ชุมชนบ้านวังหมันมีจุดเด่นสำคัญคือ ความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ก่อรูปจากการอพยพของชาวลาวครั่งตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดอัตลักษณ์ลาวครั่งที่โดดเด่นและผสานอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่
สันนิษฐานว่า มาจากลักษณะภูมินามของพื้นที่ดั้งเดิม ซึ่งเคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีลำห้วยธรรมชาติไหลผ่าน ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงและกัดเซาะจนเกิดเป็นวังน้ำลึกบริเวณกลางหมู่บ้าน รอบวังน้ำนี้มีต้นหมันขึ้นอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า "บ้านวังหมัน" ตามลักษณะภูมิประเทศและพันธุ์ไม้สำคัญที่โดดเด่นในพื้นที่
ชุมชนบ้านวังหมันมีจุดเด่นสำคัญคือ ความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ก่อรูปจากการอพยพของชาวลาวครั่งตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดอัตลักษณ์ลาวครั่งที่โดดเด่นและผสานอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่
ชุมชนวังหมัน เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีรากฐานจากการอพยพของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง อันเป็นผลจากนโยบายกวาดต้อนผู้คนในช่วงสงครามระหว่างสยามกับดินแดนลุ่มน้ำโขง ชาวลาวจากเวียงจันทน์และกลุ่มลาวครั่งซึ่งเคยตั้งถิ่นฐาน ได้กระจัดกระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ภาคกลาง และผสมกลมกลืนกับผู้คนดั้งเดิมในพื้นที่ ทั้งนี้ประชากรส่วนใหญ่ของชุมชนเป็นชาวลาวครั่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการก่อรูปอัตลักษณ์และความเป็นชุมชนวังหมัน
ในช่วงแรกของการตั้งถิ่นฐาน (พ.ศ. 2325-2398) ผู้คนได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ดำรงชีวิตด้วยการประกอบอาชีพเกษตรกรรม สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนใกล้เคียง พร้อมทั้งยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิถีชีวิตแบบชาวลาว โดยเฉพาะวัฒนธรรมของกลุ่มลาวครั่งที่ยังคงสืบทอดอย่างเข้มแข็ง
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2398-2520 ชุมชนวังหมันมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนประชากรและพื้นที่ทำกิน สภาพแวดล้อมยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนสามารถดำรงวิถีชีวิตบนฐานเกษตรกรรมควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มลาวครั่ง ซึ่งกลายเป็นลักษณะเด่นของชุมชนอย่างชัดเจน
กระทั่งตั้งแต่ราว พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประชากรเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มลดลง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรรมไปสู่การรับจ้างและการทำงานในตัวเมือง แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมบางประการ แต่ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวลาวยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของชุมชนวังหมันมาจนถึงปัจจุบัน
ที่ตั้งและอาณาเขต
บ้านวังหมัน เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในตำบลวังหมัน ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งในจำนวน 6 ตำบล ของอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่ตอนเหนือของภาคกลางตอนบน อยู่ห่างจากอำเภอวัดสิงห์ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 16 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายวัดสิงห์-โคกสุก อยู่ห่างจากจังหวัดชัยนาทประมาณ 45 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 78.72 ตารางกิโลเมตร หรือ 49,200 ไร่
อาณาเขตติดต่อ
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ ต.หนองขุ่น อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
- ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.หนองแซง อ.หันคา จ.ชัยนาท
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.สะพานหิน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท
สภาพภูมิประเทศตำบลวังหมัน
มีสภาพภูมิประเทศเป็นทั้งที่ราบลุ่มและที่ราบสูง โดยพื้นที่ในหมู่ที่ 4 บ้านวังหมัน เป็นพื้นที่ราบสูง มีสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปีไม่เพียงพอ ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร การชลประทานส่งน้ำไม่ถึง ประชาชนประกอบอาชีพทำนา โดยอาศัยน้ำฝน ตามฤดูกาล ได้เพียงปีละครั้งเดียว และทำไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค มีประปาเป็นระบบผิวดิน
จากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมปกครอง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 พบว่า ชุมชนบ้านวังหมัน (หมู่ที่ 4) ตำบลวังหมัน อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท มีประชากรทั้งหมด 693 คน แบ่งเป็นประชากรชาย 329 คน และประชากรหญิง 364 คน ทั้งนี้ประชากรส่วนใหญ่ของชุมชนมีรากเหง้าทางชาติพันธุ์สืบเนื่องจากกลุ่มชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ แม้จะมีที่มาจากการอพยพในอดีต แต่ปัจจุบันคนในชุมชนบ้านวังหมันล้วนมีสัญชาติไทย และดำรงชีวิตในฐานะพลเมืองไทยอย่างสมบูรณ์
