Advance search

"นาหมอหม้า ถิ่นโบราณพันปี ฝีมือหัตถกรรมเลิศ บ้านเกิดนักปราชญ์" อีกทั้งบ้านนาหมอม้ายังเป็นชุมชนต้นแบบที่มีความโดดเด่นในเรื่องหัตถกรรมการทอเสื่อกก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่สำคัญของชุมชน

หมู่ที่ 1, 7
นาหมอม้า
นาหมอม้า
เมืองอำนาจเจริญ
อำนาจเจริญ
ทต.นาหมอม้า โทร. 0 4554 0211
นวพร ศรีมันตระ
14 พ.ย. 2025
นวพร ศรีมันตระ
1 ธ.ค. 2025
บ้านนาหมอม้า

ในอดีตมีชนกลุ่มน้อยได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณลำห้วยแห่งหนึ่ง ต่อมามีเหตุสัตว์ป่าดุร้ายมาทำลายนาข้าวของหมู่บ้าน และได้มีหมอผู้วิเศษขี่ม้ามาปราบ และสัตว์ร้ายเหล่านั้นมาตายที่ทุ่งนาริมห้วยด้านตะวันออกของหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเรียกลำห้วยนั้นว่า "ห้วยนาหมอม้า" และใช้เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านนาหมอม้า" นับแต่นั้นเป็นต้นมา


ชุมชนชนบท

"นาหมอหม้า ถิ่นโบราณพันปี ฝีมือหัตถกรรมเลิศ บ้านเกิดนักปราชญ์" อีกทั้งบ้านนาหมอม้ายังเป็นชุมชนต้นแบบที่มีความโดดเด่นในเรื่องหัตถกรรมการทอเสื่อกก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่สำคัญของชุมชน

นาหมอม้า
หมู่ที่ 1, 7
นาหมอม้า
เมืองอำนาจเจริญ
อำนาจเจริญ
37000
15.86121562
104.4694501
เทศบาลตำบลนาหมอม้า

ในอดีตมีชนกลุ่มน้อยอพยพมาจากเมืองยศ ประมาณ 5-6 ครัวเรือน โดยมาตั้งหมู่บ้านอยู่ติดกับลำเซบาย อยู่มาวันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมจึงอพยพขึ้นมาตั้งหมู่บ้านใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบัน และต่อมาก็ได้มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งอพยพมาสมทบกันเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และได้มีการคัดเลือกผู้นำ ก็คือ นายมูล อำมาต แต่ในขณะนั้นก็ยังไม่มีชื่อหมู่บ้าน ในเวลาต่อมามีเหตุการณ์สัตว์ป่ามาทำลายต้นข้าวในนาของชาวบ้าน แต่ก็ไม่มีใครกล้าปราบสัตว์ร้ายเหล่านั้น เพราะกลัวผิดผี (ความเชื่อของคนในสมัยก่อนห้ามฆ่าสัตว์ เพราะเชื่อว่าอาจจะเป็นผีบรรพบุรุษ หรือ ผีประจำตระกูลที่เชื่อว่าสิงสถิตอยู่ในสัตว์บางชนิด) จึงได้มีการประกาศตามหาหมอ เพื่อมาปราบสัตว์ดุร้ายเหล่านั้น โดยในครั้งนั้นมีหมอผู้วิเศษเป็นผู้ซึ่งมีคาถาอาคม ได้ขี่ม้ามาปราบสัตว์ร้ายโดยการใช้หอก ใช้ดาบ ไล่ฟันสัตว์ร้ายเหล่านั้น ในท้ายที่สุดก็ได้มาตายที่ทุ่งนาริมห้วยทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ในเวลาต่อมาชาวบ้านจึงเรียกลำห้วยนี้ว่า "ห้วยนาหมอม้า" และพร้อมกันขนานนามหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านนาหมอม้า" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และชื่อตำบลนาหมอม้าก็ได้ตั้งตามชื่อหมู่บ้าน โดยมีกำนันคนแรกของหมู่บ้าน คือ ขุนอุดม

