Advance search

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ระบบเครือญาติในชุมชนเข้มแข็งที่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและความสามัคคี กลุ่มอาชีพในชุมชน เช่น ทอพรม และทำไม้กวาดดอกหญ้า

หมู่ 8
บ้านตะโกบน
สวนผึ้ง
สวนผึ้ง
ราชบุรี
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง 0-3271-1065
นิติพัฒน์ แก้วประสิทธิ์
1 ก.ค. 2025
ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล
30 ก.ค. 2025
ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล
19 ก.พ. 2026
บ้านสิบหลัง

นางราวิ แตงทองเป็นผู้ตั้งชื่อเรียกบ้านสิบหลังเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและบันทึกข้อมูลคนที่ย้ายเข้ามาในบริเวณพื้นที่ เพราะต้องรายงานทางภาคราชการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารที่ดูแลรักษาพื้นที่อยู่แนวชายแดน


ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ระบบเครือญาติในชุมชนเข้มแข็งที่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและความสามัคคี กลุ่มอาชีพในชุมชน เช่น ทอพรม และทำไม้กวาดดอกหญ้า

บ้านตะโกบน
หมู่ 8
สวนผึ้ง
สวนผึ้ง
ราชบุรี
70180
13.668750
99.178528
องค์การบริหารส่วนตำบลสวนผึ้ง

หมู่บ้านสิบหลัง ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2540–2542 ชื่อหมู่บ้านมาจากการเริ่มต้นสร้างบ้านในกลุ่มแรกจำนวน 10 หลัง โดยนางราวิ แตงทอง เป็นผู้ตั้งชื่อหมู่บ้าน ซึ่งพื้นที่นี้เดิมแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนหน้าเหมือง โซนห้องแถวใหม่ และโซนหมู่บ้านสิบหลัง

ส่วนประวัติและพัฒนาการของบ้านสิบหลัง คือ ในปี พ.ศ. 2540 เป็นช่วงที่ชาวกะเหรี่ยงอพยพหนีภัยมาจากฝั่งเมียนมาจำนวนมาก (ยุคกะเหรี่ยงแตก) ทางการไทยจึงให้ผู้ที่อพยพมาตัดสินใจว่าจะสมัครใจไปที่ศูนย์อพยพ (บ้านถ้ำหิน) และจะปลูกบ้านอาศัยอยู่ที่บริเวณพื้นที่หมู่บ้านสิบหลังในปัจจุบัน ณ ตอนนั้นมีผู้ตัดสินใจมามาบุกเบิก อยู่บ้านสิบหลังกลุ่มแรก คือ 1. ดากี้ 2. พอจี 3. ลุงชา วงษ์ทอง 4. นางหยี่ 5. มะติโป ใจซื่อ 6. นายขาว (บาทหลวง)  7. ชัยยุ 8. ซันเด ใจสั้น (บ้านของผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน) 9. บลู สีนุ 10. ติงลี่ จานุ 

ลักษณะบ้านในยุคแรกมีขนาด 4 × 4 เมตร หลังคาทำจากใบกระพ้อ (ใบกระพ้อหาได้จากป่าฝั่งเมียนมา) ตัวบ้านยกสูง ใต้ถุนโล่ง เสาและฝาบ้านทำจากไม้ไผ่ทั้งหมด ส่วนห้องสุขาในสมัยนั้นยังไม่มี หากต้องการขับถ่ายจะต้องเข้าในป่า อีกทั้งได้มีการสร้างโบสถ์คริสต์ขึ้นในหมู่บ้าน เนื่องจากคนในหมู่บ้านส่วนมากจะนับถือศาสนาคริสต์ โบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ ตั้งอยู่ด้านล่างของหมู่บ้าน หลวงพ่อคนแรกก็มาจากเมียนมา (นายขาว)

          ใน พ.ศ. 2543-2544 จำนวนบ้านและประชากรได้เพิ่มขึ้น เพราะการขยับขยายครอบครัว และการปกครองอยู่ในรูปแบบปกครองกันเอง โดยมีผู้นำคนแรกของชุมชนคือ นายพอจี จะนุ

          พ.ศ. 2546 - 2547 ตั้งสำนักสงฆ์ เชิญพระมาจากท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันมีพระสงฆ์อยู่ 2 รูป

