
บ้านคลองน้ำเขียว มีเส้นทางคมนาคมสะดวก เป็นถนนลาดยาง ห่างจากตัวอำเภอเมืองสระแก้วประมาณ 30 กิโลเมตร มีป่าไม้และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และยังเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว เนื่องจากอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้งมีป่าไม้และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์
"บ้านคลองน้ำเขียว" ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านคือ มีความเกี่ยวข้องกับลักษณ์ทางกายภาพของธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาในพื้นที่แหล่งอุทยานแห่งชาติและเป็นแหล่งน้ำที่มีสีเขียวอ่อนและใสสะอาดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของพื้นที่และแหล่งน้ำ โดยได้ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านคลองน้ำเขียว" ตามลักษณะทางกายภาพของหมู่บ้าน
บ้านคลองน้ำเขียว มีเส้นทางคมนาคมสะดวก เป็นถนนลาดยาง ห่างจากตัวอำเภอเมืองสระแก้วประมาณ 30 กิโลเมตร มีป่าไม้และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และยังเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว เนื่องจากอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้งมีป่าไม้และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์
หมู่บ้านคลองน้ำเขียว หมู่ที่ 7 ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2500 โดยมีนายขันโท โพธิ์ชัย นายซ้อน โพธิ์ชัย และครอบครัว ได้เข้ามาอยู่และทำงานเป็นหัวหน้าคนงานตัดไม้ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2507 นายเหลือ หงส์ศิริ และครอบครัว เข้ามาจับจองที่ดิน และได้เชิญชวนพี่น้องมาอยู่ด้วย โดยในขณะนั้นได้อยู่ในเขตหมู่ที่ 4 บ้านโคกอีหลง ตำบลท่าแยก กิ่งอำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. 2507-2508 ได้มีประชากรเพิ่มมากขึ้น จึงได้ขอแยกหมู่บ้านอีก 1 หมู่ คือ หมู่ที่ 6 บ้านคลองศรีเมือง และในปี พ.ศ. 2509 ได้ขอแยกหมู่บ้านออกมาอีกครั้ง จึงได้มาเป็นหมู่บ้านคลองน้ำเขียว หมู่ที่ 7 ตำบลท่าแยก อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี และเปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีนายวีระพงษ์ ถันถาจิตร เป็นผู้ใหญ่บ้าน
และหมู่บ้านคลองน้ำเขียว ได้มีโครงการสร้างฝายคลองน้ำเขียว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) พระราชทานพระราชดำริแก่ นายสุหะ ถนอมสิงห์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2521 ณ อ่างเก็บน้ำท่ากะบาก จังหวัดสระแก้ว ความว่า ให้พิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก บริเวณต้นน้ำห้วยยาง เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรทำการเพาะปลูกได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งและมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดปี
ส่วนโรงเรียนบ้านคลองน้ำเขียว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2518 บนพื้นที่ประชาชนบริจาคจำนวน 25 ไร่เศษขึ้นอยู่กับตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว แต่เดิมเด็กในหมู่บ้านไม่มีที่เรียนไปอาศัยเรียนที่โรงเรียนคลองผักขมซึ่งมีระยะไกลจากหมู่บ้านมากประกอบกับหมู่บ้านนี้มีคนอพยพมาจากที่อื่นเป็นจำนวนมากได้บุกรุกที่ทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในหมู่บ้านนี้ทำให้ราษฎรส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในภาวะสนับสนุนผู้ก่อการร้ายด้วยความจำใจต่อมา บก.ควบคุม ศอป.กอ.รมน. เขต 1 จังหวัดปราจีนบุรีได้เข้ามาประสานกับชาวบ้านสร้างอาคารเรียนชั่วคราวขึ้น 1 หลังขนาด 2 ห้องเรียนเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2518 มีนักเรียนครั้งแรก 60 คน ครู 2 คน โดยมี นายบุญคาร สารเจริญ เป็นครูใหญ่คนแรก เปิดทำการสอนตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปี พ.