ชุมชนบ้านโนนเดื่อมีจุดเด่นด้านการสืบสานวัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิม และประเพณีฮีตสิบสองที่ยังคงได้รับการปฏิบัติและถ่ายทอดต่อเนื่องภายในชุมชน อีกทั้งยังเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางศาสนา ซึ่งสมาชิกในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
ตั้งชื่อชุมชนตามลักษณะกายภาพของพื้นที่ ซึ่งเป็นเนินดินที่มีลักษณะนูนขึ้นมา อีกทั้งในพื้นที่ยังมีต้นมะเดื่อขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า "หมู่บ้านโนนเดื่อ" และใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกของชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน
ชุมชนบ้านโนนเดื่อมีจุดเด่นด้านการสืบสานวัฒนธรรม ความเชื่อดั้งเดิม และประเพณีฮีตสิบสองที่ยังคงได้รับการปฏิบัติและถ่ายทอดต่อเนื่องภายในชุมชน อีกทั้งยังเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางศาสนา ซึ่งสมาชิกในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
ชุมชนบ้านโนนเดื่อ ในปี พ.ศ. 2420 พ่อบุญ ลครทิพย์ ได้ย้ายออกมาจากบ้านค้อ (ปัจจุบันบ้านค้อขึ้นกับเขตตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม) พ่อบุญได้เข้ามาบุกเบิกจับจองที่ดิน ถากรกถากรากเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์โดยบริเวณที่เป็นหมู่บ้านโนนเดื่อในปัจจุบัน เมื่อครั้งอดีตเคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนหน้านี้แล้วได้มีการค้นพบเศษชิ้นส่วนและซากของหม้อไห และภาชนะ ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาจำนวนไม่น้อยฝังกระจัดกระจายอยู่หลายจุดในบริเวณใกล้กับหนองน้ำของหมู่บ้าน ผู้คนทั่วไปจึงเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "บ้านปั้นหม้อ" ซึ่งเป็นชื่อสมมติหมายถึง หมู่บ้านในอดีตซึ่งผู้คนอยู่มาก่อน และน่าจะประกอบอาชีพหรือมีการทำภาชนะเครื่องปั้นดินเผาขึ้นใช้ในครัวเรือน
จากนั้นประมาณปี พ.ศ. 2490 ได้มีการอพยพของชาวบ้านค้อใหญ่กลุ่มหนึ่ง (บ้านค้อใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านโนนเดื่อ) นำโดยพ่อบุญ ลครทิพย์ ซึ่งเป็นผู้อาวุโสในชุมชน ได้พาชาวบ้านไปบุกเบิก เพื่อหาที่ทำกินแหล่งใหม่ด้วยเหตุที่ประชากรในหมู่บ้านค้อใหญ่เพิ่มขึ้น มีการตั้งครัวเรือนหนาแน่นมาก จึงมีข้อจำกัดเรื่องการขยายพื้นที่ สำหรับเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์พื้นที่แห่งใหม่มีหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ สามารถใช้ประโยชน์ทางด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดีพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไปจากบริเวณหนองน้ำ ดังกล่าวไปไม่มากเป็นพื้นที่เนิน (ลักษณะนูนขึ้นมา) มีต้นมะเดื่อ อยู่อย่างหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น พอมีการตั้งบ้านเรือนของหลาย ๆ ครอบครัวจนกลายเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กในขณะนั้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ตามสภาพพื้นที่ทางกายภาพที่เป็นเนินและมีต้นมะเดื่อขึ้นอย่างชุกชุมว่า "บ้านโนนเดื่อ" และเป็นชื่อที่ใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในระยะเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านโนนเดื่อ ช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน พ่อบุญ ลครทิพย์ เป็นตัวแทนผู้ใหญ่บ้านหรือหัวหน้าชุมชนคนแรก เป็นผู้อาวุโสที่ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเครารพ
ในช่วงปี พ.ศ. 2507 ได้มีการเข้ามาของครอบครัวพ่อเคน รับนนท์, พ่อเดือน ธนูศา, พ่อหนา แม่นาค ทองกอง, พ่อเปี่ยม โสภารัตน์ และอีกประมาณสิบกว่าครอบครัว ได้ทยอยย้ายเข้ามาในเวลาใกล้เคียงกันหลังจากได้รับถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ครอบครัวเหล่านี้ได้อพยพมาจากบ้านค้อเหมือนกัน สมาชิกใหม่เป็นชาวอีสานที่เรียกว่า "ไทบ้านค้อ" (หมู่บ้านค้อ) เมื่อมีจำนวนครัวเรือนมากและหนาแน่นขึ้น ประกอบกับทางราชการได้จัดให้มีการเลือกตั้งตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจึงได้เลือกพ่อเคน รับนนท์ ขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของบ้านโนนเดื่อในนั้นเอง จากนั้นมีสมาชิกเป็นชาวจีน ได้ย้ายเข้ามาตั้งรกรากในหมู่บ้านในช่วงที่มีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ชาวจีนเข้ามา ชื่อ เจ๊กใหม่ แซ่ลาว ซึ่งมีความรู้ด้านการใช้สมุนไพรจีน จนถูกยกย่องให้เป็น "หมอพื้นบ้าน" ความสามารถอีกอย่างคือ การทำแปลงเกษตรแบบยกร่อง จนถือได้ว่าเป็นเกษตรต้นแบบของ "การปลูกพืชผักสวนครัวแบบมีการยกร่อง" ของชุมชนบ้านโนนเดื่อ และชาวบ้านได้เรียกติดปากถึงการปลูกพืชผักสวนครัวว่า "สวนผักเจ๊กใหม่" และได้มีลูกชายและได้ทำอย่างต่อเนื่อง ต่อมาลูกชายได้เสียชีวิตลง ความมีลูกชายคนเดียวจึงไม่มีใครสืบทอดภูมิปัญญาประจำครอบครัวอีกเลย
ประมาณปี พ.ศ. 2529 ชาวบ้านได้มีการร่วมแรงร่วมใจบริจาคทานทรัพย์ในการสร้างวัด มีการบุกเบิกหาพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านในการสร้างวัด โดยเลือกบริเวณต้นมะเดื่อที่ปรากฏแสงสว่างทรงกลมพวยพุ่งขึ้นฟ้าในทุกวันพระ โดยได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2529 จนแล้วเสร็จในต้นปี พ.ศ. 2550 โดยมีมติเอกฉันท์ให้ชื่อว่า "วัดโนนเดื่อ"
ในช่วงปี พ.ศ. 2521-2525 มีการเข้ามาเผยแพร่ของศาสนาคริสต์ โดยมูลนิธิศุภนิมิตร ได้มาช่วยเหลือด้านเกษตรกรรม พร้อมทั้งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ไปพร้อม ๆ กันด้วย จนมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปนับถือศาสนาคริสต์ในปัจจุบัน
ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จึงทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นผลกระทบไปอย่างกว้างขวางทั้งหมู่บ้าน ทำให้สมาชิกในชุมชนมีการร่วมมือร่วมใจแบ่งปันทรัพยากรซึ่งกันและกัน
ในปี พ.ศ. 2548 ได้มีคนที่นับถือศาสนามุสลิมเข้ามามีบทบาทในชุมชนเป็นลักษณะของการแต่งงานระหว่างพุทธกับมุสลิมจากภาคใต้ ความเชื่อการนับถือศาสนาแตกต่างกันไม่ได้มีอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกัน
บ้านโนนเดื่อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลแวงน่าง อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม อยู่ในเขตการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลแวงน่าง โดยมีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง ดังนี้
- ทิศเหนือ ติดกับ ชุมชนบ้านค้อ ตำบลตลาด
- ทิศใต้ ติดกับ ชุมชนบ้านแวงน่าง ตำบลแวงน่าง
- ทิศตะวันออก ติดกับ ชุมชนบ้านโนนสำราญ ตำบลแวงน่าง
- ทิศตะวันตก ติดกับ ชุมชนบ้านแก่งเลิงจาน ตำบลแก่งเลิงจาน
ลักษณะภูมิอากาศ
- ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม
- ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน
- ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม-เดือนกุมภาพันธ์
อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน ประมาณ 40 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเดือนมกราคมประมาณ 15 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน โดยเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 1,200 มิลลิเมตร ฝนตกหนักในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปี
ข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมปกครองรายงานข้อมูลเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ระบุว่า มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,215 คน แยกเป็นประชากรชายจำนวน 563 คน และประชากรหญิงจำนวน 652 คน โดยมีจำนวนหลังคาเรือนรวมทั้งสิ้น 606 หลังคาเรือน
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ทำนาและปลูกพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ไม้ผลกินได้ และไม้เศรษฐกิจ เช่น ยูคา นอกจากนี้บางครัวเรือนมีรายได้เสริมจากการรวมกลุ่มอาชีพและการเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน เช่น ไก่ เป็ด โค สุกร และกระบือ อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วชาวบ้านยังมีรายได้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
ปฏิทินประเพณี
ชุมชนบ้านโนนเดื่อเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางศาสนา โดยประชาชนบางส่วนนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ซึ่งแต่ละศาสนามีหลักความเชื่อและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเมื่อถึงการจัดประเพณีและกิจกรรมสำคัญของชุมชน ชาวบ้านยังคงมีบทบาทร่วมกันในการสืบสานประเพณีไทย โดยมีปฏิทินงานบุญประเพณี ดังนี้
- บุญเข้ากรรม
- บุญคูณลาน
- บุญข้าวจี่
- บุญผะเหวด
- บุญสงกรานต์
- บุญบั้งไฟ (ด้วยสภาพพื้นที่ไม่อำนวย ปัจจุบันจึงมีเพียงการทำบุญตักบาตรพระเท่านั้น)
- บุญซำฮะ
- บุญเข้าพรรษา
- บุญข้าวประดับดิน
- บุญข้าวสาก
- บุญออกพรรษา
- บุญกฐิน
ความเชื่อดั้งเดิมและพิธีกรรม
ชุมชนบ้านโนนเดื่อ ได้รับการสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกสร้างชุมชน จึงมีผลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งด้านความเป็นอยู่ การบนบานขอพรเข้าปู่จางวาง และการประกอบอาชีพ จึงก่อเกิดเป็นพิธีกรรมและประเพณีที่มีความสำคัญต่อชุมชน และพิธีกรรมที่มีความสำคัญกับชุมชนบ้านโนนเดื่อ ดังนี้
เจ้าหลวงปู่จางวาง (เจ้าปู่) มีคุณูปการต่อชาวบ้านทุกคน สามารถคุ้มครอง ปกป้องรักษาชุมชน ชาวบ้านมีความเครารพและความศรัทธาที่มีต่อเจ้าปู่จางวาง ชาวบ้านจึงได้สร้างไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อรำลึกและมีพิธีกรรมเพื่อบูชาดวงวิญญาณ พิธีบูชาและสรงน้ำเจ้าปู่จางวาง หลังจากชาวบ้านได้ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับการสรงเจ้าปู่จางวางแล้ววันรุ่งขึ้นได้มีการทำบุญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่มีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงเจ้าปู่และการสรงเจ้าปู่จางวางที่สำคัญ ดังนี้
ผีมเหศักดิ์หลักบ้าน