          พ.ศ. 2547 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของชุมชน มีโซล่าเชลล์เข้ามาในหมู่บ้าน ในสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจำนวนที่ได้โซล่าเซลล์ ณ ช่วงเวลานั้น ประมาณ 20 หลัง เริ่มมีทีวี 18 นิ้ว ขาวดำ 1 เครื่อง และได้มีการก่อตั้งสำนักสงฆ์เขาหัวช้างขึ้น

          พ.ศ. 2550 - 2553 มีจำนวนบ้านเพิ่มขึ้นจาก 10 หลัง เป็น 25 หลัง ชาวบ้านบางคนก็ไปประกอบอาชีพ ทำเหมือง แต่ทำไม่ได้เยอะเหมือนตอนแรก เนื่องจากเหมืองจะหมดสัมปทาน

          พ.ศ. 2553 เหมืองได้ปิดตัวลง เพราะหมดสัมปทาน

          พ.ศ. 2558 - 2560 จำนวนบ้านได้เพิ่มขึ้น เพราะมีการขยับขยายของคนในแต่ละครอบครัว โดยมีบ้านจำนวน 32 หลัง

          พ.ศ. 2560 มีโครงการทำน้ำประปาให้กับชุมชนในช่วงกรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จ (แต่ใช้งานไม่ได้)  ในช่วงนี้ยังไม่มีห้องสุขาใช้ เนื่องจากไม่มีงบประมาณในการก่อสร้าง

          พ.ศ. 2562 - 2563 โครงการน้ำประปาเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ และมีการขุดบ่อน้ำเพิ่ม 2 บ่อ คือ บ่อสปา 6 และสปา 7

          พ.ศ. 2563 - 2564 บ้านเรือนเปลี่ยนรูปแบบไปตามสมัย จากบ้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่ เปลี่ยนไปเป็นสร้างจากปูน มีเสาปูน และหลังคาที่มุงด้วยสังกะสี ทำให้บ้านเรือนคงทนและทนต่อสภาพอากาศมากขึ้น (สำหรับชาวบ้าน) เพราะหากยังคงใช้วัสดุแบบเดิม จะต้องเปลี่ยนทุก 3-4 ปีตามสภาพการใช้งาน และอีกหนึ่งเหตุผลคือ ไม่สามารถตัดไม้ไผ่จากป่าได้แล้ว หากต้องการตัด จะต้องขออนุญาตจากทหารพรานก่อน

          พ.ศ. 2564 - 2565 มีการสร้างโบสถ์ ศาลา ห้องน้ำสาธารณะ และถนนคอนกรีต ขึ้นมาใหม่ โดยได้ทุนมาจาก ประเทศเกาหลี และได้มีโรคโควิด -19 เข้ามาในหมู่บ้าน มีเด็กติด 2 คน ซึ่งถือได้ว่าไม่มาก เพราะคนในหมู่บ้านค่อนข้างเข้มงวด หากใครจะเข้า-ออก ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน ส่วนเด็กที่ติดนั้น ติดมาจากการลงไปซื้อของที่ตะโกล่าง

          พ.ศ. 2567 หมู่บ้านสิบหลังมีทั้งหมด 35 หลังคาเรือน ประชากรมีทั้งหมด 202 คน โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจะมีจำนวนมาก มีอัตราการเกิดค่อนข้างสูง

ประวัติของหมู่บ้าน มีความสัมพันธ์กับเหมืองแร่ในอย่างใกล้ชิด ชุมชนบ้านสิบหลังตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองแร่เก่าที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เป็นเหมืองแร่ดีบุกชื่อว่า เหมืองแหลมพิชัย โดยมีเจ้าของชื่อ นายก่อเกียรติ ประทุมราช ก่อนหน้านั้นมีเหมืองแร่เล็ก ๆ อยู่ตามหุบเขา ชื่อ เหมืองบำรุง สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการขุดแร่ ต้องใช้ชะแลงในการขุดเอาแร่เอามาขาย จนมาปี 2516 ได้มาเปิดเหมืองแร่ข้างบนภูเขา มีคนงานในเหมืองประมาณ 400 กว่าคน มีเครื่องมือค่อนข้างทันสมัย มีทั้งคนในพื้นที่ที่มาทำงาน ทั้งคนกะเหรี่ยง พม่า มอญ และคนไทย รวมถึงคนนอกพื้นที่ที่เจ้าของเหมืองได้หามาเป็นคนงาน โดยเฉพาะที่มาจากสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี คนจากภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปาง จังหวัดพิจิตร เป็นต้น โดยย้ายมาทั้งครอบครัว จนตั้งรกรากถาวรที่ตะโกปิดทองและตะโกล่างเป็นจำนวนมาก ในปีนั้นการขนย้ายแร่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะถนนหนทางยังไม่ดีเป็นพื้นดินลูกรัง ทางขึ้นเป็นช่วงโค้งหุบเขา จะต้องถอยหลังขึ้นเพราะความชันไม่สามารถเดินหน้าขึ้นได้ การอยู่อาศัยของคนงานในเหมืองก็จะแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ โซนหน้าเหมือง โซนห้องแถวใหม่ และหมู่บ้าน 10 หลัง 