ศ. 2523 ทางราชการได้พิจารณาเห็นว่า ห้องเรียนคับแคบมากไม่เพียงพอกับนักเรียนที่เพิ่มขึ้น จึงสร้างอาคารเรียนเพิ่มอีก 1 หลัง จำนวน 4 ห้องเรียน ปี พ.ศ. 2525 ได้รับงบประมาณสร้างอีก 1 หลัง จำนวน 3 ห้องเรียน ปี พ.ศ. 2538 ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน แบบ สปช. 105/29 (2 ชั้น) จำนวน 8 ห้องเรียน 1 หลัง แทนอาคารชั่วคราวที่ได้รับอนุญาตรื้อถอน ปี พ.ศ. 2539 ได้รับการพิจารณาให้เป็นโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2539 ปัจจุบันโรงเรียนบ้านคลองน้ำเขียว มีพื้นที่ทั้งสิ้น 25 ไร่เศษ มีอาคารเรียน 3 หลัง 15 ห้องเรียน อาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง (สร้างเอง) ห้องเกษตร 1 ห้อง (สร้างเอง) สนามเด็กเล่น 1 แห่ง เรือนเพาะชำ 1 หลัง จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 109 คน จำนวนห้องเรียน 8 ห้องเรียน จำนวนครู 7 คน นายประสิทธิ์ เสนีย์ศรีสกุล เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาและปัจจุบันได้มีระบบด้านการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (โรงเรียนคลองน้ำเขียว, ออนไลน์)
บ้านคลองน้ำเขียว มีพื้นที่ทั้งหมด 6,250 ไร่ และมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขา ห่างจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าแยก ระยะทาง 19 กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองสระแก้วไปทางทิศใต้ ระยะทาง 30 กิโลเมตร มีอาณาเขตพื้นที่ติดต่อดังนี้
- ทิศเหนือ ติดกับ อุทยานแห่งชาติปางสีดา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
- ทิศใต้ ติดกับ บ้านปางสีดาตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
- ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านท่ากระบาก ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
- ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านน้อย ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
ประชากรหมู่บ้านคลองน้ำเขียว หมู่ที่ 7 มีประชากรทั้งหมด 747 คน ผู้ชาย 357 ผู้หญิง 390 คน จำนวนครัวเรือนมีทั้งหมด 230 ครัวเรือน ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่เป็นเครือญาติที่ย้ายมาอยู่ในหมู่บ้าน โดยมีพื้นเพมาจากภาคตะวันออก ภาคอีสานและภาคกลาง ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงมีการพูดที่หลากหลายและส่วนมากจะอยู่แบบระบบเครือญาติ
การดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามพระราชดำริตั้งแต่ปี 2529 มีโครงการสหกรณ์ มีกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มเลี้ยงแพะ เลี้ยงโคนม กระบือ เลี้ยงจิ้งหรีด สานเข่งปลาทู จักสานและทอผ้า
กลุ่มอาชีพจักสาน จัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี 2558 มีการรวมกลุ่มประมาณ 25 คน เป็นเพศหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้นำเงินทุนจำนวนหนึ่งเข้ามาสู่ชุมชนและมีการให้รวมกลุ่มกันมาเรียน โดยมีการจ้างวิทยากรมาสอนเพื่อเพิ่มความรู้เป็นวิชาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
- มกราคม : เก็บเกี่ยวข้าวนาปี (บางแปลง) เตรียมแปลงผักฤดูแล้ง และทำบุญปีใหม่, งานวันเด็ก
- กุมภาพันธ์ : ปลูกพืชไร่/พืชผักฤดูแล้ง (ข้าวโพด ถั่ว แตงโม) และทำบุญเลี้ยงพระ ประชุมหมู่บ้าน
- มีนาคม : ทำบุญกลางบ้าน ทำแนวกันไฟ
- เมษายน : ประเพณีสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ
- พฤษภาคม : ทำบุญข้าวใหม่ เริ่มเข้าพรรษา
- มิถุนายน : ดำนา ใส่ปุ๋ยข้าว ปลูกพืชแซม
- กรกฎาคม : เข้าพรรษา ทำบุญเข้าพรรษา
- สิงหาคม : กิจกรรมเยาวชน ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
- กันยายน : ทำบุญสารทไทย