"นาหมอหม้า ถิ่นโบราณพันปี ฝีมือหัตถกรรมเลิศ บ้านเกิดนักปราชญ์" จากคำขวัญของหมู่บ้านนาหมอม้าสามารถขยายความได้ดังนี้ ถิ่นโบราณพันปี หมายถึง "วัดดงเฒ่าเก่า" ซึ่งเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ พบใบเสมาพันปีทำจากหินทรายแผ่นขนาดใหญ่ สลักลวดลายนูนต่ำเป็นรูปดอกไม้ รูปหม้อน้ำ ตอนบนเป็นวงคล้ายธรรมจักร คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่าพุทธศตวรรษที่ 12-13 ฝีมือหัตถกรรมเลิศ หมายถึง ผลิตภัณฑ์เสื่อกก ที่ทอโดยฝีมือชาวบ้านในชุมชน ได้รับรางวัล OVC (OTOP Village Champion) เมื่อปี 2550 บ้านเกิดนักปราชญ์ หมายถึง ถิ่นกำเนิดของศิลปินนักปราชญ์อย่าง ครูสลา คุณวุฒิ 

บ้านนาหมอม้า มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มและเนินเขา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลนาหมอม้า โดยมีอาณาเขตติดกับพื้นที่ตำบลต่าง ๆ ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลกุดปลาดุก 
  • ทิศใต้ ติดกับ ตำบลน้ำปลีก
  • ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลนายม 
  • ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลโคกนาโก

ทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ คลองลำเซบาย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญทั้งในบริบททางประวัติศาสตร์ของชุมชน กล่าวคือ ในอดีตได้มีการตั้งหมู่บ้านอยู่ติดกับบริเวณคลองลำเซบายแห่งนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม หลังจากนั้นจึงได้อพยพย้ายขึ้นมาตั้งหมู่บ้านใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบัน โดยลำเซบายมีต้นกำเนิดอยู่ที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และไหลผ่านอำเภอเมืองอำนาจเจริญ อำเภอหัวตะพาน ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ตำบลแจระแม จังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมี ห้วยนาหมอม้า ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญอีกแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน

จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง รายงานว่า บ้านนาหมอม้า (หมู่ที่ 1, หมู่ที่ 7) ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ มีประชากรทั้งหมด 1,187 คน และมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 480 ครัวเรือน โดยสามารถสรุปได้ดังตารางนี้

หมู่ที่ หมู่บ้าน ประชากรชาย (คน) ประชากรหญิง (คน) รวม (คน) จำนวนครัวเรือน (ครัวเรือน)
1 บ้านนาหมอม้า 338 342 680 286
7 บ้านนาหมอม้า 238 269 507 194

 

บ้านนาหมอม้า มีการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจ โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชน คือ กลุ่มทอเสื่อกกบ้านนาหมอม้า โดยกลุ่มนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 เกิดจากการที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเริ่มทำเสื่อสำหรับใช้ปูนั่งปูนอน เนื่องจากลักษณะบ้านเรือนในสมัยนั้นมักใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุในการปูพื้นบ้าน โดยการนำเอาต้นผือที่ขึ้นตามธรรมชาติบริเวณหนองน้ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นลำต้นสามเหลี่ยมมาตากแห้งแล้วสานทั้งลำต้น (โดยไม่ย้อมสี) เพื่อใช้ทำเสื่อ ต่อมาเมื่อชาวบ้านได้เดินทางไปเยี่ยมญาติที่เมืองยศ (ยโสธร) และได้เห็นต้นกกที่มีลักษณะคล้ายกับต้นผือ จึงเกิดความคิดที่จะนำต้นกกมาทดลองทอเสื่อ โดยการนำเอาเหง้ากกที่มีหน่ออ่อนงอก นำไปปลูกขยายพันธุ์ จากนั้นจึงนำกกมาตากแห้งและทอเสื่อในลักษณะเดียวกัน ไม่นานหลังจากนั้นตัวแทนจากชุมชนบ้านนาหมอม้าได้เดินทางไปศึกษาการทอเสื่อที่จังหวัดจันทบุรีโดยเฉพาะการย้อมสีเส้นกก เมื่อกลับมาจากการศึกษาดูงานชาวบ้านได้นำเทคนิคการย้อมสีเส้นกกมาปรับใช้เองในชุมชน   

ในช่วงปี พ.ศ. 2523-2525 ชุมชนบ้านนาหมอม้าได้นำเสื่อกกและอุปกรณ์การทอไปแสดงในงานกาชาดที่จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับรางวัลชนะเลิศในงานหัตถกรรมฝีมือของชุมชนทุกปี และผลิตภัณฑ์เสื่อกกของบ้านนาหมอม้ายังได้รับการจัดแสดงในงานระดับประเทศหลายงาน เช่น งานมอบรางวัลหมู่บ้านเข้มแข็งในปี พ.ศ. 2526 และการประชุมเอเปคในปี พ.ศ. 2549 