จนมาในปี 2553 เหมืองแร่ได้ปิดตัวลง เพราะหมดสัมปทาน พอไม่มีเหมืองแร่ ชาวบ้านที่ยังอยู่ในบริเวณนั้นก็ต้องหากินกันเอง โดยเก็บของป่ามาขายหรือเพื่อนำมากินเอง ปลูกข้าวไร่ ปลูกพืชผัก ไว้กินในครัวเรือน

ปัจจุบัน คนในชุมชนก็จะรับจ้างเป็นคนงานในรีสอร์ต บางส่วนก็เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ผู้สูงอายุอยู่เฝ้าบ้านบางส่วนมีทุนทรัพย์ก็จะเปิดร้านขายของในหมู่บ้าน มีทั้งร้านขายของชำ ร้านก๋วยเตี๋ยว และทำงานรับจ้าง

หมู่บ้านสิบหลัง ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี อยู่บริเวณชายแดนประเทศเมียนมา สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนของเทือกเขาตะนาวศรี โดยรอบชุมชนเป็นป่าไม้หนาแน่น

หมู่บ้านสิบหลังประชากรกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน มีประมาณ 10 หลังคาเรือน (ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน) ได้แก่

     1. ดากี้

     2. พอจี

     3. ลุงชา วงษ์ทอง

     4. นางหยี่

     5. มะติโป ใจซื่อ

     6. นายขาว(บาทหลวง) 

     7. ชัยยุ

     8. ซันเด ใจสั้น (บ้านของผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน)

     9. บลู สีนุ

     10. ติงลี่ จานุ  นายคล้ำ + นางจันทร์ ทองเหม็น

ประชากรบ้านสิบหลัง ปี พ.ศ. 2567 มีจำนวน 202 คน 35 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง มอญ และพม่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ประชากรของบ้านสิบหลังจะมีบัตรประจำตัวที่มีเลขนำหน้าบนบัตรอยู่ 4 เลข ได้แก่

     รหัส 8 = คนไทย

     รหัส 0 = ผู้พลัดถิ่นฐาน บัตรสีขาว (บัตร 10 ปี)

     รหัส 6 = บัตรสีชมพู (ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว)

     รหัส 7 = เด็กของรหัส 6 ที่เกิดในประเทศไทย

โดยมีการทำบัตรครั้งแรกของชุมชนเมื่อปี 2524 ที่โรงเรียนสินแร่สยาม

ปกาเกอะญอ, มอญ

ผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่ช่วยดูแลคนในหมู่บ้าน ควบคุมพฤติกรรมคนในหมู่บ้าน ห้ามฝ่าฝืนกฎ

คนที่ 1 ชื่อ พอจี จะนุ

คนที่ 2 ชื่อเก้ง ลาโท้ 

คนที่ 3 ชื่อใบเคาะ ใจสั้น (คนปัจจุบัน) 

กลุ่ม/กองทุน/ประชาคมของหมู่บ้านสิบหลัง

- กลุ่มจักสานตะโกปิดทอง 

- กลุ่มทำไม้กวาด และกลุ่มทอพรม

- กลุ่มออมทรัพย์ 

- อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

ระบบประกันสุขภาพ

- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพผาปก

- โรงพยาบาลสวนผึ้ง

- อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

กฎของหมู่บ้าน 10 หลัง 

          - ต้องแจ้งผู้น้ำชุมชนหากมีคนเข้า-ออกในหมู่บ้าน

          - ห้ามดื่มเหล้า

          - ห้ามลักขโมยของ

          - ห้ามทำลายป่า   

          - หากเกิดไฟป่า ลำดับแรก ต้องแจ้งทางการ ระหว่างรอชาวบ้านจะช่วยกันดับ ด้วยการนำต้นกล้วยไปดับไฟ โดยไฟป่าจะมีช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน มี 3-4 ครั้ง/ปี

