Advance search

บ้านนาบัวเป็นชุมชนที่มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และความโดดเด่นของชาวผู้ไท (ภูไท) ทั้งด้านการแต่งกาย รวมไปถึงประเพณีและวัฒนธรรมอย่างการฟ้อนภูไทเรณูนคร ที่มีความสวยงาม อีกทั้งบ้านนาบัวยังเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP Village 8 เส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง ของอำเภอเรณูนครอีกด้วย

หมู่ที่ 5, 13, 14
นาบัว
โคกหินแฮ่
เรณูนคร
นครพนม
อบต.โคกหินแฮ่ โทร.0 4253 0831
นวพร ศรีมันตระ
21 พ.ย. 2025
นวพร ศรีมันตระ
28 พ.ย. 2025
บ้านนาบัว

บ้านนาบัวก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2434 โดยประชากรส่วนใหญ่อพยพมาจากบ้านโพนสาวเอ้ และบางส่วนอพยพมาจากบ้านโนนสังข์ โดยการตั้งถิ่นฐานในระยะแรกเริ่มอยู่บริเวณโนนหนองบัว ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน หรือบริเวณหนองแวงในปัจจุบัน 

โดยการอพยพและก่อตั้งชุมชนมีผู้นำสำคัญคือ นายจันทร์สอน จิตมาตย์ ซึ่งได้พาน้องชายและครอบครัวออกมาจับจองที่ดินเพื่อทำกิน เนื่องจากพื้นที่เดิมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เมื่อพบว่าพื้นที่บริเวณหนองแวงมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐาน นายจันทร์สอนจึงให้น้องชายคือ ปู่ชินจักร จิตมาตย์ เป็นผู้ตั้งบ้านเรือนและอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ตนเองกลับไปอยู่ยังถิ่นเดิม

ต่อมาญาติพี่น้องและครอบครัวอื่น ๆ ได้อพยพติดตามเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติม มีการแบ่งปันพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยร่วมกัน รวมถึงมีคนจากพื้นที่ใกล้เคียง เช่น นายไกรบุตร ราชสินธ์ นางลุน นางทุมมี และนางอ่อนสี ย้ายเข้ามาอยู่อาศัย ส่งผลให้ชุมชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเป็นหมู่บ้านที่เรียกว่า "บ้านนาบัว" จนถึงปัจจุบัน


บ้านนาบัวเป็นชุมชนที่มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และความโดดเด่นของชาวผู้ไท (ภูไท) ทั้งด้านการแต่งกาย รวมไปถึงประเพณีและวัฒนธรรมอย่างการฟ้อนภูไทเรณูนคร ที่มีความสวยงาม อีกทั้งบ้านนาบัวยังเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP Village 8 เส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง ของอำเภอเรณูนครอีกด้วย

นาบัว
หมู่ที่ 5, 13, 14
โคกหินแฮ่
เรณูนคร
นครพนม
48170
17.06737258416174
104.58122598691668
องค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่

บ้านนาบัว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2434 โดยประชากรส่วนใหญ่อพยพมาจากบ้านโพนสาวเอ้ และส่วนหนึ่งมาจากบ้านโนนสังข์ การก่อตั้งครั้งแรกตั้งอยู่บริเวณโนนหนองบัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน (หนองแวง) ผู้นำในการอพยพและตั้งถิ่นฐานในตอนนั้น คือ นายจันทร์สอน จิตมาตย์ ผู้มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันถึง 9 คน โดยน้องคนที่ 2 มีบุตรมากถึง 10 คน เนื่องจากไม่มีที่ทำกิน จึงได้พากันขี่ม้ามาหาที่ทำกินบริเวณหนองบัวในปัจจุบัน เมื่อสำรวจพบว่า พื้นที่บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การอยู่อาศัย จึงได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ส่วนผู้เป็นพี่ชาย คือ ปู่จันทร์สอน ได้กลับไปอยู่บ้านเดิม (บ้านโพนสาวเอ้) และให้น้องคนที่ 2 คือ ปู่ชินจักร จิตมาตย์ ตั้งบ้านเรือนที่หนองบัว อีกปีต่อมา น้องอีก 6 คนก็ติดตามมาอยู่ด้วย จึงได้แบ่งปันที่ทำกินและที่อยู่อาศัยกัน นอกจากนั้น ยังมี นายไกรบุตร ราชสินธ์, นางลุน, นางทุมมี และนางอ่อนสี ย้ายมาอยู่ด้วยร่วมจนก่อรูปเป็นบ้านนาบัวในเวลาต่อมา

