นวัดเก่าแก่คู่ชุมชนนครชุมน์ ภายในวัดยังคงมีศิลปะสถาปัตยกรรมที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นชุมชนมอญ อาทิ เจดีย์ศิลปะมอญ-พม่า ศาลาเรือนไทย กุฏิ ศาลา อุโบสถ ที่สร้างตามแบบศิลปะมอญ (ร่วมสมัย) โดยยังคงเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมที่เน้นการใช้ไม้จริงเป็นหลัก พื้นที่วัดยังเป็นพื้นที่ทางสังคมของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งของบ้านนครชุมน์และบ้านม่วง เนื่องจากมีพื้นที่กว้าง และภายในวัดยังเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ในชุมชนที่เข้ามาชนไก่และการแข่งวัวที่วัด
บ้านไม้ในหมู่บ้าน จากการสำรวจพบว่าภายในหมู่บ้านนครชุมน์ยังคงสืบทอดและใช้บ้านและเถียงนาที่ทำจากไม้แบบศิลปะมอญอยู่ แม้วิถีชีวิตจะหันหน้าเข้าหาความเป็นเมืองมากขึ้น แต่ชาวนครชุมน์ยังคงอนุรักษ์มรดกในครอบครัวไว้เป็นอย่างดี
อาหารสำรับมอญ หนึ่งในของขึ้นชื่อของชาวมอญนครชุมน์ ผลจากการก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นประจำ ทำให้วัฒนธรรมด้านอาหารของชาวมอญยังคงมีการสืบทอดและปฏิบัติกันอยู่ในชุมชน
พิธีกรรมทางศาสนาของชาวมอญ เช่นการบวชแบบมอญที่ชาวนครชุมน์ยังคงมีการจัดงานพิธีกรรมแบบกลุ่มชาติพันธุ์มอญในลักษณะนี้อยู่บ้าง แม้จะไม่ได้มีเป็นประจำแต่ก็ยังคงพบเห็นได้ทุกปีหรือสองปี
ในชุมชนมีการใช้ภาษามอญถิ่นไทยควบคู่ไปกับภาษาไทยภาคกลาง โดยผู้ที่พูดภาษามอญได้อย่างคล่องแคล่วเป็นภาษาแม่ คือ กลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถพูดภาษาไทยมาตรฐานได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน
ส่วนผู้ที่มีอายุช่วง 40-60 ปี สามารถเข้าใจภาษามอญได้ในระดับที่แตกต่างกัน แต่อาจจะไม่ใช้ภาษามอญในการพูดในชีวิตประจำวันมากนัก ใช้ภาษาไทยมาตรฐานในการสื่อสารเป็นหลัก
ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี สามารถเข้าใจภาษามอญได้เป็นคำ หรือเป็นวลีเท่านั้น และใช้ภาษาไทยมาตรฐานเป็นหลักมากกว่า ทั้งนี้สัดส่วนการใช้ภาษามอญในแต่ละครอบครัวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น มีผู้พูดภาษาอื่นในครอบครัวด้วยหรือไม่ หรือ สมาชิกในครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกมากเพียงใด นอกจากนี้มีผู้ที่ใช้ภาษาอื่นบ้างเล็กน้อย เช่น ภาษาลาว ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ที่อพยพมาจากชุมชนภายนอก
ภาษามอญในชุมชนเป็นภาษาพูดเป็นหลัก โดยอาจใช้ภาษามอญเพียงอย่างเดียวในการสื่อสารหรือปะปนกับภาษาไทยเป็นคำ ๆ หรือสลับเป็นประโยคบ้างตามความคุ้นเคยของผู้พูด ผู้ที่ใช้ภาษาเขียนได้มักเป็นเพศชายรุ่นอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการศึกษาจากวัดตามแบบดั้งเดิมในอดีต และมีสมาชิกในชุมชนที่มีอายุน้อยกว่านั้นที่ศึกษาภาษาเขียนผู้สูงอายุในชุมชน หรือจากการศึกษาด้วยตัวเอง
ภาษามอญที่เป็นภาษาพูดพบใช้ในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ในชีวิตประจำวันไปจนถึงสถานการณ์ที่เป็นทางการ แต่จะจำกัดเฉพาะการสื่อสารกับสมาชิกในชุมชนเดียวกันเท่านั้น เมื่อสื่อสารกับคนภายนอกชุมชนจะใช้ภาษาไทยเพียงอย่างเดียว ส่วนภาษาเขียนพบใช้ในจารึกใบลาน และสมุดไทยที่ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในวัด หรือบ้านเรือนของผู้ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ นอกจากนั้นยังพบภาษาเขียนจารึกตามถาวรวัตถุและสถานที่ภายในชุมชน เช่น ศาลาชุมชน อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น
