การก่อตั้งชุมชนที่ผูกพันใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมการทำเหมือง, ชุมชนชาวกะเหรี่ยงโพล่ง, ป่าชุมชน, ศูนย์วัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง, อ่างเก็บน้ำ
ชื่อ “บ้านหินสี” น่าจะมาจากการที่ในอดีตบริเวณนี้มีการทำเหมืองแร่หินสี (โดยบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น) และชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงลำห้วยพุกรูดและหนองน้ำขนาดใหญ่ (เป็นที่มาของชื่อเดิมของหมู่บ้าน คือ “บ้านหนองใหญ่”) ได้เข้ามาอาศัยอยู่และทำงานในเหมือง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน
การก่อตั้งชุมชนที่ผูกพันใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมการทำเหมือง, ชุมชนชาวกะเหรี่ยงโพล่ง, ป่าชุมชน, ศูนย์วัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง, อ่างเก็บน้ำ
คุณทวิช ทองไร่ คนในชุมชนเล่าว่า คนที่บ้านหินสีเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณลำห้วยพุกรูด (บ้านพุกรูด หรือชาวกะเหรี่ยงเรียก พุกอก) และหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานในบริเวณนั้นมามากกว่า 200 ปี ต่อมามีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นร่วมกับคนต่างถิ่นเข้ามาสำรวจพบแร่หินสี จนเกิดเหมืองขึ้นโดยมีคนงานจากคนในชุมชนหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง รวมถึงชาวไทยกะเหรี่ยงจากจังหวัดเพชรบุรี ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ทำกินและเป็นคนงานเหมืองแร่หินสี บ้านหนองใหญ่หรือบ้านพุหวาย จึงเปลี่ยนเป็นบ้านหินสีจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันเหมืองได้ปิดทำการแล้ว
พ่อพรชัย ทองไร่ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฟื้นฟูวัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง ของบ้านหินสีเล่าว่า ชุมชนบ้านหินสีมีประวัติการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2526 โดยมีเพียง 2-3 ครอบครัว กระทั่งปี 2526 ที่บ้านเรือนในชุมชนได้รับบ้านเลขที่ ตั้งเป็นหมู่ที่ 4 แต่ก็ได้มีการรวมกลุ่มกันของชุมชนชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านแถบนี้ เรียกว่า “กลุ่มบ้านพุหวาย” กลุ่มบ้านพุหวายตั้งอยู่ใกล้กับป่าชุมชน “เป็นโซนวัฒนธรรม 19 ไร่” ภายในเป็นสถานที่ตั้งศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยง ที่จัดตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2557
เหตุการณ์สำคัญของชุมชนบ้านหินสี คือเมื่อ พ.ศ. 2563 ได้เกิดปัญหาไฟป่าขึ้นในบางจุดที่มีสภาพเป็นภูเขาสูงชัน ทำหมอกควันลอยฟุ้งกระจายไปทั่วในหลายอำเภอ ทั้งอำเภอปากท่อ อำเภอบ้านคา อำเภอสวนผึ้ง อำเภอจอมบึง และยังส่งผลไปถึงอำเภอเมืองราชบุรีอีกด้วย ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากมีกิ่งไม้และใบไม้แห้งทับถมอยู่เป็นจำนวนมากจากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และอาจเกิดจากชาวบ้านที่เข้าไปเก็บหาของป่า และล่าสัตว์ ทำให้เกิดไฟลุกตามผิวดิน ประกอบกับกระแสลมแรง ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า และสุขภาพของประชาชน
ส่วนประวัติการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดราชบุรีรวมถึงที่อำเภอปากท่อนั้น ปรากฏหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยสาเหตุของการอพยพก็เพื่อหลบหนีภัยสงครามเช่น สงครามระหว่างไทยกับพม่า และภัยจากการปราบปรามชนกลุ่มน้อยของพม่า โดยอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับพม่า