ชาวบ้านมักเรียกว่า "ผีอาฮัก" เชื่อว่าชุมชนมีผีอารักษ์คุ้มครอง สำหรับเสาหลักของบ้านโนนเดื่อ เชื่อว่าสามารถที่จะปกป้องคุ้มครองชาวบ้านได้ ในการตั้งพิธีเสาบ้าน (ผีบ้าน) โดยการเสาหลักบ้านทำด้วยไม้คูน (ต้นราชพฤกษ์) ขนาด 8 นิ้ว สูงประมาณ 155 เซนติเมตร เพื่อให้ผีเหล่าที่นำมาฝังช่วยปกป้อง ปกปักรักษาคนในชุมชนบ้านโนนเดื่อให้มีความสุข ไม่มีสิ่งอัปรีย์ชั่วร้ายมาเบียดเบียน
ความเชื่อดั้งเดิมผีมเหศักดิ์หลักบ้าน มีความสัมพันธ์ต่อพิธีกรรมของชุมชนคือ ประเพณีเกี่ยวกับวิถีชีวิต เป็นประเพณีเกี่ยวกับการทำบุญฮีตคองในชุมชนบ้านโนนเดื่อเพื่อเป็นการเสริมมงคลให้กับชุมชน ดังนี้
พิธีกรรมเลี้ยงขึ้น
พิธีกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงวันถัดจากวันขึ้นปีใหม่ เดือน 2 (เดือนมกราคม) ภายหลังการประกอบพิธีสรงเจ้าปู่จางวางของทุกปี โดยมักเริ่มดำเนินพิธีประมาณ 2 – 3 วันหลังวันปีใหม่ ระยะแรกของพิธีจะจัดขึ้นที่วัดในช่วงเวลาเย็น ชาวบ้านจะมารวมตัวกันประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยการบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล และสวดพระปริตรติดต่อกันเป็นเวลา 3 คืน ก่อนจะมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ในช่วงเช้าของวันสุดท้าย
จากนั้นพิธีจะย้ายไปประกอบ ณ ศาลากลางหมู่บ้าน บริเวณเสาหลักบ้านซึ่งถือเป็นที่สถิตของผีมเหสักข์ โดยดำเนินพิธีต่อเนื่องอีก 3 คืน และสิ้นสุดด้วยการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ในวันพุธ ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีกรรมตามประเพณีของชุมชน
พิธีกรรมเลี้ยงลง
พิธีเลี้ยงลงจัดขึ้นในช่วงวันลงเดือนหก ซึ่งโดยทั่วไปตรงกับประมาณวันที่ 20 เมษายนของทุก ๆ ปี ถือเป็นช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูกาลทำไร่ทำนาของชุมชน พิธีกรรมที่ประกอบมีลักษณะคล้ายคลึงกับพิธีเลี้ยงขึ้น โดยชาวบ้านจะร่วมกันประกอบพิธีตามความเชื่อดั้งเดิมของชุมชน
ทั้งนี้ ชุมชนมีความเชื่อว่าการประกอบพิธีดังกล่าวเป็นการบูชาผีบ้านผีเรือน เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร อันจะส่งผลให้การทำนาได้ผลผลิตที่ดี นอกจากนี้ยังเชื่อว่าผู้ที่เข้าร่วมพิธีเลี้ยงขึ้นและเลี้ยงลงจะได้รับความเป็นสิริมงคล มีสุขภาพแข็งแรง ความเป็นอยู่ไม่ขัดสน และครอบครัวมีความสงบสุข ลูกหลานเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ในครอบครัว
ผีตาแฮก
บ้านโนนเดื่อ โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีความเชื่อเรื่อง "ผีตาแฮก" ซึ่งถือเป็นผีประจำท้องนา ทำหน้าที่คุ้มครองข้าวกล้าให้เจริญงอกงามและอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านจึงมีการ เลี้ยงผีตาแฮกเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ ก่อนการปักดำกล้าในช่วงเดือนหก เพื่อขออนุญาตเริ่มทำนาและขอให้ฝนฟ้าดี ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ และหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงเดือนอ้ายหรือเดือนสอง เพื่อขอบคุณที่ช่วยดลบันดาลให้ได้ผลผลิตดี
การทำพิธีจะจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เช่น เหล้า น้ำ ปลาปิ้ง ข้าวเหนียว ดอกไม้ ธูปเทียน หมากและพลู นำไปเซ่นไหว้บริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่สถิตของผีตาแฮก ซึ่งมักอยู่บนที่สูงบริเวณหัวไร่ปลายนา บางแห่งสร้างกระท่อมเล็ก ๆ หรือปักเสาเป็นสัญลักษณ์ เมื่อจุดธูปเทียนและกล่าวเชิญผีตาแฮกมารับเครื่องเซ่นแล้ว เจ้าของนาจะกล่าวคำขอพรหรือคำขอบคุณตามช่วงเวลาของพิธี เมื่อธูปหมดจึงกล่าวลาและนำอาหารไปรับประทานร่วมกัน ถือเป็นความเชื่อสำคัญที่สะท้อนความผูกพันของชาวบ้านกับการทำนาและธรรมชาติ
