Advance search

โนนโพธิ์

ชุมชนบ้านสะพือเคยเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์สำคัญของเมืองอุบล และเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ทั้งเหตุการณ์กบฏผู้มีบุญซึ่งกลายเป็นความทรงจำร่วมของผู้คน นอกจากนี้ ชุมชนยังมีทัศนียภาพงดงาม เงียบสงบ และล้อมรอบด้วยวัดทั้งสี่ทิศ ทำให้โดดเด่นด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง

หมู่ที่ 5
บ้านสะพือ
สะพือ
ตระการพืชผล
อุบลราชธานี
อบต.สะพือ โทร. 0 4525 2571
ชลธิชา ระดาพงษ์
12 ธ.ค. 2025
ชลธิชา ระดาพงษ์
12 ธ.ค. 2025
บ้านสะพือ
โนนโพธิ์

สันนิษฐานว่าเดิมมีหนองน้ำขนาดใหญ่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เรียกว่า หนองสระพือ ซึ่งมีต้นผือ (กก) ขึ้นหนาแน่นและอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ จึงถูกเพี้ยนชื่อจาก บ้านสะผือ มาเป็น สะพือ และในตำนานผีบาปผีบุญยังเรียกว่า บ้านกระพือ อีกด้วย


ชุมชนชนบท

ชุมชนบ้านสะพือเคยเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์สำคัญของเมืองอุบล และเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ทั้งเหตุการณ์กบฏผู้มีบุญซึ่งกลายเป็นความทรงจำร่วมของผู้คน นอกจากนี้ ชุมชนยังมีทัศนียภาพงดงาม เงียบสงบ และล้อมรอบด้วยวัดทั้งสี่ทิศ ทำให้โดดเด่นด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง

บ้านสะพือ
หมู่ที่ 5
สะพือ
ตระการพืชผล
อุบลราชธานี
34130
15.52681666975611
105.04151189511296
เทศบาลตำบลสะพือ

"บ้านสะพือ" เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งมานานแต่โบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ใด สันนิษฐานว่าเดิมมีหนองน้ำขนาดใหญ่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เรียกว่า "หนองสระพือ" ซึ่งมีต้นผือ (กก) ขึ้นหนาแน่นและอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ จึงถูกเพี้ยนชื่อจาก บ้านสะผือ มาเป็น สะพือ และในตำนานผีบาปผีบุญยังเรียกว่า บ้านกระพือ ด้วย

บ้านสะพือเคยเป็นชุมชนใหญ่และอุดมสมบูรณ์ จนนางเหมือนตาธิดาพระตาต้นตระกูลเจ้าเมืองอุบลคนแรก มาตั้งเรือนอาศัยที่นี่ แม้ไม่ทราบปีที่แน่ชัดแต่สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนแห่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นสถานที่อยู่อาศัยของธิดาต้นตระกูลเจ้าเมืองอุบล ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2406 พระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฎ) เจ้าเมืองอุบลคนที่ 3 ยกฐานะบ้านสะพือเป็น เมืองตระการพืชผล พร้อมตั้งบ้านกว้างชโดเป็นเมืองพิบูลมังสาหาร และบ้านเวินชัยเป็นเมืองมหาชนะชัย โดยแต่งตั้งท้าวกุลบุตรเป็นผู้ปกครอง แต่ตั้งอยู่เพียง 3 ปี เพราะกันดารน้ำ จึงย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านท่าม่วงริมเซบก ซึ่งเดินทางไปอุบลราชธานีสะดวกกว่า บ้านท่าม่วงอยู่ห่างจากบ้านสะพือราว 6 กิโลเมตร ปัจจุบันคือ "บ้านตระการ" ต่อมาใน พ.ศ. 2444-2445 ซึ่งตรงกับสมัยของรัชกาลที่ 5 เกิดกบฏผู้มีบุญ (กลุ่มองค์มั่น) กองกำลังจากเมืองเขมราฐมาตั้งหลักใกล้บ้านสะพือเพื่อเตรียมตีเมืองตระการพืชผล และเมืองอุบล ฯ แต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์มีคำสั่งให้ร้อยเอกอินทร์นำทหาร และราษฎรเข้าปราบ เมื่อมาถึงดอนเผิ่ม บ้านสะพือ ในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2445 จึงเกิดการสู้รบประมาณ 4 ชั่วโมง ในตอนสุดท้ายฝ่ายผู้มีบุญเป็นฝ่ายถูกปราบปราม จากข้อมูลในหนังสือส่วนใหญ่ระบุว่าหัวหน้าองค์มั่นหลบหนีไปฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ผู้ก่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บราว 300-400 คน ถูกจับ 120 คน ฝ่ายรัฐบาลไม่เสียหาย การกบฏยุติลงนับแต่นั้น

