Advance search

บ้านเมืองหลวง เป็นหมู่บ้านที่มีความโดดเด่นในการทอผ้าไหมเก็บลายลูกแก้ว และการย้อมมะเกลือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงเอกลักษณ์ในการ "แซวผ้า" หรือการปักลวดลายสีสันสดใส และพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน

หมู่ที่ 1, 2, 3
เมืองหลวง
เมืองหลวง
ห้วยทับทัน
ศรีสะเกษ
อบต.เมืองหลวง โทร. 0 4582 6335
เขมิสุดา สุดารัตน์, นวพร ศรีมันตระ
11 ก.พ. 2026
นวพร ศรีมันตระ
16 ก.พ. 2026
บ้านเมืองหลวง

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ บ้านเมืองหลวงมีประวัติย้อนไปถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้มีการแยกตั้งเมืองใหม่จากเมืองเดิม เนื่องจากสนมของเจ้าเมืองมีการขัดแย้งกันเกิดขึ้น โดยเมืองเดิมเรียกว่า "เมืองหลวง" และเมืองใหม่เรียกว่า "เมืองน้อย" ซึ่งเป็นการเปรียบถึงสถานะภรรยาหลวงและภรรยารองในสมัยนั้น จึงเชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อ "บ้านเมืองหลวง" ที่ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


บ้านเมืองหลวง เป็นหมู่บ้านที่มีความโดดเด่นในการทอผ้าไหมเก็บลายลูกแก้ว และการย้อมมะเกลือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงเอกลักษณ์ในการ "แซวผ้า" หรือการปักลวดลายสีสันสดใส และพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน

เมืองหลวง
หมู่ที่ 1, 2, 3
เมืองหลวง
ห้วยทับทัน
ศรีสะเกษ
33120
15.02819599041172
104.0744609988534
องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองหลวง

ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าว่า บ้านเมืองหลวงมีประวัติความเป็นมายาวนานนับตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงเวลาดังกล่าว พื้นที่แห่งนี้เคยมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพในการปราบปรามหัวเมืองในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้นำทัพ และนำชัยชนะกลับมาได้สำเร็จ

ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการจัดตั้งเมืองขึ้นในบริเวณนี้ โดยปรากฏเรื่องเล่าว่า เจ้าเมืองในขณะนั้นมีสนมหลายคน ซึ่งเกิดความขัดแย้งและไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น จึงมีการแยกไปสร้างเมืองแห่งใหม่ทางทิศใต้ของเมืองเดิม ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เมืองทั้งสองแห่งถูกเรียกแตกต่างกันว่า "เมืองหลวง" และ "เมืองน้อย" อันมีที่มาจากการเปรียบถึงสถานะของภรรยาหลวงและภรรยารองในสมัยนั้น จากเรื่องเล่า จึงเชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน "บ้านเมืองหลวง" ซึ่งใช้เรียกขานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

บ้านเมืองหลวง (หมู่ที่ 1, หมู่ที่ 2, หมู่ที่ 3) ตั้งอยู่ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง พื้นที่โดยทั่วไปมีสภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย บางส่วนเป็นดินร่วนและดินเหนียว ซึ่งเอื้อต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน
  • ทิศใต้ ติดต่อกับ องค์การบริหารส่วนตำบลกล้วยกว้าง อำเภอห้วยทับทัน
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับ เทศบาลตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ

ลักษณะภูมิอากาศ บ้านเมืองหลวงมีลักษณะอากาศที่ร้อนชื้นซึ่งประกอบด้วย 3 ฤดู ดังนี้

  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนกลางพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลอันดามันและอ่าวไทยเข้ามาปกคลุม ทำให้เริ่มมีฝนตกชุกตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นไปจนถึงเดือนกรกฎาคมฝนจะลดน้อยลง บางวันอาจไม่มีฝนตกเลย
  • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูนี้จังหวัดศรีสะเกษได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะอากาศแห้งและเย็น โดยมีอากาศหนาวเย็นที่สุดในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยได้ 17.3 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อน กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม มีอากาศร้อนโดยทั่วไป ในบางวันมีอากาศร้อนจัดสามารถวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม พื้นที่แห่งนี้จึงเอื้อต่อการผลิตผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของต้นมะเกลือที่ขึ้นตามธรรมชาติในหมู่บ้าน อีกทั้งดินโคลนจากแหล่งน้ำธรรมชาติยังมีคุณสมบัติช่วยให้สีย้อมติดผ้าได้ดี ส่งผลให้ผ้าไหมที่ผลิตได้มีสีดำสนิท อันเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมในบ้านเมืองหลวง

