ประเพณีแห่หอดอกผึ้งของหมู่บ้านวังกำแพงเป็นประเพณีดั้งเดิมที่โดดเด่น นอกจากนั้นยังมีพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อ และการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านวังกำแพง
ชื่อหมู่บ้านตั้งขึ้นตามลักษณะของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำประกอบกับผนังของแม่น้ำชีที่ไหลผ่านหมู่บ้าน โดยมีลักษณะเป็นกำแพงหินตั้งขึ้นตามธรรมชาติ จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านวังกำแพง ทั้งนี้คำว่า "วัง" หมายถึง พื้นที่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์
ประเพณีแห่หอดอกผึ้งของหมู่บ้านวังกำแพงเป็นประเพณีดั้งเดิมที่โดดเด่น นอกจากนั้นยังมีพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อ และการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านวังกำแพง
บ้านวังกำแพง มีอายุประมาณ 150 ปีขึ้นไป แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นเมื่อใด โดยบ้านวังกำแพงเดิมเป็นป่าทึบ สัตว์ป่าชุกชุม ไม่มีการตั้งถิ่นฐานของผู้คน ซึ่งบรรพบุรุษของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุร เป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านนี้ขึ้นมาและลูกหลานของญัฮกุรได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่มานาน ได้มีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านตามช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป
การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุร ก่อนลงหลักปักฐานเป็นกลุ่มชนอยู่ไม่ติดที่ มักทำไร่ เก็บของป่า ล่าสัตว์ ดำรงชีวิตอยู่บริเวณภูเขาตามขอบที่ราบสูงโคราช ในเขตอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรเข้าสู่บ้านวังกำแพง มีเส้นทางในการอพยพสองเส้นทาง คือ เส้นทางแรก เป็นการอพยพจากภูเขาบริเวณขอบที่ราบสูงโคราชในพื้นที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ผ่านมาทางอำเภอโนนไทย (แต่เดิมเรียกว่า โนนลาว) มาทางโคกกรวด จัตุรัส บ้านเขว้า บ้านละหานค่าย บ้านหนองม่วง บ้านตะลอมไผ่ มาถึงวังกำแพง และเส้นทางที่สอง เป็นการอพยพจากอำเภอปักธงชัย ผ่านมาเส้นทางเดียวกับกลุ่มแรก แต่เมื่อถึงจัตุรัส กลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรจำนวนหนึ่งเลือกอพยพผ่านไปอำเภอบำเหน็จณรงค์ ไปยังอำเภอเทพสถิต และตั้งถิ่นฐานอยู่อำเภอสถิต และบางส่วนอพยพย้ายมาอยู่ตามเครือญาติที่บ้านวังกำแพง ราวปี พ.ศ. 2400 จากพื้นที่ป่าเขาไม่มีกลุ่มคนอาศัย มีเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุร ซึ่งเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาทำมาหากิน และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แถบนี้ จึงกลายเป็นหมู่บ้านขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงปี พ.ศ. 2487-2488 ได้เกิดเหตุการณ์โรคระบาดของฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ ขึ้นที่หมู่บ้านส่งผลให้ต้องทิ้งถิ่นฐานไปอาศัยอยู่บริเวณอื่นชั่วคราว บ้างก็หนีขึ้นภูเขาในแถบบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง บางส่วนอพยพไปอยู่พื้นที่อื่น ๆ เมื่อสิ้นสุดการระบาดของโรค ชาวบ้านจึงได้ย้ายกลับมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านวังกำแพงเช่นเดิม หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรอีกเลยจนถึงปัจจุบัน
บ้านวังกำแพง ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลชีบน อำเภอเขว้า จังหวัดชัยภูมิ อยู่ในเขตการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลชีบน โดยลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาและพื้นที่สลับเนินสูง และลาดชันสลับกัน โดยลักษณะทางกายภาพของบ้านวังกำแพง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดชัยภูมิ และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอบ้านเขว้า บ้านวังกำแพงตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ทิศเหนือมีอาณาเขตจรดกับบ้านหนองอ้อ (ไทยโคราช) ทิศตะวันออกยาวถึงทิศใต้มีอาณาเขตจรดกับแม่น้ำชีฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำชีเป็นบ้านห้วยไฮ เขตอำเภอหนองบัวระเหว (คนลาว) ทิศตะวันตกมีอาณาเขตจรดบ้านหนองกระทุ่ม (คนลาว)