ใน พ.ศ. 2452 ทางการยุบเมืองและตั้งเป็นอำเภอบ้านสะพือ จึงเป็น 1 ใน 21 ตำบลของอำเภอพนา ต่อมา พ.ศ. 2485 ได้ยุบตำบลสะพือไปรวมกับตำบลตระการเนื่องจากจัดตั้งตำแหน่งปลัดอำเภอประจำตำบล และใน พ.ศ. 2489 ได้ยุบตำแหน่งปลัดอำเภอ ทำให้ตำบลสะพือกลับมาตั้งขึ้นอีกครั้ง และคงสถานะดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันบ้านสะพือมีทั้งหมด 4 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 4, 5, 6 และ 7 ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนสำคัญในพื้นที่ตระการพืชผลจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เคียงคู่มากับการก่อตั้งชุมชน เรื่องราวประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจบ้านสะพือนับว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการผลิตเกลือสินเธาว์ที่เคยเป็นอาชีพหลักและเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของชุมชนในอดีต

ในอดีตประมาณก่อน พ.ศ. 2513 จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่จริงโดยหน่วยงาน The EIsan Record อธิบายว่า พื้นที่ชุมชนนี้มีเกลือสินเธาว์ ที่ครั้งหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจของหมู่บ้านสะพือ กล่าวคือก่อน พ.ศ. 2513 บ้านสะพือยังมีสภาพแล้ง การทำนามักไม่พอกิน ชาวบ้านจำนวนมากจึงหันไปผลิตเกลือสินเธาว์บริเวณลำห้วยผีผวนทางเหนือของหมู่บ้าน ซึ่งมีดินเค็มเหมาะแก่การขุดบ่อเกลือ บ่อมีความลึกประมาณ 12-15 เมตร และผู้ที่ลงมือขุดก่อนเป็นเจ้าของบ่อ บ่อถูกขุดชิดกันมากเพียงราว 1 เมตร ทำให้ทางเดินแคบและเกิดอุบัติเหตุพลัดตกบ่อเป็นระยะ

การมีบ่อเกลือถือเป็นทรัพย์สินสำคัญ เพราะผู้ต้มเกลือต้องซื้อน้ำเกลือจากเจ้าของบ่อในอัตราประมาณ 100 บาทต่อเตา (สองเตา 200 บาท) ช่วงที่อุตสาหกรรมเฟื่องฟูมีเตาต้มรวมประมาณ 500 เตา และทำให้ชุมชนใกล้เคียงเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ เช่น การสานกะทอ การเตรียมใบตองชาด การแลกผลิตภัณฑ์กับเกลือ รวมถึงเจ้าของนาที่อยู่ในเส้นทางขนส่งเกลือที่เก็บค่าผ่านนา 1 บาทต่อเกวียนเพราะดินถูกกดแน่นจากจำนวนเกวียนมาก เกิดกิจกรรมเสริมอื่น เช่น การตัดฟืนและขนฟืนมาขายจากบ้านนาตาล บ้านโคกใหญ่ และโคกน้อย ฟืนหนึ่งเกวียนราคา 15-20 บาท ผู้ที่ไม่มีแหล่งฟืนต้องซื้อจากผู้ค้าฟืน ชาวบ้านจำนวนมากต้องทำนาควบคู่กับการทำเกลือ โดยเมื่อฤดูน้ำหลากมาถึงน้ำกลับสู่ลำห้วย ทำให้การผลิตหยุด ชาวบ้านจึงกลับไปทำนาและเก็บฟืนเพื่อเตรียมสำหรับฤดูกาลต้มเกลือถัดไป