ประมาณปี พ.ศ. 2445 บ้านนาบัวได้รับการยกฐานะเป็นหมู่บ้าน และได้แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายจิตปัญญา แสนมิตร (นายเชียงมัง) พร้อมทั้งสร้างวัดบัวขาวขึ้นในปีเดียวกัน โดยมีพระเทศ นามพลแสน เป็นผู้นำการสร้าง งานสำคัญของชาวบ้านในยุคนั้นคือ การพัฒนาที่ทำกินเป็นหลัก เช่น การเบิกถางพื้นที่ทำนา ทำสวน และสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนให้มั่นคง 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 ผู้ใหญ่บ้านคนแรกเสียชีวิตด้วยโรคชรา จึงแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนที่สอง คือ นายวรรณทอง นามพลแสน ขณะนั้นบ้านนาบัวมีประมาณ 30 ครอบครัว แต่ด้วยเหตุที่ว่า ที่ตั้งเดิมของหมู่บ้านถูกน้ำท่วม จึงต้องย้ายที่ตั้งมาสู่บริเวณที่เป็นหมู่บ้านในปัจจุบัน พร้อมกับมีญาติพี่น้องจากบ้านโพนสาวเอ้ และบ้านโนนสังข์ทยอยย้ายเข้ามาอยู่เพิ่ม ในเวลาต่อมา ผู้ใหญ่วรรณทองได้เกษียณอายุราชการ จึงได้ทำการแต่งตั้งผู้ใหญ่กรม แสนมิตร เป็นผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาแทน การคมนาคมในยุคนั้นมีความยากลำบาก โดยพาหนะในสมัยนั้นใช้เกวียนโดยใช้โคกระบือในการลาก และการติดต่อราชการต้องอาศัยการเดินเท้า

บ้านนาบัวในขณะนั้นขึ้นต่อ ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม เป็นหมู่ที่ 14 เมื่อผู้ใหญ่กรมและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านคิดถึงบ้านเกิดเดิม จึงได้ร่วมกันสร้างถนนเพื่อเดินทางไปทอดกฐินที่บ้านโพนสาวเอ้ในปี พ.ศ. 2473ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 ผู้ใหญ่กรม แสนมิตร เกษียณอายุราชการ การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านสมัยนั้นเป็นแบบยกมืออย่างเปิดเผย ผลคือ นายเกียรติ นามพลแสน ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน (คนที่ 4) และในปี พ.ศ. 2498 นายบุญทัน จิตมาตย์ ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน (คนที่ 5) พร้อมกับมีการแยกบ้านหนองกุงออกไปเป็นหมู่บ้านใหม่ โดยมีนายบัวลำ ราชสินธ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหนองกุง

ในช่วงปี พ.ศ. 2500 เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั่วประเทศ ฝ่ายรัฐบาลนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และฝ่ายต่อต้านนำโดยนายภูมิ ชัยบัณฑิต จุดเริ่มต้นครั้งแรกเกิดขึ้นที่บ้านหนองกุง และมีการต่อสู้กันที่เถียงนาพ่อสี ราชสินธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 ทางการได้จับกุมราษฎรในข้อหาอันธพาล และนำไปคุมขังหลายจังหวัด เช่น นครพนม อุดรธานี และสุดท้ายที่เรือนจำราชบัวขาว จังหวัดนครราชสีมา โดยมีราษฎรจากบ้านนาบัวและหนองกุงถูกจับไปทั้งสิ้น 9 คน 