เดือน

กิจกรรม

มกราคม

-     เทศกาลปีใหม่ การละเล่นกิจกรรม การเฉลิมฉลอง (จัดในชุมชน)

-     สวดมนต์ข้ามปี ที่สำนักสงฆ์วัดเขาหัวช้าง

กุมภาพันธ์

-     ทำอาชีพรับจ้าง

-     ดำเนินวิถีชีวิตทั่วไป

มีนาคม

-     ทำบุญวันมาฆบูชา ที่สำนักสงฆ์วัดเขาหัวช้าง

เมษายน

-     วันสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ในวันที่ 13-16 เมษายน

-     สรงน้ำพระ ที่สำนักสงฆ์วัดเขาหัวช้าง

พฤษภาคม

-     ทำอาชีพรับจ้าง

-     ดำเนินวิถีชีวิตทั่วไป

มิถุนายน

-     จัดพิธีศีลล้างบาปของศาสนาคริสต์

กรกฎาคม

-     ทำอาชีพรับจ้าง

-     ดำเนินวิถีชีวิตทั่วไป

-     ทุกวันที่ 28 ของเดือนกรกฎาคม จัดกิจกรรมพัฒนาชุมชน (จัดที่ตะโกล่าง)

สิงหาคม

-     12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ จัดที่ โรงเรียน ตชด.ตะโกปิดทอง

กันยายน

-     ทำอาชีพรับจ้าง

-     ดำเนินวิถีชีวิตทั่วไป

ตุลาคม

-     13 ตุลาคม พัฒนาพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านสิบหลัง

-     งานกฐิน ที่สำนักสงฆ์วัดเขาหัวช้าง

พฤศจิกายน

-     จัดงานประเพณีลอยกระทง,กิจกรรมวิ่งวิบาก,แข่งกีฬาในชุมชน

ธันวาคม

-     5 ธันวาคม วันพ่อแห่งชาติ จัดกิจกรรมที่ตะโกล่างและ ที่โรงเรียน ตชด.ตะโกปิดทอง

-     25 ธันวาคม จัดกิจกรรมวันคริสต์มาส

-     31 ธันวาคม เฉลิมฉลองวันสิ้นปี, สวดมนต์ข้ามปีที่สำนักสงฆ์เขาหัวช้าง

*- วันพระ หรือวันสำคัญทางศาสนา ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธดำเนินกิจกรรมปกติ

 - ศาสนาคริสต์ ดำเนินกิจกรรมเข้าโบสถ์ทุกวัน อาทิตย์ และวันพุธตอนกลางคืน

 - ตลอดทั้งปีชาวบ้านประกอบอาชีพรับจ้าง

ผู้ที่อาศัยอยู่ที่ชุมชนบ้านสิบหลัง ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการทำเหมืองแร่ในพื้นที่

นายเก้ง ลาโท (อายุ 63 ปี)

          นายเก้ง ได้เริ่มเข้ามาอยู่ในเหมือง ก่อนปี 1997 เริ่มแรกลงมาอยู่ที่ชายแดนเมียนมา อพยพมาอยู่เพราะหนีสงครามจากฝั่งเมียนมา ตอนที่อพยพออกมาหลายพันคนหนีกันลงมาจำนวนมาก บางส่วนไปอยู่ที่ศูนย์อพยพบ้านถ้ำหิน บางส่วนไปทำงานที่เหมือง นายเก้งโชคดีได้เจอเจ้านายเหมืองที่ใจดี เลยได้ทำงานในเหมือง ครอบครัวของนายเก้งมีทั้งหมด 7 คน คือ พ่อ แม่ และลูก การอยู่อาศัย ปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบกระพ้อ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้ตะเกียงในการให้แสงสว่าง และอาศัยไฟฟ้าจากเหมือง พอถึง 20.00 น. ทางเหมืองจะตัดไฟ นายเก้ง ได้รับงานเหมาเก็บแร่ โดยค่าจ้างในตอนนั้น คิวละ 50 บาท วันหนึ่งสามารถบรรทุกได้ 1-2 คิวรถ ค่าจ้างจะได้เป็นรายเดือน โดยเงินเดือนที่ได้จะมีการหักจากการไปซื้อของในสหกรณ์ เช่น ซื้อกะปิ ปลาเค็ม น้ำปลา จะจดชื่อและราคาไว้ เพื่อหักจากเงินเดือนภายหลัง