ระหว่าง พ.ศ. 2513-2516 วิเชียร ศรีมันตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกลือพื้นบ้านด้วยการเจาะบาดาล ติดตั้งคันโยกสูบน้ำ และสร้างถนนลูกรังเข้าสู่แหล่งผลิต แม้นโยบายดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้าม เพราะหลายพื้นที่ในชุมชนเริ่มมีน้ำบาดาลเค็มจนใช้ไม่ได้ เช่น บ่อในวัดทุ่งศรีและวัดศรีชมภูที่ต้องถูกทิ้งร้าง ทรัพยากรฟืนจากป่าสงวนห้วยระเว (ใกล้หมู่ 2 ตำบลโคกจาน ห่างจากบ้านสะพือประมาณ 2 กม.) ก็ถูกใช้ร่วมกันระหว่างหลายหมู่บ้านที่ล้วนเป็นแหล่งต้มเกลือ จนฟืนลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ว่า ฯ เสนอให้ใช้แกลบแทน แต่แกลบให้ความร้อนต่ำกว่า ต้องใช้เวลาต้มมากขึ้นและต่อมาปริมาณแกลบก็ไม่เพียงพอเช่นกัน แม้ทรัพยากรจะเริ่มขาดแคลนแต่ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่พยายามผลิตต่อเนื่อง ก่อนจำนวนผู้ผลิตจะลดลงทีละน้อยและอุตสาหกรรมต้มเกลือยุติลงในที่สุด

อาณาเขต

  • ทิศเหนือ ติดกับ บ้านสะพือ (หมู่ที่ 7)
  • ทิศใต้ ติดกับ บ้านนางิ้ว และบ้านสะพือ (หมู่ที่2 และ6)
  • ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านนางสวน  (หมู่ที่ 7) ตำบลนาพิน
  • ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลนาพิน

สภาพแวดล้อมชุมชน

  1. แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ ลำน้ำ ลำห้วย 7 สาย บึง หนอง และอื่น ๆ 6 แห่ง
  2. แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น ได้แก่ ฝาย 4 แห่ง บ่อน้ำตื้น 30 แห่ง บ่อโยก 8 แห่ง ประปา 4 แห่ง และสระน้ำ 14 แห่ง
  3. พื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันคือ ศาลากลางบ้าน
  4. แหล่งท่องเที่ยว/สถานที่สำคัญ ได้แก่ วัดบูรพา ซึ่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2320 ได้รับพระราชทานวิสุงคามเสมา พ.ศ. 2510 โดยมีเจ้าอาวาสปัจจุบัน คือ พระครูสถิตบูรพาภิวัฒน์ (พ.ศ. 2532-ปัจจุบัน)

บ้านสะพือ ปัจจุบันอยู่บนพื้นที่ของ ตำบลสะพือ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ดังนั้นประชากรทั้งหมดจะเป็นคนอีสานที่มีวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น ภาษา คล้ายคลึงกับลาว

จากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร์ (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุจำนวนครัวเรือนและประชากร หมู่ 5 มีจำนวนหลังคาเรือน 177 หลัง รวมประชากรทั้งสิ้น 593 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชาย 286 คน และเพศหญิง 307 คน

ในอดีตอาชีพหลักเริ่มต้นของคนในชุมชนคือ การทำนา แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่แห้งแล้งและผลผลิตที่ไม่มั่นคงด้วยปริมาณน้ำหรือน้ำฝน จึงเกิดอาชีพเสริม เช่น การต้มเกลือ การสานบรรจุภัณฑ์ และการจัดหาฟืน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเกลือและผู้จัดหาฟืนซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของหมู่บ้าน เนื่องจากต้องพึ่งพาแรงงานร่วมกันและมีการกำกับสิทธิการใช้ทรัพยากรในพื้นที่บ่อเกลือ