ในปี พ.ศ. 2507 ผู้ถูกจับทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว แต่ในปีเดียวกันได้เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ นายคุณรม ไชยราช ในเดือนกันยายน และนายภูมิมา ราชสินธ์ ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลในเดือนพฤศจิกายน ในระยะนี้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทางรัฐบาลจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและอาสาสมัคร มาเคลื่อนไหวปราบปรามราษฎรที่มีความคิดขัดแย้งในเขตบ้านนาบัวและบ้านใกล้เคียง ทำให้ราษฎรบ้านนาบัวได้ทำการหลบหนีเข้าป่า เพื่อรวมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มากขึ้น ในขณะนั้นผู้ใหญ่บ้านคือ นายอัมลา นามพลแสน (คนที่ 6) 

ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ทางการได้ส่งทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปราบปรามฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างหนัก ในพื้นที่รอยต่อ 3 อำเภอ คือ อำเภอธาตุพนม อำเภอเมือง และอำเภอนาแก พื้นที่ระหว่างบ้านนาบัว บ้านหนองฮี บ้านดงอินำ ได้เกิดการปะทะขึ้นระหว่างเจ้าหน้าทีี่ตำรวจกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยเหตุการณ์นี้กินเวลาประมาณ 45 นาที ปรากฎว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 4 นาย และฝ่ายคอมมิวนิสต์เสียชีวิต 1 นาย คือ นายกองสิน จิตมาตย์ (สหายเสถียร) ซึ่งเรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “วันเสียงปืนแตก” 

ในช่วงปี พ.ศ. 2509 ทางราชการได้มีการปราบปรามมากขึ้น ผู้ใหญ่อัมลา นามพลแสน พร้อมทั้งราษฎรในหมู่บ้านถูกจับในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ จึงได้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ คือ นายบุษบา แสนมิตร เป็นผู้ใหญ่บ้าน (คนที่ 7) หลังจากนั้น ปัญหาความไม่สงบก็ได้รุนแรงขึ้น ทางราชการเพิ่มมาตรการอย่างเข้มงวด เช่น การทำรั้วหนามรอบหมู่บ้าน การให้ชาวบ้านรายงานตัวก่อนออกไปทำงานในไร่นา และการลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง ถึงแม้การปราบปรามจะรุนแรง แต่กลับทำให้ราษฎรเข้าป่ามากขึ้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2520 เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ประกาศนโยบาย 66/23 ราษฎรเริ่มทยอยกลับออกมามอบตัวกับทางการ และบ้านนาบัวเริ่มเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง 

ในยุคผู้ใหญ่บุษบา ชาวบ้านได้ร่วมกันสมทบทุนเพื่อก่อสร้างไฟฟ้าชนบท โดยสมทบทั้งเสาไม้คอนสายไฟ และเงินครัวเรือนละประมาณ 170 บาท บ้านนาบัวมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 และในวันที่ 7 สิงหาคมปีเดียวกัน ทางราชการได้จัดงานวันเสียงปืนดับเป็นครั้งแรก โดยมีพลโทเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นประธานพิธีปิดการฝึก ทสปช.

ปี พ.ศ. 2522 นายไสว แสนมิตร ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน (คนที่ 8) ความไม่สงบในพื้นที่ลดลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูชุมชน 

ปี พ.ศ. 2535 มีการแยกหมู่บ้านออกเป็นสองหมู่ คือ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 13 โดยมีนายคำสิงห์ จิตมาตย์ เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 คนแรก และนายไสว แสนมิตร ยังคงเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 บ้านนาบัวหมู่ที่ 13 แยกออกเป็นหมู่ที่ 14 โดยมีนายท่อนแก้ว ราชสินธ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ในปีเดียวกันนี้ นายไสว แสนมิตร เกษียณอายุราชการ และนายทิพจันทร์ แสนมิตร ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 (คนที่ 9)