- ตุลาคม : ออกพรรษา ตักบาตรเทโว
- พฤศจิกายน : เก็บเกี่ยวข้าวนาปี เก็บมันสำปะหลังระยะแรก และทำบุญกฐิน ประชุมประจำปี
- ธันวาคม : เตรียมพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เก็บพืชผัก และทำบุญสิ้นปี จัดงานปีใหม่
1.นายอุดม อาจสม หมอสมุนไพรรักษาโรคทั่วไป
2.นางสาย หงส์ศิริ หมอทรง
3.นายเสริม จันทะพันธุ์ หมอทำขวัญนาค
4.นางพิกุล ทองคำ หมอสมุนไพรโรคกระดูก
ทุนมนุษย์และภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กลุ่มอาชีพไม้กวาดดอกหญ้า : ชุมชนมีการรวมกลุ่มผลิตไม้กวาดดอกหญ้าแบบ 4 เส้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัตถุดิบจากธรรมชาติ
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ : มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและตอบสนองความต้องการของตลาด เช่น การออกแบบที่ทันสมัยและการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม
- กลุ่มอาชีพจักสาน : ชุมชนมีการรวมกลุ่มและจ้างวิทยากรมาสอนเพื่อเป็นความรู้นำไปประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
ทุนทางเศรษฐกิจและการเงิน
- กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี : ชุมชนได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน
ทุนทรัพยากรธรรมชาติ
- ที่ตั้งและสภาพแวดล้อม : ชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ราบเชิงเขา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 6,250 ไร่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองสระแก้วประมาณ 30 กิโลเมตร
- ทรัพยากรธรรมชาติ : มีพื้นที่ป่าไม้และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติปางสีดา ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ
ทุนกายภาพ
- โรงเรียนบ้านคลองน้ำเขียว ทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น
ชุมชนบ้านคลองน้ำเขียว ใช้ภาษาถิ่นอีสานในการสื่อสาร และใช้ภาษาไทยสื่อสารกับบุคคลภายนอก นักท่องเที่ยวและการสื่อสารทางราชการ
หมู่บ้านคลองน้ำเขียว มีระบบสาธารณูปโภคโดยใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีการทำประปาหมู่บ้านไว้ใช้ในครัวเรือนและทางการเกษตรเพื่อการดำรงชีพของคนในชุมชน
หมู่บ้านคลองน้ำเขียว มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อให้ประชาชนในชุมชนใช้บริการเบื้องต้นในการรักษาโรค เช่น การรักษาอาการบาดเจ็บเล็กน้อย การมารับยา และคุณหมอในพื้นที่จะให้ความรู้ในการป้องกันเชื้อโรคต่างๆในชุมชนเป็นการป้องกันเบื้องต้น
ปัญหาภัยแล้งและทรัพยากรน้ำ : จังหวัดสระแก้วประสบปัญหาภัยแล้งและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลง โดยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 29 ของความจุทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเกษตรและการใช้น้ำในครัวเรือน
กรมการปกครอง. (2567). ระบบสถิติทางการทะเบียน กรมการปกครอง. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2568. จาก https://stat.bora.dopa.go.th
นฤมล วงษ์อำไพ. (2560). การประเมินโครงการสัมมาชีพชุมชน ของหมู่บ้านในโครงการพัฒนา พื้นที่ราบเชิงเขา : กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน หมู่บ้านคลองน้ำเขียว อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว. ภาคนิพนธ์. วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
โรงเรียนบ้านคลองน้ำเขียว. (ม.ป.ป.). ประวัติโรงเรียนบ้านคลองน้ำเขียว. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2568. จาก https://khlongnumkhiewschool.wordpress.com/
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าแยก. (ม.ป.ป.). ข้อมูลทั่วไป. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2568. จาก https://www.tayak.go.th/index.php