กะเหรี่ยงมีส่วนช่วยในการรักษาแผ่นดินไทยมาตั้งแต่สมัยอุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเป็นทั้งด่านหน้า กองสอดแนม และกำลังพลในการสู้รบกับพม่า จากบทบาทและความสำคัญของชาวกะเหรี่ยง ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากไทยตั้งแต่สมัยอยุธยากระทั่งถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยผู้นำกะเหรี่ยงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายด่านและเจ้าเมืองตะวันตก เช่น พระพิชัยชนะสงคราม เป็นเจ้าเมืองศรีสวัสดิ์ หลวงประเทศเขื่อนขันธ์ นายกองด่านบ้องตี้ เมืองไทรโยค หลวงพิทักษ์บรรพต นายกองเมืองท่าตะกั่ว ขุนพิทักษ์ไพรวัลย์ นายกองด่านบ้านยางโทน และพระแม่กลองเป็นนายด่านดูแลชายแดนด้านอุ้มผางต่อแดนเมืองกำแพงเพชรและอุทัยธานี เป็นต้น (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี, 2546: 128-130) หน่วยงานราชการท้องถิ่นยอมรับว่า กะเหรี่ยงเป็นชนไทยกลุ่มหนึ่งของราชบุรี เรียกว่า “ไทยกะเหรี่ยง” ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ที่ตำบลสวน ตำบลบ้านคา ตำบลบ้านบึง และตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง และตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ (สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี, 2534: 41)
อย่างไรก็ดี พื้นที่ที่พระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “มิ้งเล่อวโหว่” คือตรงบริเวณที่ลำน้ำแควน้อยกับลำน้ำแควใหญ่ไหลมาบรรจบกันนั้น ชาวกะเหรี่ยงไม่คุ้นเคยกับการทำนาในที่ลุ่มและใช้ชีวิตปะปนกับคนไทยพื้นราบ ทั้งอากาศในเมืองก็ร้อนเกินไป จึงได้ส่งตัวแทนไปกราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อขออนุญาตออกไปอยู่ตามป่าเขานอกเมืองเหมือนดังแต่ก่อน ดังนั้นกะเหรี่ยงโปว์กลุ่มหนึ่งจึงได้แยกตัวออกจากบริเวณนั้นไปทางตะวันตกเฉียงใต้ อพยพขึ้นไปไปตามลำภาชี ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำแควน้อย กลุ่มนี้ได้ทิ้งหลักฐานแห่งแรกที่บ้านเก่ากะเหรี่ยง เขตตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เพื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไทรโยค เมื่อ พ.ศ. 2416 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นายท่องดิ้ง บุตรหลวงพิทักษ์ (พุ้งเลี้ยงเฮ้) เป็นกำนัน จากบ้านเก่ากะเหรี่ยง ได้เคลื่อนย้ายต่อลงมาทางใต้ถึงบ้านรางบัว หนองอีหมัน ตั้งมั่นที่บ้านหนองกะเหรี่ยง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันเรียกเพี้ยนเป็นบ้านหนองนกกระเรียน อยู่มาระยะหนึ่งคงจะถูกไทยรุกรานหรือประสบภัยธรรมชาติ น้ำในหนองคงแห้งขอดจึงพากันเคลื่อนบ้ายไปหาที่อยู่ใหม่ (ระอิน อดีตกำนันตำบลสวนผึ้ง อ้างถึงใน สุรินทร์ เหลือลมัย, 2540: 11)
สมุดราชบุรี พ.ศ. 2468 (2550: 15) บรรยายถึงวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงโปว์ว่า
“...ในท้องที่มณฑลราชบุรี ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ยังมีพลเมืองชาติพิเศษอยู่อีกคือ พวกกะเหรี่ยงกะหร่าง ชนพวกนี้อยู่ตามเขาที่ต่อแดนระหว่างพระราชอาณาจักรสยามกับพม่า แต่ความเป็นอยู่ของพวกนี้เป็นสัดเป็นส่วนไม่อยู่ใกล้ชิดกับชาติอื่น ๆ คงอยู่แต่เฉพาะในหมู่พวกเดียวกัน ตามภูเขาที่ป่าดงทั้งไม่ใคร่จะตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นปกติมั่นคง มักจะอพยพโยกย้ายบ่อยบ่อยเมื่อมีเหตุการณ์ป่วยตายหรือโรคภัยอย่างใดขึ้น ชนพวกนี้ยังห่างไกลความเจริญกว่าชนพวกอื่น ๆ โดยเหตุที่ขาดการติดต่อทั้งไม่ใคร่จะกล้าเข้าในหมู่ประชุมชนในบ้านเมือง โดยไม่ถูกอัธยาศัยดินฟ้าอากาศ เพราะเมื่อออกมาภูมประเทศที่เป็นท้องทุ่ง ก็อาจจะเกิดป่วยไข้จะตายได้ง่าย...”