นางตาล แก้วงาม (อายุ 65 ปี)

          เริ่มมาอยู่ตอนลูกอายุ 9 ขอบ อาศัยอยู่หน้าเหมือง ทำงานที่เหมืองแร่

นายเดชา หงษา (อายุ 56 ปี)

          ครอบครัวของนายเดชา ได้ย้ายมาอยู่กับญาติและพ่อแม่ และได้มามีครอบครัวที่เหมือง ในตอนนั้นอาศัยอยู่ที่ห้องแถวใหม่ที่ทางเหมืองจัดทำไว้ให้ ปัจจุบันนายเดชา ทำอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน หากมีงานก่อสร้างก็สามารถทำได้ นายเดชามีลูกทั้งหมด 2 คน ผู้หญิง 1 คน และผู้ชาย 1 คน โดยลูกชายได้รับราชการทหาร

นางอารีย์ เทพทอง (แม่ครูยงยุทธ) (อายุ 66 ปี)

          นางอารีย์ ย้ายมาอยู่ที่เหมือง ในปี 2538 ตั้งแต่ลูกชายเกิด อาศัยอยู่บ้านพักหน้าเหมือง โดยทำอาชีพเก็บแร่ขาย ส่วนสามีมาเฝ้าไร่ให้กับเจ้าของเหมือง นางอารีย์ ทำงานอยู่ที่เหมืองจนปิดตัวลง

นายยงยุทธ เทพทอง (ครูยงยุทธ) (อายุ 33 ปี)

          ย้ายมาอยู่กับครอบครัวตั้งแต่เกิด ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นเหมืองแล้ว ตอนเด็กได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียน ตชด.ตะโกปิดทอง ตอนมัธยมบวชเรียนที่วัดถ้ำสิงโตทอง อำเภอจอมบึง ระดับปริญญาตรีเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปัจจุบันเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนตะเวรชายแดนตะโกปิดทอง

นางราวิ แตงทอง (ป้าราวิ) (อายุ 64 ปี)

          ป้าราวิ เกิดที่ บ้านห้วงปลาไหล ตำบลบึงนาราง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ได้เริ่มมาทำงานเหมืองแร่ดีบุก ตอนอายุ 14 ปี ป้าใช้ชะแลงและจอบขุดสายแร่ในหุบเขา นำบุ้งกี๋ขนแร่ใส่ถุงปุ๋ยออกมาขาย จะนำแร่ไปส่งให้เหมืองทุกเย็น ชั่งน้ำหนักแล้วจดชื่อไว้ เงินจะออกทุกสิ้นเดือน โดยป้าราวิได้ผ่านงานมากมาย ในปี 2537 - 2538 ได้เข้าไปทำงานในออฟฟิศของเหมือง และปี 2540 ได้ไปเป็นแม่ครัวและเสมียน ได้ค่าแรงวันละ 100 บาท

          พ.ศ. 2543 ป้าราวิ ได้เป็น อสม. ประจำหมู่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลและกระจายข่าวสารข้อมูลให้กับคนในชุมชนได้ทราบ อีกทั้งยังได้รับหน้าที่เป็นมัคนายกของสำนักสงฆ์เขาหัวช้างอีกด้วย ป้าราวิมีความรู้รอบด้านจึงเปรียบเสมือนเป็นปราชญ์ของชุมชน

ด้านที่ตั้งและทรัพยากร

โรงเรียนมีพื้นที่กว้าง มีโครงการเกษตรกรรมที่ดำเนินการมาก่อนแล้วจำนวนมาก เช่น แปลงปลูกผักอินทรีย์ บ่อปลาดุก สวนผลไม้ ฟาร์มไข่ไก่แบบปิดและระบบเปิด(ไก่ไข่อารมณ์ดี) อีกทั้งบริเวณรอบข้างโรงเรียนมีสระน้ำขนาดใหญ่จำนวนมากที่หลงเหลือมาจากยุคบุกเบิกที่ดินทำเหมืองแร่ ซึ่งปัจจุบันผ่านการตรวจคุณภาพน้ำในเบื้องต้นแล้วว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคได้ (ใช้อาบ-ล้าง เลี้ยงสัตว์และรดน้ำต้นไม้) ในส่วนของชุมชนสิบหลังเป็นชุมชนเกษตรกรรม บางส่วนประกอบอาชีพรับจ้างทั้งในภาคเกษตรกรรมและภาคธุรกิจการท่องเที่ยวที่อยู่ภายนอกเขตชุมชน 