ลำผีฟ้า
ความเชื่อเรื่องผีฟ้ามีต้นกำเนิดจากยายพุฒ ซึ่งเป็นร่างทรงผีฟ้า ต่อมามีการคัดเลือกผู้สืบทอดพิธีกรรม และผู้ที่ได้รับเลือกคือ แม่สุคนธ์ วงศ์ดวงลา ทำหน้าที่เป็นหมอลำผีฟ้าในการรักษาผู้ป่วย พิธีรักษาจะเริ่มจากการเชิญหมอลำผีฟ้ามาดูอาการผู้ป่วย หากพบว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติเกี่ยวข้อง จึงจะทำพิธีรักษา โดยมีการจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธี เช่น ขมิ้น ดอกไม้ เครื่องบูชา เหล้า ผ้าแพรวา และมีการบรรเลงแคนประกอบการฟ้อนรำของหมอลำผีฟ้า เพื่ออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้ป่วยหายจากโรค พร้อมทั้งผูกด้ายที่ข้อมือผู้ป่วยเพื่อเป็นสิริมงคล
อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมการรักษาด้วยผีฟ้าได้ยุติลงประมาณปี พ.ศ. 2524 เนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดพิธีกรรม และชาวบ้านหันไปรักษาโรคด้วยระบบการแพทย์สมัยใหม่มากขึ้น ทำให้พิธีกรรมดังกล่าวค่อย ๆ เลือนหายไปจากชุมชน แม้กระนั้น ความเชื่อเกี่ยวกับผีฟ้าและผีบรรพชนยังสะท้อนถึงโลกทัศน์ของชาวบ้านที่เชื่อมโยงชีวิต ความเจ็บป่วย และชะตากรรมของมนุษย์เข้ากับอำนาจเหนือธรรมชาติ
ผีบรรพบุรุษ
ชาวบ้านมีความเชื่อว่า วิญญาณของบรรพบุรุษ เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังคงคอยปกปักรักษาลูกหลานในครอบครัวอยู่เสมอ หลายครอบครัวจึงจัดทำ หิ้งบูชาบรรพบุรุษ ภายในบ้าน โดยนำรูปภาพหรือโกศบรรจุกระดูกมาตั้งไว้ และมีการจุดธูปเทียนบูชาในวันพระหรือวันสำคัญของครอบครัว พร้อมทั้งจัดข้าวเหนียว อาหารคาวหวาน และน้ำดื่มเซ่นไหว้ ราวกับว่าบรรพบุรุษยังคงมีชีวิตอยู่
บางครอบครัวไม่นำกระดูกบรรพบุรุษมาไว้ที่บ้าน แต่จะนำไปบรรจุไว้บริเวณกำแพงวัด และทำพิธีสรงน้ำกระดูกในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือในโอกาสที่ระลึกถึงผู้ล่วงลับ ความเชื่อนี้สะท้อนวัฒนธรรมการนับถือ ผีบ้านผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ผีพ่อเฒ่าเจ้าเรือน ผีพ่อเฒ่าใหญ่ หรือผีเหย้าผีเรือน โดยเชื่อว่าหากไม่ทำพิธีเซ่นไหว้ ผีอาจมารบกวนทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยหรือเกิดความไม่สงบในครอบครัว แต่หากทำพิธีอย่างสม่ำเสมอจะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และความเป็นสิริมงคลแก่สมาชิกในครอบครัว
ผู้นำพิธีของชุมชน
การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติ เรียกว่า "กะจ้ำ" เป็นบุคคลที่รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของชุมชนในการทำพิธีกรรมการเลี้ยงเจ้าปู่จางวาง โดยการคัดเลือกต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี คิดดี พูดดี อยู่ในศีลธรรม ได้แก่
- นายกลม รัชเสนา เป็นผู้มีความสามารถในการโน้มนาวให้มีผู้คนรัก ความสามัคคี ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียว เป็นผู้เปิดใจกว้างและรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ
- นายพัฒน์ ศรีสุมัง เป็นผู้มีความซื่อตรง ผู้คนมีความเกรงใจและเชื่อฟัง มีความระมัดระวังไม่ให้มีการกระทำใด ๆ ของตนไปทำให้เจ้าปู่จางวางระคายเคือง
- นายนี ลครทิพย์ เป็นหมอแต่งแก้เสียเคราะห์และหมอเป่า ตลอดจนหมอยาสมุนไพร (ยาฝน)