ลักษณะภูมิอากาศ
บ้านวังกำแพงมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 33 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 22 องศาเซลเซียส ช่วงฤดูร้อนซึ่งร้อนที่สุดในเดือนเมษายน อุณหภูมิอาจสูงถึงประมาณ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 6 องศาเซลเซียส
ปัจจุบันบ้านวังกำแพงมีระบบด้านการศึกษา โดยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดจำปาทอง สังกัดขององค์การบริหารส่วนตำบลชีบน และโรงเรียนบ้านวังกำแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 รวมถึงด้านสาธารณสุข ภายในหมู่บ้านยังมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวังกำแพง บ้านวังกำแพง
ในเดือนพฤศจิกายน 2568 สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมปกครอง รายงานจำนวนประชากร บ้านวังกำแพง หมู่ที่ 2 จำนวนประชากรทั้งสิ้น 677 แยกเป็นประชากรชาย 328 คน ประชากรหญิง 349 คน และจำนวนหลังคาเรือนทั้งสิ้น 210 หลังคาเรือน
ญัฮกุรบ้านวังกำแพงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าวโพด ยาสูบ ปอ มันสำปะหลัง และอ้อย เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในชุมชนได้มีการจัดตั้งองค์กรชุมชนในรูปแบบกลุ่มอนุรักษ์วิถี “ชาวญัฮกุร” โดยมีกลุ่มสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 57 คน
ประเพณีงานประจำปี
- ประเพณีแห่หอดอกผึ้ง
เป็นประเพณีที่ชาวญัฮกุรปฏิบัติสืบทอดกันมาตามระบบความเชื่อดั้งเดิม โดยจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนเมษายน การประกอบพิธีดังกล่าวสะท้อนความเชื่อของชุมชนที่มุ่งหวังให้เกิดความเป็นสิริมงคล ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีมากยิ่งขึ้น
ศาสนาความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุร
กลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ควบคู่กับความเชื่อเรื่องพลังอำนาจเหนือธรรมชาติและเทวดาอารักษ์ ความเชื่อดังกล่าวส่งผลให้ชุมชนให้ความเคารพและยำเกรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ภูเขา ป่าไม้ ผืนดิน และแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน รวมไปถึงพิธีกรรมสำคัญและการแต่งกายในวิถีชีวิตของคนในชุมชน ได้แก่
- พิธีกรรมความตาย
พิธีกรรมความตายเป็นขั้นตอนสุดท้ายของชีวิต โดยมีความเชื่อห้ามนำศพขึ้นลงทางบันไดบ้าน จึงต้องนำออกทางด้านข้างและใช้ไม้ฟากห่อศพ ก่อนส่งดวงวิญญาณกลับสู่สายน้ำด้วยการคว่ำภาชนะใส่น้ำและใช้ข้าวตอกในพิธี ฝังศพโดยหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เดิมฝังใกล้บ้าน ต่อมาจัดเป็นป่าช้า การตายลักษณะต่างกันก็จะมีพิธีต่างกัน โดยตายผิดปกติห้ามผ่านหมู่บ้าน และเด็กจะฝังถาวรไม่ขุดกระดูกขึ้นมาอีก
ในปัจจุบันยังคงมีพิธีกรรมความเชื่อแบบเดิมอยู่ แต่การฝังศพแบบเดิมจะไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว เนื่องจากมีการสร้างวัดและสถานที่เผ่าศพ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนไปเป็นการเผ่าแทน และประกอบพิธีกรรมแบบพระพุทธศาสนาแทนในสมัยก่อน
- พิธีกรรมการเกิด
สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรการเกิดถือว่าเป็นเรื่องมงคลจึงไม่เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการประกอบพิธีกรรมมากนัก นอกจากการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แกผู้เป็นแม่ และสมาชิกใหม่ที่ถือกำเนิดมาเท่านั้น
- พิธีกรรมเกี่ยวกับการเพาะปลูก