แหล่งน้ำในชุมชนบ้านสิบหลังแบ่งอกเป็น 2 ประเภท คือ บ่อน้ำตามธรรมชาติ และบ่อน้ำที่ชาวบ้านขุดขึ้นมา โดยบ่อน้ำที่ขุดขึ้นมาจะเรียกว่า สปา 6 และสปา 7 ซึ่งจะแยกออกเป็นบ่อที่ใช้ในอุปโภคและบริโภค ปัญหาของแหล่งน้ำในชุมชน คือ ในฤดูแล้งน้ำมีไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในชุมชน และเคยมีหน่วยงานเข้าไปวางท่อน้ำประปาเพื่อจะต่อน้ำจากบ่อธรรมชาติเข้าไปใช้ในชุมชน แต่ปัจจุบันท่อประปาใช้ไม่ได้แล้วและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปแก้ไขปัญหานี้

บริเวณโดยรอบโรงเรียนและชุมชนเป็นพื้นที่ป่าที่ชุมชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้แบบมีเงื่อนไขและต้องขออนุญาตก่อนเข้าใช้ประโยชน์ เช่น เก็บของป่า ตัดไม้ (ที่จำเป็น) ป่าไม้ในชุมชุนบ้านสิบหลังเป็นป่าดิบชื้นมีไม้ยืนต้นและมีพืชสมุนไพรมากมาย เช่น ว่านค้างคาวดำ ไมยราบ ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ทั้งนี้ยังมีกล้วยป่าที่เป็นพืชสำคัญของชุมชน เพราะกล้วยป่าเป็นทั้งพืชที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า เป็นอาหารให้ชาวบ้านและสัตว์เลี้ยง ทั้งยังใช้เป็นแนวกันไฟเวลาเกิดไฟป่าในพื้นที่

นอกจากนี้ในชุมชนยังมีการประกอบอาชีพเก็บหา-ปลูกสมุนไพรเพื่อจัดจำหน่ายเป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากงานรับจ้างด้วย

ด้านทรัพยากรมนุษย์

ทรัพยากรมนุษย์ของชุมชนหมู่บ้านสิบหลัง ได้แก่ ผู้นำของชุมชุน (ผู้ใหญ่บ้าน อสม.) ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ (ผู้ใหญ่ใบเคาะ ใจสั้น และป้าราวิ) ผู้นำทางศาสนา (ศาสนาคริสต์ : บาทหลวงครอง) นอกจากนี้มีการรวมกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน เช่น กลุ่มทอพรม กลุ่มทำไม้กวาดดอกหญ้า กลุ่มจักสาน กลุ่มทำเครื่องเรือนเครื่องใช้ ทำเตียง เป็นต้น ในปัจจุบันการรวมกลุ่มอาชีพของชาวบ้านเหลือเพียงกลุ่มทอพรม และกลุ่มทำไม้กวาดดอกหญ้า เนื่องจากชาวบ้านขาดตลาดรองรับสินค้า ขาดทุนที่จะนำมาหมุนเวียน และที่สำคัญคือขาดเด็กรุ่นใหม่ที่จะมาสืบทอด 

สมาชิกชุมชนส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานด้านการเกษตร ส่วนบุคลากรโรงเรียนมีการพัฒนาทักษะด้านการต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูป และมีเครือข่ายทางการศึกษากับหน่วยงานภายนอกสำหรับนำความรู้มาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในโรงเรียน ด้วยความที่เป็นชุมชนชายแดนทำให้เด็กและสมาชิกชุมชนส่วนใหญ่มีทักษะด้านภาษาที่ 2 และ 3 ตัวอย่างเช่น เด็กนักเรียนบางคนสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยกลาง ภาษากะหร่าง(ปกาเกอะญอ/สะกอ) และภาษาพม่า สมาชิกในชุมชนหลายคนอพยพเข้ามาจากต่างพื้นที่ตั้งแต่สมัยทำสัมปทานเหมืองแร่ ทำให้มีภาษาถิ่นอื่นด้วย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาอยู่ในชุมชนจะเน้นพูดภาษากะหร่างกันเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่สมาชิกชุมชนที่ไม่ได้มีที่ดินทำเกษตรกรรมจะต้องออกไปหางานทำนอกชุมชน ทำให้มีความสัมพันธ์ทางเครือข่ายการทำงานกับคนภายนอก โดยเฉพาะในด้านแหล่งหางานรับจ้างและการค้าขายผลผลิตกับคนภายนอก