แหล่งน้ำที่สำคัญ โดยบ้านเมืองหลวงมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญไหลผ่าน ได้แก่

  • หนองน้ำลิ้นจี่
  • หนองสระซาวายซอ
  • หนองสระหว้า
  • หนองตาทอง
  • หนองเก่าเมืองหลวง

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ภายในหมู่บ้านเมืองหลวงมีต้นมะขามขนาดใหญ่ ซึ่งมีลำต้นกว้างประมาณ 4 คนโอบ โดยสันนิษฐานว่าต้นมะขามต้นดังกล่าวมีอายุยาวนานตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งหมู่บ้าน คนในชุมชนมีความเชื่อร่วมกันว่าไม่ควรตัดต้นไม้ใหญ่ เว้นแต่ต้นไม้นั้นจะล้มตายลงเองตามธรรมชาติ จึงจะสามารถดำเนินการตัดได้ ความเชื่อนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างเคารพและระมัดระวัง โดยภายในหมู่บ้านยังคงมีต้นไม้ใหญ่ลักษณะเดียวกันกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจุด ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมของชุมชน (ThaiPBS, 28 มกราคม 2561)

จากข้อมูลประชากร กรมการปกครอง ข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2568 รายงานว่า บ้านเมืองหลวง (หมู่ที่ 1, หมู่ 2 และหมู่ที่ 3) มีประชากรรวมกันทั้งสิ้น 1,669 คน โดยแยกเป็นเพศชายจำนวน 807 คน และเพศหญิงจำนวน 862 คน และมีจำนวนบ้านเรือนทั้งสิ้น 426 หลังคาเรือน โดยสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

หมู่ที่ หมู่บ้าน ประชากรชาย (คน) ประชากรหญิง (คน) รวม (คน) จำนวนครัวเรือน (ครัวเรือน)
1 บ้านเมืองหลวง 147 145 292 71
2 บ้านเมืองหลวง 347 347 694 177
3 บ้านเมืองหลวง 313 370 179 178

 

กลุ่มชาติพันธุ์เขมรในบ้านเมืองหลวง

บ้านเมืองหลวง มีการสืบสานภูมิปัญญาการปักผ้าลายลูกแก้ว ที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของบ้านเมืองหลวง กล่าวคือ ผ้าลายลูกแก้ว ในภาษาเขมร เรียกว่า "ซัมป๊วดแก๊บ" หรือ "อาวแก๊บ" โดยการทอผ้า (ตำบาน) ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรในบ้านเมืองหลวง มีกระบวนการทอผ้าไหมลายลูกแก้ว โดยเป็นการทอโดยใช้ฟืมที่มีขนาด 22 หลบ และมีความกว้างของหน้าผ้าประมาณ 70 เซนติเมตร เป็นฟืมที่มีจำนวน 5 เขา (ตะกอ) เขาหนา จะอยู่ตำแหน่งเขาที่หลังเขาขิด ในการทอผ้าของหมู่บ้านเมืองหลวงยังมีการใช้กี่ตั้งที่สามารถพับเก็บเส้นเครือได้ การโยงเขาตะกอโดยใช้ยางยืดเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการยกตะกอ โดยในวิธีการทอ พบว่า ขณะทอลายลายลูกแก้วที่เกิดจากเส้นพุ่งจะอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างจะปรากฏเป็นลายเครือเป็นลวดลายที่เกิดจากเส้นยืน และจะทอเป็น เกล็ดคู่ โดยการเหยียบเขาหนาร่วมกับเขาขิดหนึ่งเขา สลับกับการเหยียบเขาขิด ทั้งหมด ในการเหยียบเขาฟืมจนได้ลวดลายครบสมบูรณ์จะต้องเหยียบพร้อมทอ เส้นพุ่งจํานวน 56 ครั้ง (บุญโรช ศรีละพันธ์, 2559)  