ลาวครั่งชุมชนบ้านวังหมันมีระบบการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้เสริมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ภายในหมู่บ้านมีการรวมตัวของ "ชมรมผู้สูงอายุตำบลวังหมัน" ซึ่งร่วมกันผลิต ไม้กวาดดอกหญ้า เป็นสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นที่ยังคงใช้วัสดุพื้นบ้านและทักษะดั้งเดิม
ในขณะเดียวกัน "กลุ่มแม่บ้านตำบลวังหมัน" ก็เป็นอีกกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยร่วมกันผลิต น้ำพริกแกง เพื่อจำหน่าย ทั้งในตลาดท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน และยังเป็นช่องทางในการสืบทอดภูมิปัญญาการปรุงอาหารท้องถิ่น
นอกจากนี้ ชุมชนยังมีการจัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชน" ผู้เลี้ยงโคพันธุ์เนื้อบ้านวังหมัน ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของหมู่บ้าน การเลี้ยงโคพันธุ์เนื้อไม่เพียงเป็นอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคง แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายการค้าขายกับพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการผลิตเนื้อโคคุณภาพของชุมชน
วิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ
ชาวบ้านวังหมันดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ทั่วถึง ชุมชนยึดมั่นในพระพุทธศาสนา โดยมีวัดเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ แม้พื้นที่ตั้งจะอยู่บนที่ราบสูง แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก วิถีชีวิตของผู้คนยังโดดเด่นด้วยความสงบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดกันมาช้านาน
วิถีชีวิตทางวัฒนธรรม
ในรอบปีชาวเลชุมชนบ้านคลองดาวมีวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมร่วมกัน โดยมีอัตลักษณ์โดดเด่น ดังต่อไปนี้
- ประเพณีการเลี้ยงบ้าน ของชุมชนลาวครั่งบ้านวังหมันเป็นพิธีบูชาเจ้าพ่อไผ่แก้วหรือผีประจำหมู่บ้าน จัดขึ้นทุกขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 สะท้อนความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการคุ้มครองชุมชนและวิถีวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน
- ประเพณียกธง จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชุมชนบ้านวังหมันเป็นกิจกรรมสำคัญของชาวลาวครั่งและชาวบ้านในตำบลวังหมัน โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันรื่นเริงตามประเพณีเก่าแก่ของชุมชนล่วงหน้าก่อนถึงวันงาน ชาวบ้านจะร่วมกันเย็บธงและตกแต่งลวดลายสีสันต่าง ๆ ตามความเชื่อว่าธงเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัวและหมู่บ้าน
1.นายเจือ จันทร์ศรี เป็นบุคคลสำคัญในการเป็นผู้นำประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ประจำหมู่บ้านที่เรียกกันว่า "ขวัญจ้ำ" ซึ่งชาวชุมชนวังหมันมักจะเรียกกันจนติดปากว่า "หมอเจือ" ถือได้ว่าเป็นขวัญจ้ำที่รับสืบทอดสายตรงมาจากขวัญจ้ำที่เคยเป็นอาจารย์ของท่านคนก่อนหน้านี้ โดยเป็นผู้สืบทอดผู้นำประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของคนในชุมชนต่อ ๆ กันมา ที่มีลักษณะของการสืบทอดเรียนรู้ และส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนับตั้งแต่ชาวลาวได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนวังหมัน
2.อาจารย์บุญส่ง กษิดิศ ซึ่งท่านเคยเป็นข้าราชการครูที่ดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ประจำอยู่ที่โรงเรียนวัดวังหมันจนเกษียณอายุราชการ ถือว่าท่านเป็นปราชญ์ชุมชนท้องถิ่นคนสำคัญของชุมชนวังหมันที่ชาวชุมชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ท่านเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น และเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมภายในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
ทุนวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น
วัดวังหมัน
วัดวังหมัน ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลวังหมัน อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นวัดเก่าแก่ที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชนวังหมันมาอย่างยาวนาน วัดวังหมันได้รับการสถาปนาเป็นวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2460 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยมีพระครูวิจิตรชยาภิรักษ์เป็นผู้อำนวยการ
แม้ว่าวัดวังหมันจะไม่ปรากฏข้อมูลปีที่ก่อสร้างชัดเจน หากแต่คำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนช่วยยืนยันว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดแรกและวัดที่เก่าแก่ที่สุดของชุมชน สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ชาวลาวอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ วัดทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจและสถาบันสำคัญในการธำรงรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของชาวบ้านวังหมัน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของวัดวังหมันในฐานะแหล่งมรดกวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ร่วมของชุมชนจนถึงปัจจุบัน