ชาวบ้านมีความเชื่อเรื่องเทวดาผู้รักษาพื้นดิน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยอำนวยความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ก่อนเริ่มทำเกษตรกรรม ชาวบ้านต้องเสี่ยงทายที่ดินทำกินเพื่อขออนุญาตพระแม่ธรณีก่อนทุกครั้ง เพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ซึ่งการขอใช้ดินบริเวณนั้นจะทำด้วยการตัดกิ่งไม้ ยาว 1 ช่วงแขน แล้วฟาดลงกับพื้นดิน 3 ครั้ง เป็นการบอกถึงแม่ธรณี หรืออาจนำดินจากพื้นที่เพาะปลูกมาประกอบพิธีเซ่นไหว้ด้วยอาหารคาว เหล้า ยาสูบ ดอกไม้ ธูป และเทียน เป็นต้น
ในปัจจุบัน พิธีกรรมการเสี่ยงทายที่ดินในรูปแบบดั้งเดิมไม่ค่อยปรากฏให้เห็นแล้ว แต่ยังคงมีการจุดธูปเทียนและปักลงในบริเวณที่ดินทำกิน เพื่อบอกกล่าวแม่ธรณีและผีไร่ผีนา ก่อนเริ่มการเพาะปลูกในรอบใหม่เท่านั้น
- การแต่งกายของชาวบ้านวังกำแพง
ปัจจุบันการแต่งกายสวมเสื้อผ้าตามสมัยปัจจุบัน ไม่มีการสวมชุดแบบดั้งเดิมในชีวิตประจำวัน แต่จะสวมชุดดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรเมื่อประกอบพิธีกรรมและในโอกาสสำคัญเท่านั้น โดยผ้าที่นำมาตัดเย็บใส่ชุดดั้งเดิมนั้น ไม่ใช่ผ้าทอมือเหมือนในอดีต แต่เป็นการปักลวดลายด้วยมือ ซึ่งในปัจจุบันยังคงเหลือให้เห็นอยู่ โดยลายที่นิยมปักกันส่วนใหญ่คือ ลายดอกยาง ที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มที่แสดงถึงความอิสระและความผูกพันที่มีต่อธรรมชาติ
ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วัดจำปาทอง วัดประจำหมู่บ้านวังกำแพง เป็นวัดขนาดเล็ก และเป็นศาสนสถานแห่งเดียวในหมู่บ้าน และสำนักสงฆ์บ้านวังกำแพง
การละเล่นพื้นบ้าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน ได้แก่
- การเล่นป้ะเร่เร่ เรียกอีกอย่างว่า กระแจ้ะ ซึ่งเป็นการร้องเพลง โดยมีเนื้อหาสะท้อนเรื่องราวการเกี้ยวพาราสี ความรัก การต้อนรับผู้มาเยือน ในอดีตนิยมประกอบกิจกรรมด้วยการก่อกองไฟและร่วมขับร้อง ด้วยชายและหญิง
- การเป่าใบไม้ เป็นการนำใบไม้เป่าให้เกิดเสียงต่างๆ ใช้เป็นสัญญานออกไปล่าสัตว์ของคนในชุมชน และได้กลายมาเป็นการละเล่นที่สร้างเสียงดนตรีด้วยการเป่าเป็นทำนองและเพลงต่างๆ
- การวิ่งขาโถกเถก ชาวบ้านจะนิยมเล่นเป็นประเพณีสนุกสนานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และนิยมใช้ไม้โถกเถกไปเกี้ยวสาว อีกทั้งยังเป็นสัญญานที่ทำให้หญิงสาวรู้ว่าฝ่ายชายมาหาที่บ้าน
ทุนกายภาพ
- ภูเขา ภูเขาซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพื้นที่บ้านวังกำแพง เป็นแนวภูเขาที่ทอดยาวต่อเนื่องมาจากเทือกเขาภูแลนคา ทำหน้าที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีพของชาวบ้านในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการตั้งถิ่นฐานจนถึงปัจจุบัน
แหล่งน้ำธรรมชาติ
เป็นแม่น้ำขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อชุมชน โดยไหลผ่านพื้นที่หมู่บ้านและทำหน้าที่เป็นแหล่งทรัพยากรน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและเป็นแหล่งอาหารของชุมชน อีกทั้งยังเอื้อต่อการประกอบกิจกรรมด้านเกษตรกรรมของประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม
พิมพ์ปฏิมา นเรศศิริกุล. (2559). ธำรงชาติพันธุ์และการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ญัฮกุรบ้านวังกำแพง จังหวัดชัยภูมิ. ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา. https://buuir.buu.ac.th/
กรมการปกครอง สำนักบริหารการทะเบียน. (ม.ป.ป.). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน). สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/
องค์การบริหารส่วนตำบลชีบน. (ม.ป.ป.). แผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี (พ.ศ. 2561-2565). สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568, จาก https://www.cheebon.go.th/index.php