ปัจจุบันนิยมนำมาตัดเย็บเป็นผ้าพื้นเมืองของกลุมชาติพันธุ์ส่วยเขมร โดยมีการเย็บและการปักผ้า ตกแต่งเป็นลวดลายต่าง ๆ ให้เกิดความสวยงาม เรียกว่า "การแซวผ้า" จึงเกิดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

บ้านเมืองหลวง มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 3 หมู่บ้าน คือ บ้านเมืองหลวง หมู่ 1 บ้านเมืองหลวง หมู่ 2 และบ้านเมืองหลวง หมู่ 3 

สถานศึกษา บ้านเมืองหลวงมีโรงเรียนจำนวน 1 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 1 แห่ง รวมถึงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์กรมศาสนาจำนวน 1 แห่ง ดังนี้

  • โรงเรียนบ้านเมืองหลวง
  • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเมืองหลวง
  • ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์กรมศาสนาบ้านเมืองหลวง (วัดบ้านโทะ)

สาธารณสุข โดยบ้านเมืองหลวงมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 1 แห่ง ได้แก่

  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมืองหลวง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 บ้านเมืองหลวง ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ

ระบบบริการพื้นฐาน การไฟฟ้า

บ้านเมืองหลวงมีระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงต่ำเข้าถึงครบทุกหมู่บ้านและจำนวนครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้ครบทุกครัวเรือน และการประปา โดยส่วนใหญ่ใช้ประปาบาดาลและบ่อน้ำตื้นของหมู่บ้าน

วิสาหกิจชุมชน

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านเมืองหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมควบคู่กับการทอผ้าเพื่อผลิต "ผ้าไหมเก็บ" อันเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของท้องถิ่น เนื่องด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร ชุมชนจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะในการแปรรูปผ้าที่เรียกว่า "การแซวผ้า" หรือ "การแส่วผ้า" ซึ่งหมายถึงการปักลวดลายลงบนผืนผ้า สำหรับบ้านเมืองหลวงนิยมนำผ้าไหมเก็บย้อมมะเกลือสีดำมาแปรรูปเป็นเครื่องแต่งกายที่เรียกว่า "เสื้อแซว" หรือ "เสื้อแส่ว" โดยใช้ด้ายสีสันสดใสปักตกแต่งบนพื้นผ้าสีดำ ซึ่งในกระบวนการปักแซวผ้านั้น สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านเมืองหลวง จะเลือกลวดลายให้เหมาะสมกับตำแหน่งต่าง ๆ ของเสื้อผ้าตามความคิดสร้างสรรค์ และความชำนาญของผู้ปัก เช่น ลายดอกทานตะวันปักบริเวณชายเสื้อ ลายขัดตาแหลวปักที่คอเสื้อ และปลายแขนเสื้อ เป็นต้น เมื่อแล้วเสร็จจะนำออกจำหน่ายที่หน้าร้านในรูปแบบสินค้าสำเร็จรูป (ลัทธกาญจน์ กุยแก้ว และ พนิดา พานิชกุล, 2563)

การประกอบอาชีพของประชากรในหมู่บ้านเมืองหลวง มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติ เช่น การหาปลา จับปลาไหลในช่วงฤดูฝน การหาโสกหอย หรือภาษาถิ่นเรียกว่า "ขะยองแถะ" โดยสามารถหาหอยได้ในบริเวณที่ลุ่มที่มีน้ำไหลผ่าน สามารถนำมาประกอบอาหารพื้นถิ่นได้ เช่น ผัดหอย ภาษาถิ่นเรียกว่า "ผัดขะยอง" (ข้อมูลจาก : ThaiPBS, 28 มกราคม 2561) 

ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมบ้านเมืองหลวง

การทอผ้าไหม ถือเป็นภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่มีความสำคัญของบ้านเมืองหลวง โดยเฉพาะการทอผ้าไหมเก็บ หรือผ้าไหมลายลูกแก้ว ซึ่งเป็นผ้าที่ต้องอาศัยความชำนาญในการเหยียบตะกอ และควบคุมลวดลาย โดยผ้าไหมลายลูกแก้วของบ้านเมืองหลวง มีลักษณะลวดลายเป็นรูปเรขาคณิตคล้ายลูกแก้วซ้อนกัน ซึ่งเกิดจากการจัดการเส้นยืน และเส้นพุ่งอย่างเป็นระบบ โดยความรู้ในการทอผ้าประเภทนี้ถูกถ่ายทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่สู่ลูกหลาน นอกจากนี้ ยังมีการย้อมผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติจากผลมะเกลือ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตและทรัพยากรในพื้นที่ โดยการเก็บผลมะเกลือ การเตรียมน้ำย้อม และการย้อมผ้า ชาวบ้านมักจะทำในช่วงเวลาว่างจากงาน โดยผ้าไหมย้อมมะเกลือจะมีสีเข้ม ทนทาน เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้ในงานบุญ และพิธีกรรมตามความเชื่อของชุมชน

ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านเมืองหลวงมีภูมิปัญญาในการทอผ้าไหมเก็บและผ้าไหมย้อมมะเกลือ ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้านผู้ที่มีความชำนาญในการทอผ้าไหม ดังนี้

  • นางฉลวย ชูศรีสัตยา (หมู่ที่ 3 บ้านเมืองหลวง ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ) : ปราชญ์ชาวบ้านด้านภูมิปัญญาผ้าไหมย้อมมะเกลือ ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านเมืองหลวง เป็นผู้ให้ข้อมูลและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ กระบวนการย้อมมะเกลือสลับกับการผื่นแดดและหมักโคลน เพื่อให้ผ้ามีสีดำสนิทและมีความทนทาน
  • นางมะณีย์ อินทร์แก้ว (หมู่ที่ 3 บ้านเมืองหลวง ตำบลเมิองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ) : ปราชญ์ชาวบ้านที่มีบทบาทสำคัญในการแซวผ้าไหม และการผลิตผ้าไหมเก็บบ้านย้อมมะเกลือทอมือ ท่านได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้แก่หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ

ทุนทางวัฒนธรรม

วัดประจำหมู่บ้าน เดิมมีชื่อว่า "วัดอัมพวัน" ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของบ้านเมืองหลวง โดยภายในวัดมีศาลาการเปรียญที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง และมีกุฏิอยู่ภายในอาคารเดียวกัน มีอายุกว่า 80 ปี และยังคงสามารถใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ภายในวัดยังมี "เจดีย์ไม้" หรือ "สถูปไม้" แบบโบราณ สำหรับบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ โดยมีลักษณะเฉพาะคือ ส่วนหนึ่งของสถูปไม้จะฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่พบเห็นทั่วไป และในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่ และวันสงกรานต์ ลูกหลานจะกลับมาร่วมกันประกอบพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่เจดีย์ไม้แห่งนี้ (ThaiPBS, 28 มกราคม 2561)

ทุนทางภูมิปัญญาท้องถิ่น

ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง มีที่มาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมควบคู่กับการทอผ้า โดยนำเส้นไหมที่ได้มาลอกกาวแล้วทอเป็นผืนผ้า เกิดเป็นลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายแกะสลักบนหอระฆังภายในหมู่บ้าน ซึ่งมีลักษณะเป็นช่อคล้ายลายลูกแก้วในปัจจุบัน ในสมัยนั้นเรียกผ้าไหมประเภทนี้ว่า "ผ้าเหยียบ" "ผ้าเก็บ" หรือ "ผ้าลายลูกแก้ว" โดยมีสีธรรมชาติเป็นสีขาวอมเหลือง 

ต่อมา ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ทอผ้าเกิดความกังวลว่าผ้าสีอ่อนจะเปื้อนหรือสกปรกได้ง่าย เนื่องจากการประกอบอาชีพ หรือการทำกิจวัตรประจำวัน จึงได้คิดค้นวิธีทำให้ผ้ามีสีเข้ม และคงทนมากขึ้น โดยนำวัสดุธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ชนิดต่าง ๆ มาทดลองย้อมสี เนื่องจากในพื้นที่บ้านเมืองหลวงมีต้นมะเกลือขึ้นอยู่ตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก จึงได้ทดลองนำเอาผลมะเกลือมาใช้ย้อมผ้า โดยย้อมสลับกับการตากแดด และการหมักโคลน ทำซ้ำหลายครั้ง จนได้ผ้าไหมสีดำสนิท ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการย้อมนี้ นอกจากจะทำให้ผ้ามีสีดำที่สวยงามแล้ว ยังทำให้เนื้อผ้ามีความหนา เหนียว และทนทานมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงนำผ้าไปอบโดยใส่สมุนไพร เพื่อให้มีกลิ่นหอมติดทนนาน ผ้าไหมชนิดนี้จึงถูกเรียกตามแหล่งกำเนิดว่า "ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง"