การเคลื่อนย้ายออกจากหนองกะเหรี่ยงได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งแยกลงไปทางใต้ ผ่านบ้านยางหัก ตากแดด อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เลยลงไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามเชิงเขาแม่น้ำเพชรบุรี เช่นที่บ้านพุพลูห้วยแห้ง อำเภอหนองหญ้าปล้อง และที่บ้านวังวน บ้านสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แต่ไม่ได้เลยลงไปสุดทางที่อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังที่มีผู้กล่าวถึง หากแต่เป็นเผ่าสะกอที่เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ที่ราบภายหลัง ดังในมณฑลราชบุรีเรียกว่า “กะหร่าง” ส่วนอีกกลุ่มได้แยกไปทางทิศตะวันตก บริเวณลำน้ำภาชี อำเภอสวนผึ้ง ที่พุน้ำร้อน แล้วต่ำลงมาที่บ้างโป่งกระทิงบน กระจายตั้งบ้านเรือนที่ราบเชิงเขาและที่ราบริมฝั่งลำภาชี ผ่านบ้านสวนผึ้ง บ้านบ่อ และบ้านทุ่งแฝก แล้วปักหลักอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
บ้านหินสี หมู่ 4 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีระยะห่างจากอำเภอเมืองราชบุรี 49.1 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงชนบท รบ. 4002 ไปทางถนนหมายเลข 3337 ที่ตำบลทุ่งหลวง ถึงตำบลยางหัก ผ่านถนนหมายเลข 3206 เข้าซอยวัดหินสี และเลี้ยวซ้ายตรงไประยะทาง 1.9 กิโลเมตร จะถึงศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยง ตำบลยางหัก โดยลักษณะพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่ของบ้านหินสีจะเป็น ส.ป.ก. ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร มีสถานีวนวัฒนวิจัยราชบุรี กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังมีอ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สภาพพื้นที่ของบ้านหินสีเป็นที่ราบสูง ที่ราบ และภูเขา มีสภาพแวดล้อมเป็นป่าเบญจพรรณ ในช่วงฤดูร้อนมักเกิดเหตุไฟป่าเป็นประจำ มีการพบต้นยางนา ในสมัยก่อนมีการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับก่อไฟ
อาณาเขตของบ้านหินสี ติดต่อกับพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลทุ่งหลวงและตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลห้วยยางโทน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี
การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนมีลักษณะกระจายตัว โดยมักเลือกพื้นที่ที่เหมาะกับการเพาะปลูกและห่างไกลจากผู้คนเนื่องจากโดยพื้นฐานของชาวกะเหรี่ยงมีอุปนิสัยรักสงบชอบความสันโดษ ปลีกวิเวกจากสังคมภายนอก จึงส่งผลให้บ้านเรือนบางหลังไม่จำเป็นต้องมีรั้วหรือสิ่งที่แสดงอาณาเขตชัดเจน
จากการลงสำรวจชุมชนบ้านหินสีพบว่ามีถนนเส้นหลักคือทางหลวงชนบท 3206 เข้าซอยวัดหินสี เลี้ยวขวาไปตาม เส้นถนนทางด้านซ้ายจะพบ วัดหินสีสุวรรณาราม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินสีและโรงเรียนบ้านหินสี ในทางด้านซ้ายจะพบที่ทำการกำนัน และศาลาชุมชน มีระยะทาง 400 เมตร และเลี้ยวซ้าย ตรงไปตาม เส้นทางถนนระยะทาง 1.9 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาตรงไป ก่อนถึงศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยง หรือที่เรียกว่า ถนนพุหวาย - ไทยประจัน หมู่ 4 ทางด้านซ้ายจะพบ คุ้มพุหวายพัฒนา ซอย 1 ด้านขวา จะพบคุ้มพุหวายพัฒนา ซอย 2 มีอ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด ถัดมาจะเป็นศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยงตำยลยางหัก และศาลเจ้าพ่อทองดำ ตรงไปถึงคุ้มพุหวายพัฒนา ซอย 3 ซึ่งโดยมีระยะทาง 400 เมตร ทางด้านซ้ายจะพบคุ้มพุหวายพัฒนา ซอย 4 ตรงไปอีกระยะทาง 500 เมตร ทางด้านขวาจะพบวัดป่าพุหวาย บ้านเรือนของคนในชุมชนที่ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ส่วนทางด้านซ้ายจะพบเขตสถานีวนวัฒนวิจัยราชบุรีอยู่ในบริเวณคุ้มพุหวาย ซอย 5
ประชากรส่วนใหญ่ของบ้านหินสีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กลุ่ม “โพล่ง” หรือ “โปว์”