ปัจจุบันชาวบ้านนาหมอม้าสามารถออกแบบลวดลายเสื่อกกได้มากกว่า 200 ลาย รวมถึงลวดลายสร้างสรรค์ เช่น ลายสัตว์ต่าง ๆ (ผีเสื้อ, นกยูง, หงส์) ลายตัวอักษร หรือโลโก้บริษัท นอกจากนี้ยังมีการออกแบบลายขอ, ลายไท, ลายบัวหลวง และการมัดย้อมมัดหมี่ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เพียงแค่การทอเสื่อกกแต่ ชาวบ้านยังนำเสื่อกกไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น กระเป๋า, รองเท้า, เครื่องประดับ, เบาะรองนั่ง, แผ่นรองจาน, ที่คลุมเก้าอี้ และกล่องกระดาษอเนกประสงค์ เหล่านี้ช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านได้ตลอดทั้งปี

บ้านนาหมอม้า มีประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาช้านานตั้งแต่สมัยอดีตโดยมีการปฏิบัติตาม "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" ซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตที่ชาวอีสานให้ความสำคัญและสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

  1. บุญเข้ากรรม หรือบุญเดือนเจียง ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรมถึงจะพ้นจาก อาบัติ ญาติโยมพ่อออก แม่ออก ผู้อยากได้บุญกุศลก็จะให้ไปทาน รักษาศีลฟังธรรมเกี่ยวกับการเข้ากรรมของ ภิกษุ เรียกว่า บุญเข้ากรรม กำหนดเอาเดือนเจียงเป็นเวลาทำ จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ วันที่นิยมทำเป็น ส่วนมากคือวันขึ้น 15 ค่ำเพราะเหตุมีกำหนดให้ทำในระหว่างเดือนเจียง จึงเรียกว่าบุญเดือนเจียง
  2. บุญคูนข้าว หรือบุญคูนลาน สำหรับตีหรือนวดข้าว เรียกว่า ลาน การเอาข้าวที่ตีแล้วมากองให้สูงขึ้น เรียกว่าคูนลาน หรือที่เรียกกันว่าคูนข้าว ชาวนาที่ทำนาได้ผลดี อยากได้กุศลให้รักษาศีล ก็จัดเอาลานข้าวเป็นสถานที่ทำบุญ การทำบุญในสถานที่ดังกล่าวเรียกว่าบุญคูนลานกำหนดเอาช่วงเดือนยี่ เป็นเวลาทำบุญจึงเรียกว่าบุญเดือนยี่
  3. บุญข้าวจี่ หรือบุญเดือนสาม ข้าวเหนียวปั้นโรยเกลือ ทาไข่ไก่แล้วจี่ไฟให้สุก เรียกว่าข้าวจี่ การทำบุญให้ทานมีข้าวจี่เป็นต้น เรียกว่าบุญข้าวจี่ นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย เพราะถือว่าได้กุศลเยอะ ทำ ในช่วงเดือนสาม เรียกว่า บุญเดือนสาม
  4. บุญผะเหวด หรือบุญเดือนสี่ บุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือ มหาชาติ เรียกว่าบุญผะเหวด หนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดก แสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็น พระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก (13 กัณฑ์) และนิยมบวชภิกษุใหม่ในเดือนนี้ด้วยถือว่าได้กุศลแรง บุญผะเหวดนิยมทำกันในช่วงเดือนสี่
  5. บุญสรงน้ำ หรือบุญเดือนห้า เมื่อเดือนห้ามาถึงอากาศก็ร้อนอบอ้าวทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วย การอาบน้ำชำระเนื้อกายเป็นวิธีการแก้ร้อนผ่อนให้เป็นเย็น ให้ได้รับความ สุขกายสบายใจ