ปัจจุบัน ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวงนิยมนำมาตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วยเขมร โดยมีการเย็บและปักตกแต่งลวดลายสีสันต่าง ๆ เพิ่มความสวยงาม กระบวนการปักดังกล่าวเรียกว่า "การแซวผ้า" ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

ทุนทางเศรษฐกิจ

บ้านเมืองหลวงได้มีการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมสู่ทุนทางเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาเสื้อแซวและการปักลวดลายประจำถิ่นบนเครื่องแต่งกาย รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยออกแบบเสื้อแซวตามความต้องการของลูกค้า เหล่านี้ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และเปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาชุมชนสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย

โดยภาพรวม ทุนชุมชนของบ้านเมืองหลวงจึงประกอบด้วยทุนทางวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาการทอผ้าไหมและการย้อมมะเกลือ ทุนทางธรรมชาติจากทรัพยากรในพื้นที่ ทุนทางสังคมจากความร่วมมือของคนในชุมชน และทุนทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และวิสาหกิจชุมชน ทุนเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกันและเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิต การสร้างรายได้ และการรักษาอัตลักษณ์ของบ้านเมืองหลวงให้คงอยู่

ภาษาที่ใช้สื่อสารภายในชุมชนเป็น ภาษาเขมรถิ่นไทย โดยมีลักษณะการออกเสียงสำเนียงเขมรที่ค่อนข้างชัดและหนักแน่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2557). ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://share.google/

กระทรวงวัฒนธรรม. (2555). นางมะณีย์ อินทร์แก้ว (การแซวผ้าไหมเก็บย้อมมะเกลือทอมือ). สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก http://m-culture.in.th/album/155607/

บุญโรช ศรีละพันธ์. (2559). ภูมิปัญญาผ้าไหมลายลูกแก้วของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 12(1), 294-295.

ปักหมุดข่าวศรีสะเกษ. (19 กรกฎาคม 2565). ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง สินค้า GI ของดีศรีสะเกษอีสานสู่สากล. YouTube. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.youtube.com/watch

พัฒนากรพาไป บ้านริมห้วย. (15 พฤษภาคม 2562). ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง อัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาของชุมชน. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://cddwriter.blogspot.com/

ลัทธกาญจน์ กุยแก้ว และ พนิดา พานิชกุล. (2563). ระบบออกแบบเสื้อแซวสำหรับวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านเมืองหลวง ตำบลเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ. RMUTT Global Business and Economics Review, 15(1), 27-28.

ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวงศรีสะเกษ. (ม.ป.ป.).[รูปภาพ]. Facebook. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.facebook.com/baanmuanglaung

ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ. (ม.ป.ป.). ภูมิปัญญา ผ้าไหมย้อมมะเกลือ. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://qsds.go.th/newocss/wp-content/

องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองหลวง. (2563). แผนพัฒนาท้องถิ่น 4 ปี. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.muangluang.go.th/

Innolife เปิดความคิดสะกิดไอเดีย. (28 สิงหาคม 2563). ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง ภูมิปัญญาท้องถิ่น...ที่ไม่เคยจางหายจากชาวศรีสะเกษ : 27 ส.ค. 63. YouTube. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.youtube.com/watch

SLC_ Siam Lanchang. (6 กันยายน 2565). ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง GI ศรีสะเกษ. YouTube. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.youtube.com/watch

Thai PBS. (28 มกราคม 2561). อยู่ดีมีแฮง : เล่าขาน บ้านเมืองหลวง. YouTube. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.youtube.com/watch

อบต.เมืองหลวง โทร. 0 4582 6335