- นายเคน โสโพ เป็นผู้มีความชำนาญด้านหัตถกรรม การจักสานเครื่องใช้สอยด้วยไม้ไผ่ เป็นเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ไผ่จากฝีมือความคิด ภูมิปัญญาของตนเอง มีลักษณะรูปทรงตามถิ่นฐานและท้องถิ่นของตนเอง ให้เป็นภาชนะนำไปร่วมพิธีกรรมการสรงเจ้าปู่จางวางทุกปี
- นายเพศ สุภาษี เป็นผู้มีความชำนาญด้านการก่อสร้างอาคารทุกประเภท มีความสามารถสร้างบ้านที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจากไม้อย่างเดียว บ้านปูนทั้งบ้านไม้และปูนได้ รวมถึงการสร้างหอเจ้าปู่จางวางอีกด้วย
- นายทองใบ แซ่ลาว เป็นผู้ชำนาญด้านการเกษตรทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์
- นายอุทัย ลครทิพย์ เป็นบุคคลที่นำภูมิปัญญาด้านสมุนไพร และด้านการแพทย์พื้นบ้าน และมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการสรงปู่จางวางด้วย
โดยการสิ้นสุดการทำหน้าที่ของกะจ้ำ มีอยู่ 2 กรณี ได้แก่
- เสียชีวิต
- ลาออก
ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา
- "วัดโนนเดื่อ" หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "วัดอุทุมพรวนาราม" เป็นศาสนสถานเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านโนนเดื่อ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการประกอบศาสนพิธี กิจกรรมทางศาสนา รวมถึงการจัดประเพณีและพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ของคนในชุมชน
- งานบุญประเพณีสรงน้ำเจ้าปู่พึ่ม (หลวงจางวาง) จะจัดขึ้นในเดือน เมษายน ช่วงหลังสงกรานต์ของทุกปี (ทุกวันที่ 18 เมษายน ของทุกปี) ซึ่งได้เป็นศาลเจ้าให้คนเดินทางมากราบไหว้สักการะได้ตลอดทุกวันนอกจากวันงานสรงน้ำเจ้าปู่พึ่ม โดยในวันงานประเพณีสรงน้ำจะมีประชาชนในพื้นที่ตำบลแวงน่าง และพื้นที่ใกล้เคียงที่ให้ความเคารพนับถือเดินทางมาร่วมสักการะเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีประชากรจากนอกต่างพื้นที่หลายอำเภอหลายจังหวัดที่ให้ความเคารพนับถือเดินทางมาร่วมงาน โดยมีประวัติตำนานเล่าว่า เจ้าปู่พึ่มเป็นทหารเอกของเจ้าเมืองที่เดินทางมาตั้งจังหวัดมหาสารคามมีชื่อว่าหลวงจางวาง ท่านได้มาเสียชีวิตตรงจุดที่ตั้งศาลปัจจุบัน คือบริเวณริมลำห้วยคะคางติดถนนสายหลักคือ ถนนแจ้งสนิท ห่างจากตัวเมืองมหาสารคาม ประมาณ 5 กิโลเมตร ช่วงเริ่มงานจะมีพิธีรำถวยก่อน (รำถวาย) จากนั้นก็จะเป็นการแห่ต้นดอกเงินและดอกไม้ธูปเทียนวนรอบศาล แล้วก็นำต้นดอกเงินไปทอดถวายเพื่อนำเงินไปร่วมสมทบทุนเข้ามูลนิธิเจ้าปู่พึ่ม เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงบริเวณพื้นที่ศาลเจ้าและบริเวณโดยรอบ และจะมีมหรสพสมโภชหลายอย่าง มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ของหลายชุมชน และมีการจัดเลี้ยงโรงทานหลายเจ้าภาพ
กรมการปกครอง สำนักบริหารการทะเบียน. (ม.ป.ป.). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร(รายเดือน). สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2569, จาก http://stat.bora.dopa.go.th/stat/
สังฆรักษ์พชร ซ้ายยศ (ถิรธมฺโม). (2562). การเปลี่ยนแปลงและการธำรงอยู่ของพิธีกรรมและประเพณีของ ชุมชนบ้านโนนเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2569, จาก http://202.28.34.124/dspace/bitstream/
องค์การบริหารส่วนตำบลแวงน่าง. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพื้นฐาน. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2569, จาก http://www.wangnangmk.go.th/