ปี พ.ศ. 2542 ผู้ใหญ่ทิพจันทร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ นายลำสินธิ์ จิตมาตย์ จึงได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 (คนที่ 10) ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2543 นายคำสิงห์ จิตมาตย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 เสียชีวิต และนายวีระชัย จิตมาตย์ ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน (คนที่ 2) ของหมู่ที่ 13 

ปี พ.ศ. 2547 นายลำสินธิ์หมดวาระ และมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ คือ นายสุระศักดิ์ จิตมาตย์ ผู้ใหญ่บ้าน (คนที่ 11) และในปี พ.ศ. 2548 นายวีระชัย จิตมาตย์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 เพื่อร่วมงานการเมืองท้องถิ่น ทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ และนายสาคร จิตมาตย์ ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 คนปัจจุบัน

สำหรับบ้านนาบัวหมู่ที่ 14 มีจุดเริ่มต้นจากการที่ราษฎรหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 13 รวมเงินกันซื้อที่ดินของนายออนมณี ราชสินธ์ จำนวน 5,500 บาท ในปี พ.ศ. 2510 โดยมีนายปราใส นครเขต เป็นผู้นำ หลังจากซื้อที่ดินแล้วได้ร่วมกันวางผังหมู่บ้าน แบ่งแปลงที่ดินกว้างแปดเมตร และตัดถนนผ่านหมู่บ้าน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 มีราษฎรจากหมู่ที่ 5 ออกมาตั้งบ้านเรือนโดยการนำของ นายครสี เหลื่อมเภา นายท่อนแก้ว ราชสินธ์ และนายสัมพันธ์ บัวชุม จากนั้นก็มีผู้คนออกมาตั้งบ้านเรือนเพิ่มขึ้นทุกปี บางครอบครัวอยู่ตามหัวไร่ปลายนา ชุมชนนี้อยู่ห่างจากหมู่ที่ 13 ประมาณ 1 กิโลเมตร ทำให้การประสานงานราชการลำบาก ผู้นำชุมชนจึงได้ปรึกษาหารือเพื่อขอแยกเป็นหมู่บ้านใหม่ ซึ่งมีประมาณ 20 หลังคาเรือน ทางอำเภอเห็นชอบและประกาศตั้งบ้านนาบัวหมู่ที่ 14 อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2537

บ้านนาบัว (หมู่ที่ 5, หมู่ที่ 13, หมู่ที่ 14) ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่ มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลูกคลื่นลอนตื้น และมีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้นสลับร้อนแห้ง หรือฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู 

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลหนองฮี อำเภอปากปลา
  • ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลท่าลาดและตำบลเรณูใต้ อำเภอเรณูนคร
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลเรณูนคร อำเภอเรณูนคร
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลพระซอง อำเภอนาแก

โดยลักษณะที่อยู่อาศัยของชาวชาติพันธุ์ผู้ไทบ้านนาบัว มีลักษณะการตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งน้ำ ซึ่งขนาบด้วยแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำบัง และห้วยแคน ซึ่งลักษณะบ้านของชาวผู้ไทบ้านนาบัวมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยบ้านที่เป็นทรงเล้าต่อชาน

ข้อมูลจาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2568 รายงานว่า บ้านนาบัวหมู่ที่ 5 หมู่ที่ 13 และหมู่ที่ 14 มีจำนวนประชากรรวมกันทั้งสิ้น 1,262 คน และมีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 340 ครัวเรือน โดยสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

หมู่ที่ หมู่บ้าน ประชากรชาย (คน) ประชากรหญิง (คน) รวม (คน) จำนวนครัวเรือน (ครัวเรือน)
5 บ้านนาบัว 218 228 446 124
13 บ้านนาบัว 270 294 564 148
14 บ้านนาบัว 128 124 252 68

กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทบ้านนาบัว กล่าวคือ มีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยมีผู้นำชุมชนเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานรกรากบริเวณบ้านนาบัว โดยในระยะแรกมีครอบครัวที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานจำนวนประมาณ 6 ครอบครัว โดยเข้ามาเพื่อหาพื้นที่ในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ได้แก่ การทำไร่ และทำนา โดยชนชาติพันธุ์ผู้ไทนั้นให้ความสำคัญกับ ข้าว อันเป็นวัฒนธรรมความเชื่อดั้งเดิมของชาวผู้ไท หรือที่เรียกว่า "วัฒนธรรมข้าว”