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บ้านหินสี มีจำนวนบ้านเรือน 554 หลัง มีประชากร 1,490 คน (เป็นเพศชาย 741 คน เพศหญิง 749 คน) โดยสามารถแบ่งตามอายุประชากรได้ (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567) ดังนี้
ลักษณะครอบครัว
ในอดีตส่วนมากเป็นลักษณะครอบครัวขยาย อยู่รวมกันทั้งปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูกและรุ่นหลาน โดยแยกเป็นครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในปัจจุบันบางครอบครัวได้แยกตัวออกเป็นครอบครัวเดี่ยว เนื่องจากด้วยอาชีพและหน้าที่การงานที่อาจจะต้องทำงานไกลบ้าน รวมถึงการแต่งงานกับคนนอกชุมชน ที่หากบ้านใดที่มีลูกชาย ฝ่ายชายจะต้องแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิง หากฝ่ายหญิงเป็นคนนอกชุมชน ฝ่ายชายก็จำเป็นต้องย้ายไปอยู่กับภรรยา
การแต่งงาน
ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง ถ้าหากผู้ชายชอบผู้หญิงบ้านไหน ต้องมาที่บ้านของฝ่ายหญิง เพื่อให้ฝ่ายหญิงรับรู้ ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบฝ่ายชายก็จะไม่ได้สานสัมพันธ์ต่อ แต่ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงอนุญาตจะให้ฝ่ายชายพบกับลูกสาวของตน เรียกกันว่า การหย่องสาว (จีบสาว) เข้ามาในบ้านของฝ่ายหญิงเพื่อสานสัมพันธ์ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้ว ผู้หญิงจะต้องไปขอฝ่ายชายแต่งงาน ไม่มีค่าสินสอด โดยที่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องไปอยู่ที่บ้านของเจ้าสาว ในบางกรณีพ่อเจ้าสาวจะมีการลองของและคาถากับฝ่ายชายโดยใช้ไม้ที่มีลักษณะแบบสองง่าม คั้นคอฝ่ายชาย ถ้าไม้ง่ามไม่หักจะไม่ได้แต่งงาน และมีความเชื่อในเรื่องการปฏิบัติต่อสามีในทุก ๆ เช้า ผู้ที่เป็นภรรยาจะต้องตักน้ำมาให้ผู้ชายล้างหน้า โดยลักษณะของอุปกรณ์ ได้แก่ ขัน และไม้ง่าม และใช้เส้นผมของภรรยาเช็ดเท้าให้กับสามี และมีการล้างเท้าซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยการล้างเท้าให้สามีและพ่อแม่แสดงถึงความกตัญญูและการล้างบาป ในปัจจุบันจะไม่มีการล้างเท้าสามีและพ่อแม่แล้ว
การศึกษา
บ้านหินสี มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านหินสี เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 134 คน มีครู 11 คน มีรายละเอียดของนักเรียนแต่ละระดับชั้น (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1, 2567)
ผู้ปกครองในบ้านหินสี มักส่งลูกหลานของตนเองไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่อื่นของจังหวัดราชบุรี เพื่อเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้นในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงในระดับอุดมศึกษา ก็จะมีทั้งที่เรียนในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดอื่น ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านหินสีได้รับการศึกษามากขึ้น
โพล่งองค์กรที่มีบทบาทต่อชุมชนบ้านหินสี ประกอบไปด้วยหน่วยงานพัฒนาชุมชน ได้แก่ ที่ทำการกำนัน (อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนบ้านหินสี และมีสถานบริการชุมชน ได้แก่ โรงพยาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินสี มีสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น วัดหินสีสุวรรณาราม วัดป่าพุหวาย และศาลเจ้าพ่อทองดำ โดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้นำชุมชน ได้ดังนี้
กลุ่มผู้นำที่เป็นทางการ ได้แก่
(1) นายถวัลย์ ติ่งทอง (กำนันบ้านหินสี)
(2) นางมุนิตา มหาลาภก่อเกียรติ (ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง)
(3) นายสุทธิพงษ์ พุทธจันทรา (นายอำเภอปากท่อ)
(4) นายณฐพล อังกินันทน์ (นายกองค์กรบริหารส่วนตำบลยางหัก)
(5) นางสมพิศ หลวงแจ่ม (นักพัฒนาสังคมและความมั่นคง)
(6) นางสาวกมลพร ชัยวิศิษฐ์ (หัวหน้าสถานีวนวัฒนวิจัยราชบุรี)
(7) พระอธิการปรีดา อภิปุณฺ (เจ้าอาวาสวัดหินสุวรรณาราม)
(8) นางขวัญจิต กล้าหาญ (ผู้ใหญ่บ้าน)
กลุ่มผู้นำทางศาสนา ได้แก่
(1) พระอธิการปรีดา อภิปุณฺ (เจ้าอาวาสวัดหินสุวรรณาราม)