ชุมชนยังมีการแลกเปลี่ยนระหว่างครัวเรือน เช่น การนำกะทอ ใบตองชาด หรือฟืน มาแลกเกลือ รวมถึงมีระบบการค้าขายกับหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างบ้านนาตาล บ้านโคกใหญ่ และโคกน้อย ซึ่งเข้ามาทั้งในฐานะแหล่งฟืน แรงงาน และคู่ค้าการผลิตเกลือ การขนส่งเกลือออกนอกพื้นที่ยังทำให้เส้นทางเกวียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน โดยเจ้าของนาบางรายเก็บค่าผ่านนาเพื่อชดเชยความเสียหายจากการถูกเกวียนบดอัด

อย่างไรก็ตามการพัฒนาในบางช่วงกลับส่งผลให้การประกอบอาชีพต้มเกลือสินเธาว์ค่อย ๆ เลือนหายไปจนกลายเป็นงานที่ไม่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงหันกลับมาประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยใช้ภูมิประเทศแบบที่ราบสูงให้เหมาะกับการเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง เช่น ข้าว อีกทั้งยังมีการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป และมีการจัดตั้งองค์กรเกษตรแปลงใหญ่ร่วมกับตำบลสะพือ มีชาวบ้านบางส่วนเข้าร่วม นอกเหนือจากการทำนา ชาวบ้านบางส่วนประกอบอาชีพแปรรูปอาหาร คือ ทำเนื้อแดดเดียว และไส้กรอก บางส่วนเปิดกิจการขายของชำ

จากการเล่าเรื่องราวชุมชนของนายสารกิจ ไขแสง อธิบายว่าชุมชนบ้านสะพือยังคงยึดถือประเพณี "ฮีต 12" ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติประจำเดือนของชาวอีสานที่เชื่อมโยงกับวิถีเกษตรกรรม ความเชื่อเรื่องบุญบาป และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับศาสนสถาน ฮีต 12 ไม่ได้เป็นเพียงลำดับงานบุญในรอบปี แต่ยังทำหน้าที่เป็นระบบสังคมที่ช่วยเสริมสร้างความสามัคคี การร่วมแรงร่วมใจ และการสืบสานสายสัมพันธ์ของเครือญาติ โดยมีทั้งผู้นำชุมชนและผู้นำทางศาสนาเป็นผู้กำกับกิจกรรมประจำเดือน ซึ่งสะท้อนบทบาทสำคัญของวัดที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมและการรวมตัวของคนในหมู่บ้าน อาณาเขตของบ้านสะพือมีวัดล้อมรอบทั้งสี่ทิศ ทำให้ชาวบ้านมีความสะดวกในการเข้าวัดและมักเลือกไปร่วมทำบุญตามวัดที่อยู่ใกล้บ้าน แม้ในปัจจุบันความเข้มข้นของบางพิธีกรรมจะลดลงตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป แต่หลายงานบุญในจารีตฮีต 12 ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ทุนทรัพยากรธรรมชาติ

แหล่งดินเค็ม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตเกลือสินเธาว์ในอดีต แหล่งดินเค็มแต่ละแห่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นเหมือนที่ทำกินมาหากินร่วมกันของคนในชุมชนในช่วงเวลาหนึ่ง การเข้าถึงแหล่งดินเค็มจึงมีผลต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในบ้านสะพือในเวลานั้น นอกจากนี้ การมีดินเค็มยังทำให้เกิดอาชีพอื่นตามมา เช่น กลุ่มคนตัดฟืน คนทำภาชนะ คนขนเกลือ และผู้ที่เดินทางไปค้าขายกับหมู่บ้านรอบ ๆ ดินเค็มในบ้านสะพือจึงเป็นทั้งทุนทางธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนทุนทางเศรษฐกิจดั้งเดิมที่เชื่อมโยงผู้คน เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านในอดีต แม้ปัจจุบันการทำเกลือจะหายไปแล้ว แต่พื้นที่ดินเค็มยังเป็นร่องรอยสำคัญที่สะท้อนความทรงจำและรากเหง้าของชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้