ในระยะแรกของการตั้งถิ่นฐาน ก่อนการเผยแพร่แนวคิดทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ในช่วงปี พ.ศ. 2497-2498 โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวผู้ไทบ้านนาบัวมีลักษณะเป็นสังคมวัฒนธรรมไทยที่มีความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษ และมีความผูกพันกับวิถีการทำนาอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนผ่านความเชื่อและพิธีกรรมที่เรียกว่า “การทำนา-เลี้ยงผี” อันเป็นระบบความเชื่อที่เชื่อมโยงการดำรงชีวิต และจิตวิญญาณของชุมชนเข้าด้วยกัน

แม้ในอดีตชุมชนบ้านนาบัวจะเคยเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง แต่ในปัจจุบันชาวบ้านดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสงบสุข ยังคงมีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทอาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยสามารถรักษาและสืบทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านภาษา ซึ่งยังคงใช้ภาษาผู้ไทในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การแต่งกายแบบดั้งเดิม การฟ้อนรำภูไท รวมถึงพิธีกรรมสำคัญ เช่น การผูกข้อมือบายศรี

ผู้ไท

องค์กรชุมชน

บ้านนาบัวมีแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ที่มีความสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ รวมถึงเหตุการณ์สำคัญของชุมชน ดังนี้

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านนาบัว ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 ด้วยความมุ่งมั่นในการสืบสานและเผยแพร่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชุมชน โดยเฉพาะเหตุการณ์ "วันเสียงปืนแตก" เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย และถือเป็นบาดแผลสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย นอกจากการรำลึกเหตุการณ์สำคัญแล้ว ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านนาบัวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ผู้ไท ซึ่งชาวบ้านนาบัวเป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ผู้ไทที่อพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หลังสงครามระหว่างสยามและเวียงจันทน์ในปี พ.ศ. 2369 ชาวบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเรณูนคร ก่อนบางส่วนจะออกมาบุกเบิกพื้นที่ทำกินและตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านนาบัวในปี พ.ศ. 2434 ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการนำเสนอ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และมรดกทางวัฒนธรรมผู้ไทของบ้านนาบัว โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริจาควัตถุโบราณ ออกแบบการจัดแสดง และจัดทำองค์ประกอบต่าง ๆ จนสามารถก่อตั้งและเปิดใช้งานศูนย์การเรียนรู้ชุมชนได้อย่างสมบูรณ์

ด้านวัฒนธรรมและประเพณี

  • บุญเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ โดยจะมีการสู่ขวัญควาย สู่ขวัญเล้า สู่ขวัญผู้เฒ่าผู้แก่ 
  • ประเพณีผูกข้อมือบายศรีสู่ขวัญ
  • ในทุกวันศุกร์จะมีการทำบุญตักบาตร 
  • ประเพณีฟ้อนรำบายศรี เป็นการแสดงฟ้อนรำผู้ไท เพื่อเป็นการต้อนรับผู้มาเยือน

ด้านการแต่งกาย

  • แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าพื้นเมืองของชาติพันธุ์ผู้ไทย บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร โดยมีลักษณะเป็นผ้าทอมือสีน้ำเงินขลิบแดงโดยมีการออกแบบและตัดเย็บตามรูปแบบที่ทำสืบต่อกันมาตั้งแต่ในอดีต 

ด้านอาหาร

  • ชาวชาติพันธุ์ผู้ไทบ้านนาบัวมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านอาหาร โดยเป็นอาหารที่สามารถหาได้จากวัตถุดิบท้องถิ่นและวัฒนธรรมของคนอีสานเข้าด้วยกัน อาหารที่โดดเด่นของบ้านนาบัว เช่น ป่นกบ ต้มไก่บ้าน แกงไก่ป่า ลาบซอยปลา ข้าวหลาม ข้าวต้มมัด เป็นต้น
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ทุนทางเศรษฐกิจ