ส่วนผู้พูดที่ใช้ภาษาอื่นนอกจากภาษามอญและภาษาไทย มักจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในบรรดาผู้ที่ใช้ภาษาเดียวกัน เช่น ภาษาลาว ภาษาอังกฤษ และอาจจะใช้สื่อสารกับชาวไทยรามัญในชุมชนที่สามารถเข้าใจภาษานั้น ๆ ในระดับที่สื่อสารกันได้ แต่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่พบบ่อย
นอกจากภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทั่วไปแล้ว ยังมีการใช้ภาษาบาลีสำเนียงมอญในการทำกิจกรรมทางพุทธศาสนาในทุกกิจกรรม เช่น ทำวัตรเช้า-เย็น อาราธนาศีล อาราธนาธรรม บทสวดพระปริตร ชัยมงคลคาถา สวดพระพุทธมนต์ในงานศพ ฯลฯ ที่ท้องถิ่นร่วมกับทางวัดพยายามอนุรักษ์ไว้
อาจอนุโลมให้ใช้ภาษาบาลีสำเนียงไทยในโอกาสที่มีคนภายนอกชุมชนมาร่วมกิจกรรมเฉพาะพิธีสำคัญ เช่น เข้าพรรษา สงกรานต์ ออกพรรษา ฯลฯ ที่มีไม่บ่อยนัก การใช้ภาษาบาลีสำเนียงมอญมีความเข้มข้นมากจนเป็นที่รู้จักดีในวงกว้างไปจนถึงชุมชนมอญอื่น ๆ ในประเทศไทย แม้แต่สมาชิกในชุมชนที่สื่อสารด้วยภาษามอญได้ไม่คล่องแคล่วนัก ก็ยังสามารถใช้ภาษาบาลีสำเนียงมอญในการร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาได้คล่องแคล่วเป็นอย่างดี
ชุมชนมอญวัดใหญ่นครชุมน์เปิดให้มีตลาดนัดชุมชนตอนบ่ายวันอังคารและวันพฤหัสบดี บริเวณหน้าวิหารปากี ประมาณเกือบสิบปีมาแล้ว แต่การค้าขายยังไม่ค่อยคึกคักมาก ผู้ค้าส่วนใหญ่มาจากภายนอกชุมชนและมีประมาณ 5-10 ราย เท่านั้น เชื่อว่าตลาดแห่งนี้ไม่สามารถแข่งขันในเชิงธุรกิจกับตลาดนัดชุมชนวัดม่วง ต.บ้านม่วง ที่มีทุกบ่ายวันอาทิตย์ วันพุธ และวันศุกร์ได้ เพราะมีขนาดการค้าขายที่ใหญ่กว่าหลายเท่า และมีความคึกคักมากโดยเฉพาะในวันอาทิตย์
ชุมชนมอญวัดใหญ่นครชุมน์เป็นชุมชนที่มีความเข้มข้นของความเป็นมอญสูง เนื่องจากมีการรับเอาวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาน้อย ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในชุมชนก็ล้วนแต่เป็นเครือญาติสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มชาวมอญอพยพรุ่นแรก ๆ ในชุมชน จึงไม่ค่อยมีองค์กรทางสังคม/วัฒนธรรม/เศรษฐกิจที่ร่วมสมัยกับชุมชนภายนอกยุคปัจจุบันมากนัก
แต่เป็นจุดอ่อนด้วยเช่นกัน ทำให้สมาชิกรุ่นใหม่ ๆ ในชุมชนที่แสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตต้องเดินทางโยกย้ายถิ่นออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากโรงเรียนวัดใหญ่ (บุญเอี่ยมอนุเคราะห์) ซึ่งเป็นโรงเรียนประชาบาลที่เปิดสอนระดับก่อนประถมศึกษา และประถมศึกษา 1-6 ได้ปิดตัวลงถาวรเมื่อปี พ.ศ. 2554 ก็ยิ่งทำให้ชุมชนต้องเผชิญความท้าทายด้านการศึกษาครั้งใหญ่
สถานการณ์นี้มีความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับการลดลงของจำนวนเด็กเกิดใหม่ ซึ่งทำให้จำนวนนักเรียนลดลงอย่างมากจนต้องปิดโรงเรียนลง และทำให้ชุมชนขาดคนรุ่นใหม่เข้าสืบทอดกิจกรรมในทุก ๆ มิติของชุมชน ทั้งคนรุ่นใหม่เองก็มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างเข้มข้นมากขึ้น
ความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชนคือ จำนวนสมาชิกในครัวเรือนลดลงจนหลายครอบครัวเหลือเพียงแค่ผู้สูงอายุ เริ่มมีบ้านเรือนจำนวนหนึ่งที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยมานานนับสิบปี และมีความเป็นไปได้สูงที่ทายาทจะนำที่ดินออกขายให้แก่บุคคลภายนอกชุมชน จากที่เป็นสิ่งที่แทบไม่เกิดขึ้นเลยในอดีต สถานการณ์นี้น่ากังวลต่อการสืบทอดวิถีชีวิตแบบมอญวัดใหญ่นครชุมน์อย่างยิ่ง