ศาลไผ่แก้ว
ศาลไผ่แก้วเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนรากวัฒนธรรมของชุมชนชาวลาวครั่งในบ้านวังหมัน ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกที่กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ศาลแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าศาลพระภูมิเจ้าที่ทั่วไป เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนในชุมชน ภายในศาลไม่มีรูปเคารพ มีเพียงเครื่องเซ่นสังเวยที่ชาวบ้านนำมาถวายเพื่อแสดงความเคารพต่อ "เจ้าพ่อไผ่แก้ว" ผีผู้คุ้มครองหมู่บ้านตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวลาวครั่ง
บทบาทของศาลไผ่แก้วไม่ได้จำกัดเพียงด้านความเชื่อ แต่ยังช่วยหล่อหลอมความสัมพันธ์และสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับคนในชุมชน ชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าพ่อไผ่แก้วเป็นผีเจ้านายที่คอยคุ้มครองปกปักรักษาหมู่บ้าน รวมถึงสามารถพยากรณ์โชคชะตาหรือเหตุการณ์สำคัญของชุมชนได้ หากใครมีความทุกข์ใจ เจ็บป่วย หรือเผชิญปัญหาต่าง ๆ ดังนั้นพิธีกรรม ความเชื่อ และภาษาที่ใช้ในศาลไผ่แก้วจึงถือเป็นทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของชุมชนบ้านวังหมันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านจิตวิญญาณ ความเชื่อ และมรดกทางพิธีกรรมที่ยังคงปรากฏอย่างมีชีวิตชีวาจนถึงปัจจุบัน
ภาษาของชุมชนบ้านวังหมัน มีรากจากภาษาลาวครั่ง ซึ่งจะจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท มีความคล้ายคลึงกับภาษาลาวในแถบภาคเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศลาวในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาษาลาวครั่งได้เสื่อมความนิยมลงอย่างมาก ลูกหลานรุ่นใหม่หันมาใช้ภาษาไทยในการสื่อสารแทบทั้งหมด เหลือเพียงผู้สูงอายุไม่กี่คนที่ยังสามารถพูดภาษาลาวครั่งได้
ชุมชนวังหมันสะท้อนความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ก่อตัวจากการตั้งถิ่นฐานของชาวลาวเวียงและลาวครั่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม และต่อมามีคนไทยและคนจีนเข้ามาอาศัยร่วมจนกลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม แม้ความหลากหลายจะเพิ่มขึ้น แต่ชาวลาวครั่งยังเป็นกลุ่มประชากรหลักและเป็นฐานอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน วิถีอาชีพดั้งเดิมที่เคยยึดโยงกับการเกษตร ทอผ้า และเลี้ยงไหม ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเมื่อพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งยาวนาน ส่งผลให้บางครัวเรือนปรับไปทำไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย หรือทำถ่าน และทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากย้ายออกไปทำงานต่างถิ่น จนโครงสร้างประชากรเหลือผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ชุมชนต้องเผชิญโจทย์ด้านการดึงคนรุ่นใหม่กลับมามีส่วนร่วม การคงรักษาภูมิปัญญา และการปรับตัวต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่อย่างสมดุล
ชุมชนบ้านวังหมันสะท้อนการเปลี่ยนผ่านทางอัตลักษณ์อย่างเด่นชัด ภาษาลาวครั่งซึ่งเคยใช้ในชีวิตประจำวันลดบทบาทลง เหลือผู้สูงอายุเพียงไม่กี่คนที่ยังคงสื่อสารได้ ทำให้ภาษาถิ่นอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญหาย เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกายดั้งเดิมที่ถูกแทนที่ด้วยแฟชั่นสมัยนิยม เหลือเพียงบางกลุ่มที่ยังสวมชุดพื้นถิ่นในชีวิตประจำวันหรือในงานประเพณี ประเพณีท้องถิ่นอย่างพิธีเลี้ยงบ้านและประเพณียกธงยังคงได้รับการปฏิบัติและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาและความสามัคคีของชุมชน แม้พิธีกรรมอื่น ๆ จะจางหายไปตามเวลา ส่วนภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงพบในบางด้าน เช่น การทำยาสมุนไพรเหลืองใหญ่ และงานหัตถกรรมบางชนิดที่ได้รับการส่งเสริมเพื่อสร้างรายได้ แต่ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่เป็นความท้าทายสำคัญในการคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชุมชนวังหมันในระยะยาว
กรมการปกครอง สำนักบริหารการทะเบียน สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร(รายเดือน). (2568). สถิติจำนวนประชากร. https://stat.bora.dopa.go.th/stat/
ศิลป์ชัย มีฤทธิ์. (2555). วัดวังหมัน. http://m-culture.in.th/album/
สมคเน แผลงฤทธิ์ และคณะ. (2567). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนวังหมัน จังหวัดชัยนาท. วารสารศิลปศาสตร์ มทร.กรุงเทพ, 6(2), 103-117 .
องค์การบริหารส่วนตำบลวังหมัน. (ม.ป.ป.). ประวัติความเป็นมา. https://www.wangmun-chainat.go.th/history-rev2