  6. บุญบั้งไฟ หรือบุญเดือนหก การเอาขี้เจีย (ดินประสิว) มาประสมคั่วกับถ่าน โขลกให้แหลก เรียกว่าหมื่อ (ดินปืน) เอาหมื่อใส่กระบอกไม้ไผ่อัดให้แน่น แล้วเจาะรูใส่หางเรียกว่าบั้งไฟ การทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น เกี่ยวกับการทำบ้องไฟ เรียกว่า บุญบั้งไฟ กำหนดทำกันในเดือนหกเรียกว่าบุญเดือนหก เพื่อขอฟ้าขอ ฝนจากเทวดาเมื่อถึงฤดูแห่งการเพาะปลูก ทำไร่ทำนา
  7. บุญซำฮะ หรือบุญเดือนเจ็ด การชำฮะ(ชำระ) สะสางสิ่งสกปรกโสโครกให้สะอาด ปราศจากมลทิลโทษหรือความมัวหมอง เรียกว่า การซำฮะสิ่งที่ต้องการทำให้สะอาดนั้นมี 2 อย่างคือ ความสกปรกภายนอกได้แก่ร่างกาย เสื้อผ้า อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย และความสกปรกภายใน ได้แก่จิตใจเกิดความโลภโกรธ หลง เป็นต้น แต่สิ่งที่จะต้องชำระในที่นี้คือเมื่อบ้านเมืองเกิดข้าศึกมาราวีทำลาย เกิดผู้ร้ายโจรมาปล้น เกิดรบราฆ่าฟันแย่งกันเป็นใหญ่ผู้คนช้างม้าวัวควายล้มตาย ถือกันว่าบ้านเดือดเมืองร้อน ชะตาบ้านชะตาเมือง ขาด จำต้องซำฮะให้หายเสนียดจัญไร การทำบุญมีการรักษาศีลให้ทานเป็นต้นเกี่ยวกับการซำฮะนี้เรียกว่าบุญ ซำฮะ มีกำหนดทำให้ระหว่างเดือนเจ็ด จึงเรียกว่าบุญเดือนเจ็ด
  8. บุญเข้าวัดสา (เข้าพรรษา) หรือบุญเดือนแปด การอยู่ประจำวัด วัดเดียวตลอดสามเดือนใน ฤดูฝนเรียกว่าเข้าวัดสาโดยปกติกำหนดเอาวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปดเป็นวันเริ่มต้น เรียกว่าบุญเดือนแปด
  9. บุญข้าวห่อประดับดิน หรือบุญเดือนเก้า การห่อข้าวปลาอาหารและของเคี้ยวของกินเป็น ห่อ ๆ แล้วเอาไปถวายทานบ้าง ไปแขวนตามกิ่งไม้ในวัดบ้าง เรียกว่าบุญข้าวประดับดิน เพราะมีกำหนดทำบุญ ในเดือนก้าวจึงเรียกว่า บุญเดือนเก้า
  10. บุญข้าวสาก หรือบุญเดือนสิบ การเขียนชื่อใส่สลากให้พระภิกษุและสามเณรจับและเขียน ชื่อใส่ภาชน์ข้าวถวายตามสลากนั้นและทำบุญอย่าอื่นมีรักษาศีลฟังธรรม เป็นต้น เรียกว่าบุญข้าวสาก (สลาก) เพราะกำหนดให้ทำในเดือนสิบ จึงเรียกว่าบุญเดือนสิบ
  11. บุญออกพรรษา หรือบุญเดือนสิบเอ็ด การออกจากเขตจำกัดไปพักแรมที่อื่นได้เรียกว่า ออกวัดสา คำว่าวัดสาหมายถึงฤดูฝน ในปีหนึ่งมี 4 เดือนคือ ตั้งแต่วันแรมสี่ค่ำเดือนแปดถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ในระยะสี่เดือนสามเดือนต้น ให้เข้าวัดก่อน เข้าครบกำหนดสามเดือนแล้วให้ออก อีกเดือนที่เหลือให้หาผ้าจีวร มาผลัดเปลี่ยนการทำบุญมีให้ทานเป็นต้น เรียกว่าการทำบุญเดือนสิบเอ็ด
  12. บุญกฐิน หรือบุญเดือนสิบสอง ผ้าที่ใช้ไม้สดึงทำเป็นขอบซึ่งเย็บจีวร เรียกว่าผ้ากฐิน ผ้า กฐินนี้มีกำหนดเวลาในการถวายเพียงหนึ่งเดือนคือตั้งแต่ แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด ถึง เพ็ญสิบสอง เพราะกำหนดเวลาทำในเดือน 12 จึงเรียกว่าบุญเดือนสิบสอง

บุคคลสำคัญ

1.ครูสลา คุณวุฒิ ปัจจุบันเป็นครูเพลงที่มีผลงานการแต่งเพลงที่โด่งดังหลายเพลง และประพันธ์เพลงให้กับนักร้องลูกทุ่งชื่อดังมากมาย โดยครูสลา คุณวุฒิ เกิดเมื่อปี 2505 ภูมิลำเนาเดิม คือ บ้านนาหมอม้า อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจังหวัดอาจเจริญ) เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 5 คน ของพ่อบุญหลายและแม่ก้าน คุณวุฒิ สมรสกับนางสาวลัดลาวัณย์ก้องทอง มีบุตรี 2 คน คือ ขวัญข้าว และแพรวา คุณวุฒิ

ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาขั้นสูง (ป.กศ.สูง) เอกวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยครูอุบลราชธานี และศึกษาศาสตรบัณฑิต (ศษ.บ) สาขาบริหารการศึกษา (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชปีพุทธศักราช 2545 ได้รับปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ต่อมาได้รับราชการครูควบคู่กับการเป็นนักประพันธ์เพลง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2543 ได้อำลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพอิสระ เป็นนักประพันธ์เพลง และมีผลงานเพลงที่เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น กระทงหลงทาง จดหมายผิดซอง ยาใจคนจน ขายแรงแต่งนาง พี่เมาวันเขาหมั้น น้ำตาผ่าเหล่า ติดร.หัวใจ รองเท้าหน้าห้อง เหนื่อยไหมคนดี ขอคนรู้ใจ ปริญญาใจ หัวใจคิดฮอด กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง แรงใจรายวัน ทำบาปบ่ลง นักสู้ ม.3 ต้องมีสักวัน สัญญากับใจ เพื่อรักเพื่อเรา เป็นต้น 

โดยครูสลา คุณวุฒิ มีบทบาทในการส่งเสริมชุมชนในด้านศิลปวัฒนธรรมในชุมชน กล่าวคือ บ้านนาหมอม้ามีวัฒนธรรมของหมู่บ้านที่ยึดถือและปฏิบัติต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ก็คือ งาน "คนดีบ้านฉัน" โดยจัดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการที่คนในหมู่บ้านนาหมอม้าที่ได้เข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ อย่างเช่น กรุงเทพ หรือต่างจังหวัด เมื่อมีฐานะมากขึ้น ก็จะกลับมารวมตัวกันทำบุญผ้าป่าสามัคคี และนำปัจจัยที่ได้มาถวายที่วัดบ้านเกิดของตัวเอง โดยมีหลายคณะที่กลับมารวมตัวกันและทำบุญตลอดปี และในปี พ.ศ. 2557 เทศบาลตำบลนาหมอม้า ได้มีการสนับสนุนการจัดงานศิลปินคืนถิ่น "2 เมษา ครูสลามายามบ้าน" โดยจะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายน ที่สนามด้านหน้าโรงเรียนบ้านนาหมอม้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ครูสลา ได้ทำการจัดงานคอนเสิร์ต "2 เมษา ครูสลา มายามบ้าน" จัดขึ้นเพื่อหารายได้มอบให้โรงเรียนนาหมอม้า เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในทุกระดับชั้น โดยในแต่ละปีครูสลาจะนำลูกศิษย์มาทำการจัดแสดงให้ชาวบ้านได้ชมและเปิดรับบริจาคตามกำลังศรัทธา โดยบทสัมภาษณ์จากสำนักข่าวคมชัดลึกรายงานว่า  ครูสลาเล่าว่า แนวคิดจัดงานครูสลามายามบ้านนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากโครงการ "สำนึกรักบ้านเกิด" โดยมีจุดมุ่งหมายที่อยากจะให้คนอีสานหรือคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็อยากให้ทุกคนกลับไปช่วยเหลือบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งบทเพลงที่ครูสลาแต่งให้ลูกศิษย์ร้อง ไม่ว่าจะเป็น ศิริพร อำไพพงษ์, ต่าย อรทัย, มนต์แคน แก่นคูน, ไผ่ พงศธร รวมถึงข้าวทิพย์ ธิดาดิน ก็จะสอดแทรกประเด็น "สำนึกรักบ้านเกิด" เรียงร้อยเป็นคำร้องที่ไพเราะ ฟังแล้วกินใจ เพื่อต้องการให้สำนึกนี้มันฝังลึกอยู่ในจิตใจลูกอีสานตลอดไป

กล่าวโดยสรุปแล้ว ครูสลา คุณวุฒิ มีบทบาทในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยในการจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างบุคคลต้นแบบ (ครูสลา) ชุมชน และโรงเรียน ซึ่งรายได้จากกิจกรรมถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งถือเป็นการลงทุนด้าน ทุนมนุษย์ ให้กับเยาวชนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งงานของครูสลายังสอดคล้องกับการสร้าง สำนึกรักบ้านเกิด ผ่านบทเพลงที่เข้าถึงอารมณ์และจิตสำนึกของผู้คน ทำให้การพัฒนาสังคมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ครอบคลุมมิติทางวัฒนธรรม และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชน

บ้านนาหมอม้า เป็นหมู่บ้านที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและชาวบ้านยังคงอนุรักษ์มาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

  • วงโปงลาง ถือได้ว่าเป็นศิลปะพื้นบ้านของชาวอีสาน ซึ่งบ้านนาหมอม้าก็เป็นหนึ่งหมู่บ้านที่มีวงโปงลางเป็นของตนเอง โดยวงโปงลางจะเน้นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคอีสานเป็นหลัก
  • รำวงชาวบ้าน (รำวงฝูงปลา) ซึ่งชาวบ้านได้ทำการรวมตัวกันก่อตั้งเป็นคณะรำวง มีการจับคู่กันฟ้อนรำ โดยการแสดงจะแสดงในโอกาสต่าง ๆ เช่น เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ หรือเทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีเวทีในการแสดงอย่างเป็นทางการมากมาย
  • เพลงประจำหมู่บ้าน เช่น เพลงฝูงปลา เพลงกระต่ายน้อย เพลงน้ำตกไทรโยค ซึ่งในอดีตมีการเป่าแคนเดินรอบหมู่บ้านและร้องเพลงประจำหมู่บ้านซึ่งมีสืบสานต่อเนื่องเรื่อยกันมา

นอกจากนี้บ้านนาหมอม้ายังมีทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญคือ วัดป่าภูดินวนาราม ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านนาหมอม้า หมู่ที่ 7 ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ห่างจากเทศบาลตำบลนาหมอม้าประมาณ 1.5 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดป่าภูดินนวนาราม มีโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่ เช่น เครื่องปั้นดินเผา หม้อดิน และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของผู้คนในอดีต ทั้งนี้เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มีอาจารย์นักมานุษยวิทยาท่านหนึ่งได้มาเยี่ยมชมและสำรวจพื้นที่บริเวณนี้ และเชื่อว่ายังคงมีโบราณวัตถุอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้มีการขุดค้นเพิ่มเติม โดยจากการศึกษาและการสำรวจในพื้นที่ นักวิจัยยังได้สันนิษฐานว่า วัดป่าภูดินวนารามอาจเคยเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 13 และอาจเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านนาหมอม้าในอดีต ซึ่งทำให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่สำคัญทั้งในด้านศาสนาและประวัติศาสตร์ของชุมชน

ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสาร คือ ภาษาอีสาน

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

กระทรวงวัฒนธรรม. (2565). รำวงชาวบ้าน(รำวงฝูงปลา). สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก http://m-culture.in.th/album/

คมชัดลึก (บก.). (20 มีนาคม 2557). 'ครูบ้านป่า'แห่งนาหมอม้า. คมชัดลึก. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.komchadluek.net/scoop/181221

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (2554). สลา คุณวุฒิ (ประพันธ์เพลงลูกทุ่งร่วมสมัย). สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://cac.kku.ac.th/

องค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ. (2565). เที่ยวอำนาจเจริญ จังหวัดที่ 75 ของประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://amnatpao.go.th/ 

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2561). วัดป่าภูดินนวนาราม. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://culturalenvi.onep.go.th/site/ 

สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองอำนาจเจริญ. (2568). "เสื่อกกนาหมอม้า" ภูมิปัญญาไทอำนาจเจริญ สู่สินค้า GI จังหวัดอำนาจเจริญ. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://muang-amnat.cdd.go.th/th/content/

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ. (2567). เสื่อกกนาหมอม้า ภูมิปัญญาไทอำนาจเจริญ. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.facebook.com/ 

เทศบาลตำบลนาหมอม้า. (2559). สถานที่สำคัญ.สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://namorma.go.th/public/travel/data 

เทศบาลตำบลนาหมอม้า. (2559). ประวัติความเป็นมาและข้อมูลทั่วไป. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://namorma.go.th/public/travel/data 

เทศบาลตำบลนาหมอม้า. (ม.ป.ป.). แผนพัฒนาท้องถิ่น (ปี 2566-25070). สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://namorma.go.th/public/plan_upload 

วโรดม เตชศรีสุธี. (2565). ท่วงทำนองแห่งท้องทุ่ง ชีวิตเบื้องลึก และวิมานความฝันของ 'สลา คุณวุฒิ' ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา. The Cloud. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568, จาก https://readthecloud.co/sala-khunnawut/ 

ทต.นาหมอม้า โทร. 0 4554 0211