นอกจากนั้น การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองแห่งใหม่หน้าวัดใหญ่นครชุมน์เพื่อข้ามไปวัดมะขาม ต.บ้านม่วง ที่มีขนาดใหญ่กว่าสะพานข้ามแม่น้ำแห่งเดิมในชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีอนามัยนครชุมน์ ข้ามไปยังวัดม่วง ต.บ้านม่วง ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการสัญจรระหว่างชุมชนสองฝั่งแม่น้ำที่สะดวกมากขึ้น รวมไปถึงมีผู้คนจากท้องถิ่นใกล้เคียงเดินทางผ่านเข้ามามากขึ้น
ทำให้สมาชิกภายในชุมชนมีทางเลือกมากขึ้นในการที่ไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกภายในชุมชนเท่านั้น ร้านค้าภายในชุมชนมีธุรกิจที่ซบเซาลง เพราะมีร้านค้า รวมถึงตลาดชุมชนใกล้เคียงที่สะดวกกว่า และน่าสนใจกว่า รวมไปถึงการเดินทางไปศึกษาหรือทำงานภายนอกชุมชนอีกด้วย
ปัจจุบันชุมชนมีไฟฟ้าเข้าถึงทุกหลังคาเรือน มีสายโทรศัพท์เข้าถึง และมีประปาหมู่บ้านที่สะดวกพอสมควร การดูแลสาธารณูปโภคจัดการโดย อบต.นครชุมน์ ที่มีผู้บริหารจำนวนหนึ่งมาจากชุมชนบ้านวัดใหญ่นครชุมน์ ทำให้ชาวชุมชนสามารถติดต่อกับ อบต.ได้ไม่ยากจนเกินไป อีกทั้ง อบต. ก็ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนกิจกรรมสำคัญ ๆ ของวัดใหญ่นครชุมน์ด้วยดีเสมอมา
จากการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม พบว่า หลายครอบครัวมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากพอที่จะส่งบุตรหลานเรียนจนถึงระดับชั้นปริญญาตรี แต่ด้วยสภาพสังคมชนบทและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผู้ใหญ่ในชุมชนตามไม่ทันวัฒนธรรมใหม่ ๆ ของกลุ่มเด็ก เด็กในชุมชนจึงมีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ในชุมชนนิยมจบการศึกษาเพียงระดับชั้น ม.ต้น อีกทั้งในชุมชนเองก็เคยมีปัญหาท้องก่อนวัย ส่วนปัญหาเด็กนอกระบบ ส่วนใหญ่ในชุมชนจะเป็นแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในตัวอำเภอบ้านโป่งและมาหาบ้านเช่าในละแวกชุมชน โดยพบว่ามีบุตรหลานของแรงงานต่างชาติเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดดงมะม่วง เนื่องจากยังมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ (มีเด็กไทยและเด็กต่างชาติทั้งหมดเกิน 100 คน)
จากการประสานงานของปราชญ์ชุมชนคนสำคัญอย่างนายคมสรร จับจุ และคณะ ทำให้มีองค์กรภายนอก เช่น สภาวัฒนธรรม จ.ราชบุรี เข้ามาร่วมส่งเสริมกิจกรรมด้านวัฒนธรรมรวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นครั้งคราว กิจกรรมที่จัดขึ้นประจำคือ งานแสดงอาหารมอญเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของชุมชน "กินอยู่ดูมอญนครชุมน์ (เจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิงราชบุรี)" ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 แล้วในปี พ.ศ. 2566
การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำแม่กลองจากการสร้างเขื่อน ทำให้เนินทรายในแม่น้ำหายไปพร้อมกับการเลิกทำประมงและหันไปซื้อปลาจากตลาดแทน รวมถึงน้ำในแม่กลองก็ไม่ท่วมเข้าทุ่งนา ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปลาที่เข้ามาในทุ่งน้ำท่วมสูญพันธุ์ไปจากชุมชนบ้าง หรือการทำนาที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (2566). รายงานโครงการสำรวจและจัดการข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ปีงบประมาณ 2566. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรนธร. (2568). รายงานโครงการหนุนเสริมทางวิชาการป้องกันเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา พื้นที่จังหวัดราชบุรี. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)