บ้านนาบัวได้เป็นหนึ่งใน "หมู่บ้าน OTOP Village 8 เส้นทาง" ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง ในโครงการ OTOP Village มีการจัดกิจกรรมเปิดหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว 8 เส้นทาง ครอบคลุมพื้นที่ 9 หมู่บ้าน โดยอำเภอเรณูนครมีพื้นที่เป้าหมาย คือ บ้านนาบัว หมู่ 5 ตำบลโคกหินแฮ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอโปรแกรมและเส้นทางท่องเที่ยวของหมู่บ้าน พร้อมจัดแสดงและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ชุมชนดีเด่น ให้แก่ผู้ที่สนใจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในชุมชน

ทุนทางวัฒนธรรม

ประเพณีฟ้อนรำบายศรี เป็นการแสดงฟ้อนรำผู้ไท เพื่อเป็นการต้อนรับผู้มาเยือน 

กล่าวคือ เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร เข้าไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนทั้งชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขตอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี "ฟ้อนภูไทเรณูนคร" เป็นทุกคน

ประชากรส่วนใหญ่ใช้ ภาษาภูไท ในการสื่อสารเป็นหลัก


เมื่อปี พ.ศ. 2561 บ้านนาบัวได้ถูกยกให้เป็น "หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP village 8 เส้นทาง)" เนื่องด้วยนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม มุ่งเน้นการสร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคง ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพิ่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง จึงเกิดเป็นโครงการในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวรวม 81 เส้นทาง 31 จังหวัด 125 หมู่บ้าน โดยให้จัดอยู่บนพื้นฐานของอัตลักษณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น คงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมของคนในชุมชน สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างเป็นรายได้แก่ประชาชนท้องถิ่นนั้น ๆ

โดยอำเภอเรณูนครเป็นเส้นทางการท่องเที่ยววิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งชุมชนบ้านนาบัว หมู่ที่ 5 ตำบลโคกหินแฮ่ ได้ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านในโครงการ "หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP village 8 เส้นทาง)" ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ด้วยการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวภายในชุมชน ด้วยอัตลักษณ์และทรัพยากรของชุมชนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหล่านี้ นอกจากจะเป็นความทรงจำร่วมของคนในชุมชนแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนผ่านการท่องเที่ยวได้อีกด้วย (ข้อมูลจาก สำนักข่าวแนวหน้า)

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (ม.ป.ป.). ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาบัว. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568, จาก https://thai.tourismthailand.org/Attraction/

สำนักงานจังหวัดนครพนม. (ม.ป.ป.) ชนเผ่าภูไท. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568, จาก http://www2.nakhonphanom.go.th/charm/detail

ศรีสุข ผาอินทร์. (2559). การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย กรณีศึกษาบ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม. บัณฑิตศึกษา, 13(63), 121, https://so02.tci-thaijo.org/

องค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่. (ม.ป.ป.). ข้อมูลหมู่บ้านในเขตตำบล (บ้านนาบัว หมู่ที่ 5 ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม). สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568, จาก https://khokhinhae.com/

องค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่. (ม.ป.ป.). แผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี พ.ศ. 2566 - 2570. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568, จาก https://khokhinhae.com/index/index.php

องค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแห่. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการประเมินนาบัวโฮมเสตย์ บ้านนาบัว ตำบลโคหินแห่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม. สิบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568, จาก https://khokhinhae.com/files/

แนวหน้า (บก.). (2568). นครพนมชวนเบิ่งวัฒนธรรมเผ่าภูไท! เปิดหมู่บ้านท่องเที่ยวประวัติศาสตร์'วันเสียงปืนแตก'. สืบค้นเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.naewna.com/likesara/ 

อบต.โคกหินแฮ่ โทร.0 4253 0831