ด้านวัฒนธรรม

ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง การแต่งกายของผู้สูงอายุจึงยังคงมีการนุ่งโสร่ง นุ่งผ้าถุง อยู่บ้าง แต่เด็กรุ่นใหม่จะแต่งตัวตามสมัยนิยมเป็นหลัก ส่วนเรื่องของอาหารสมัยก่อนจะอาศัยหาอาหารจากธรรมชาติโดยเฉพาะกล้วยป่าที่มีอยู่เต็มพื้นที่ และมีการหาของป่า ล่าสัตว์ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีการปิดชายแดนทำให้ไม่สะดวกต่อการหาของป่าล่าสัตว์ ผนวกกับการเดินทางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ชาวบ้านหันไปซื้อสินค้าจากในเมืองมากักตุนมากกว่าจะอาศัยหรือหาจากธรรมชาติแบบเดิม 

ด้านเศรษฐกิจ 

การดำรงชีวิตของชาวบ้านหมู่บ้านสิบหลังในปัจจุบันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างเป็นหลัก โดยชาวบ้านจะไปทำงานอยู่ตามรีสอร์ทต่าง ๆ ใน อ.สวนผึ้ง และบางส่วนจะไปรับจ้างก่อสร้าง ทั้งนี้ชาวบ้านเองก็ยังมีการประกอบอาชีพทำสวนโดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่าง ๆ ไว้กินเองบ้าง ไว้ขายบ้าง เช่น พริก ฟักทอง ผักบุ้ง กวางตุ้ง กล้วย หมาก มะขาม ขนุน เงาะ ทุเรียน เป็นต้น และยังมีเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ แพะ เป็นต้น มีการจับสัตว์น้ำ เช่น ปลา หอย เป็นต้น และหาของป่า เช่น น้ำผึ้ง เห็ด หน่อไม้ เป็นต้น 

ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มอาชีพทำสินค้าต่าง ๆ มากมาย แต่เนื่องจากไม่มีตลาดรองรับสินค้า ไม่มีเงินทุน และไม่มีผู้สืบทอด ทำให้กลุ่มอาชีพเหล่านั้นต้องยุติลงไป ปัจจุบันเหลือเพียงกลุ่มทอพรม ที่สินค้าจะขายได้เฉพาะเวลาที่ทางโรงเรียน ตชด.ตะโกปิดทอง จัดกิจกรรมและมีผู้มาเยี่ยมชมเท่านั้น ส่วนกลุ่มทำไม้กวาดดอกหญ้า เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในครัวเรือน จึงยังพอขายได้อยู่บ้างแต่ขายได้เฉพาะในชุมชนเท่านั้น 

ด้านสังคม/การเมือง

ชาวบ้านสิบหลังส่วนใหญ่อยู่กันเป็นระบบเครือญาติ อัตราการเกิดของเด็กค่อนข้างสูง เนื่องจากหลักความเชื่อของศาสนาที่ยึดถือในชุมชนนั้น ห้ามการคุมกำเนิด 

ส่วนการเข้า - ออกชุมชน บุคคลภายนอกจะต้องแจ้งผู้นำหมู่บ้านก่อน เพราะผู้นำหมู่บ้านจะต้องแจ้งให้กับหน่วยงานทหารพรานให้ทราบ เพื่อป้องกันอันตราย การลักลอบหรือการหลบหนีของกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมาย 

องค์กรหรือเครือข่ายภายในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน เช่น ทอพรม ทำไม้กวาดดอกหญ้า เป็นต้น ซึ่งทางโรงเรียน ตชด. ตะโกปิดทอง มีการสอนทอพรมและจะได้จำหน่ายสินค้าเฉพาะเวลาที่ทางโรงเรียนมีผู้มาดูงานเท่านั้น และกลุ่มของศาสนจักร (ศาสนาศริสต์) ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้ามาสร้างโบสถ์ สร้างศาลาประชาคม ห้องน้ำ และถนน (ทางเข้าโบสถ์) แต่องค์กรก็ไม่ได้บริจาคมาทุกปีจึงไม่ได้มีการสร้างอะไรเพิ่มเติม