ทุนมนุษย์

นายลำพูน ฉวีรักษ์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านสะพือ ถือเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของชุมชนในการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับรากเหง้าของชุมชน เรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ที่นำมาซึ่งการรับรู้เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ นายลำพูนทำหน้าที่เสมือนคลังความรู้ของชุมชนที่ช่วยรักษาความทรงจำร่วมของชาวบ้าน และยังมีบทบาทในการถ่ายทอดข้อมูลแก่หน่วยงานภายนอก นักวิชาการ หรือกลุ่มเยาวชนที่ต้องการศึกษาเรื่องราวของบ้านสะพือ ทำให้ความรู้ท้องถิ่นไม่สูญหายไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาชุมชนต่อไป

ภาษาในชุมชนบ้านสะพือส่วนใหญ่เป็นภาษาอีสานคล้ายคลึงภาษาลาว ซึ่งใช้เป็นภาษาหลักในการสื่อสารระหว่างกันในชีวิตประจำวัน ทั้งในครอบครัว การทำงาน เกษตรกรรม และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ภาษากลางหรือภาษาไทยมาตรฐานก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายเช่นกัน โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการ โรงเรียน หรือบุคคลภายนอก ทำให้คนในชุมชนส่วนใหญ่สามารถสลับการใช้ภาษาได้ตามสถานการณ์ ส่วนการเขียนนั้นคนในชุมชนปัจจุบันใช้ตัวอักษรไทยเป็นหลัก อย่างไรก็ตามภาษาท้องถิ่นยังคงมีบทบาทในเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพิธีกรรม งานบุญ ฮีตสิบสอง หรือคำสอนทางศาสนาที่มักใช้สำเนียงและคำศัพท์แบบดั้งเดิม


ด้านเศรษฐกิจ ชุมชนเคยพึ่งพาอุตสาหกรรมเกลือสินเธาว์อย่างเข้มข้นก่อน พ.ศ. 2513 มีการพึ่งพาทรัพยากรดินเค็ม แต่เมื่อทรัพยากรฟืนลดลง ทั้งเกิดน้ำบาดาลปนเค็ม และเกิดการพัฒนาชุมชนที่ส่งผลด้านลบต่อระบบการผลิต ทำให้การต้มเกลือเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจึงปรับกลับมาพึ่งพาอาชีพการเกษตรเป็นหลัก รายได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพอากาศ ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจยังเป็นความท้าทายสำคัญ

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

เติม วิภาคย์พจนกิจ. (2546). ประวัติศาสตร์อีสาน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ภัทรวดี. (14 มิถุนายน 2555). ศึกสะพือhttps://www.gotoknow.org/posts/87780

สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2568). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร(รายเดือน)https://stat.bora.dopa.go.th/stat/

องค์การบริหารส่วนตำบลสะพือ. (2 มีนาคม 2565). ประวัติและตราสัญลักษณ์. https://sapue.go.th/page/view/1

หทัยรัตน์ พหลทัพ. (3 กรกฎาคม 2564). ชาวอีสานเตรียมทำบุญครบ 121 ปี ปราบผีบุญบ้านสะพือ จ.อุบลฯ. https://theisaanrecord.co/

ตติยา ตราชู. (30 มีนาคม 2565). ผู้มีบุญในอีสานซีซั่นสอง(9)-ฟื้นความทรงจำบ่อต้มเกลือแหล่งสร้างรายได้บ้านสะพือ. https://theisaanrecord.co/

นายประดับโชค บัวขาว, สัมภาษณ์

นายสารกิจ ไขแสง, สัมภาษณ์

อบต.สะพือ โทร. 0 4525 2571