ไทย, มอญ, พม่า, ปกาเกอะญอ


ภายหลังเหมืองแร่ปิดตัวลงเนื่องจากหมดสัมปทาน ชุมชนสิบหลังประสบปัญหาขาดรายได้ ขาดตลาดรองรับสินค้าของกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน หลายคนเริ่มจับจองที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรม แต่ติดปัญหาไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง โดยที่ผ่านมาทางโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง พยายามช่วยแก้ปัญหาเรื่องรายได้โดยการส่งเสริมความรู้การทำเกษตร รวมถึงเคยมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่โรงเรียนและชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวกึ่งธรรมชาติกึ่งประวัติศาสตร์จากภูมิทัศน์เหมืองแร่ ในลักษณะเดียวกับปิล็อก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านโฉนดที่ดิน ทำให้โครงการนี้ไม่สามารถทำได้

เมื่อไม่สามารถแก้ไขจัดการกับปัญหาที่ดินได้ ทำให้การทำเกษตรรวมถึงโครงการต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับที่ดินภายนอกโรงเรียนมักจะไม่ประสบผลสำเร็จ อดีตแรงงานเหมืองแร่และครอบครัวที่ไม่มีที่ดินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องออกไปเป็นแรงงานรับจ้างในไร่เกษตรกรรมและตามรีสอร์ทโรงแรมและร้านอาหารภายนอกชุมชน


ประชากรของบ้านสิบหลังจะมีบัตรประจำตัวที่มีเลขนำหน้าบนบัตรอยู่ 4 เลข ได้แก่

รหัส 8 = คนไทย

รหัส 0 = ผู้พลัดถิ่นฐาน บัตรสีขาว (บัตร 10 ปี)

รหัส 6 = บัตรสีชมพู (ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว)

รหัส 7 = เด็กของรหัส 6 ที่เกิดในประเทศไทย


ถนนเข้าหมู่บ้านเป็นถนนลูกรัง ไม่มีระบบน้ำประปาซึ่งท่อประปาแตกเสียหายตั้งแต่หลายปีก่อนแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาจนถึงปัจจุบัน ในฤดูแล้งมีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน


ในด้านของโรงเรียนในพื้นที่ (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง) เองก็ประสบปัญหาทางการเงิน แม้โรงเรียนจะมีโครงการอาหารกลางวันที่พยายามแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายค่าอาหารเด็กนักเรียน รวมถึงพยายามเปิดรับบริจาคจากบุคคลภายนอก แต่ด้วยปริมาณเด็กนักเรียนจำนวนมาก และทางโรงเรียนมีเด็กที่พักอาศัยอยู่ในโรงเรียน(ประจำ) มากถึง 1 ใน 5 ของนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียน ทำให้งบประมาณด้านอาหารไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กทั้งหมด ด้วยปัญหาด้านการเงินในครอบครัว ทำให้เด็กบางส่วนเมื่อถึงช่วงวัยที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้แล้ว ก็จะออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อไปทำงานหาเงินช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มเติม เมื่อเก็บเงินทุนได้ระดับนึงแล้วถึงจะกลับมาเรียนต่อ

ปัญหาด้านสัญชาติเองก็เป็นอุปสรรคต่ออนาคตของเด็กนักเรียนในโรงเรียน เนื่องจากภายในโรงเรียนมีกลุ่มที่นักเรียนถือบัตรชมพูมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปนอกพื้นที่ได้ การถูกจำกัดให้อยู่แต่ในอำเภอสวนผึ้งจึงเป็นข้อจำกัดของทางโรงเรียนในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ที่ทางโรงเรียนและสมาชิกชุมชนเผชิญมาตลอด

องค์การบริหารส่วนตำบลสวนผึ้ง โทร. 0-3239-5498 โทรสาร : 0-3239-5498 ต่อ 20, E-mail : Saraban_06700306@dla.go.th

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง โทร. 0-3271-1065, เพจ facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=100057409841112&mibextid=ZbWKwL#

นางราวิ แตงทอง (สัมภาษณ์วันที่ 16 ตุลาคม 2567)

นายยงยุทธ เทพทอง (สัมภาษณ์วันที่ 16 ตุลาคม 2567)

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง 0-3271-1065