(2) หลวงพ่อสมคิด (เจ้าอาวาสวัดป่าพุหวาย)
กลุ่มผู้นำไม่เป็นทางการ ได้แก่
(1) นางมุนิตา มหาลาภก่อเกียรติ (ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง)
(2) นางอริสรา กรุงจิตร
(3) นายน้อย จ้ำเจริญผล
(4) นางสาวนิภา ฤทธิ์ศรี
(5) นายพิน อุยผ่อง
(6) นายนิติศักดิ์ จันทร์ไทย
(7) นางสาวนวรัตน์ โพธิรัชต์
(8) นางทวิช ทองไร่
(9) นายเฉลา บุญทวี
(10) นายเติม ทองไร่
กลุ่มทอผ้าเย่อเดเน่อ ได้แก่
(1) นางทวิช ทองไร่
(2) นางสาวจีรนันท์ ทองไร่
(3) นางเดือนรุ่ง ทองไร่
ศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยง นับว่ามีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาวไทย-กะเหรี่ยงกลุ่มบ้านพุหวาย (ซึ่งบ้านหินสีก็อยู่ในกลุ่มนี้) โดยนางมุนิตา มหาลาภก่อเกียรติ ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยงได้ร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่นและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการเก็บรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมและเผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองออกไป
การทำมาหากิน
ในอดีตคนที่บ้านหินสีมักจะประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ทำสวน ปัจจุบันประชากรในหมู่บ้านยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำในการทำเกษตรกรรม นอกจากนั้นยังมีเลี้ยงสัตว์ ค้าขาย และรับจ้าง
เกษตรกรรม พืชไร่ ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพด พริกกะเหรี่ยง ไม้ผล ได้แก่ เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด มะละกอ แก้วมังกร ฝรั่ง กล้วย ทุเรียน กระท้อน พืชผัก ได้แก่ ถั่ว แตงโม มะระ มะเขือ มะกรูด ไผ่หวาน มะนาว ผักหวาน ไม้ดอก ได้แก่ กุหลาบ กล้วยไม้ ดาวเรือง พืชอื่น ๆ ได้แก่ ยางพารา ยูคาลิปตัส ปาล์มน้ำมัน ไม้เต็ง ไม้รัง ฝาง
การเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ วัว หมู ไก่ เป็ด
ค้าขาย ได้แก่ ขายผัก ขายผลไม้ ขายของชำ ร้านอาหาร
รับจ้าง ได้แก่ รับจ้างทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม รับจ้างทำไร่ และรับจ้างทั่วไป
การปลูกข้าวไร่และพิธีกรรม
การปลูกข้าวไร่และพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องนั้น เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการเกษตรของชาวไทยกะเหรี่ยงเนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนบ้านหินสีอยู่บริเวณพื้นที่สูง โดยส่วนมากการปลูกข้าวไร่จะเก็บไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน ในการทำการเกษตรของชาวไทยกะเหรี่ยงส่วนมากจะทำไร่หมุนเวียนโดยจะมีการเปลี่ยนพื้นที่ในการปลูกข้าวอยู่เสมอ และรอให้ดินฟื้นตัวจนมีสภาพที่สมบูรณ์แร่ในดินครบจึงจะกลับมาเพาะปลูกที่ที่ดินผืนเดิม โดยมีขั้นตอน ดังนี้
1. การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวไร่
ชาวไทยกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่าก่อนการเพาะปลูกจะต้องเสี่ยงทายเลือกพื้นที่ในการปลูกข้าวไร่ โดยจะนำไม้ที่มีความยาวขนาด 2 เมตรเทียนจำนวน 1 เล่มดอกไม้เช่นดอกดาวเรือง จากนั้นอธิษฐานเพื่อขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อนุญาตทำการเพาะปลูกในพื้นที่นี้ หลังจากนั้นกล่าวเสร็จนำไม้ความยาว 2 เมตรที่เตรียมไว้ฟาดลงพื้น 3 ครั้ง ในการฟาดแต่ละครั้งจะมีการวัดว่าไม้มีการเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ครั้งหรือไม่ หากมีขนาดเพิ่มขึ้นแปลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อนุญาตให้เพาะปลูกในพื้นที่นี้ จากนั้นนำไม้ที่ใช้ในการฟาดทำการปักลงดินเพื่อจองพื้นที่ว่าจะมีการเพาะปลูกในพื้นที่นี้ ต่อมาหัวหน้าเผ่า ผู้อาวุโสหรือเจ้าของที่จะทำการกำจัดวัชพืช(ล้างท้อง) เพื่อเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูก นอกจากกำจัดวัชพืชแล้วจะทำการตัดกิ่งไม้และนำวัชพืชเผารวมกันให้เหลือเศษซากเป็นปุ๋ยแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวไทยกะเหรี่ยง
2. การหยอดข้าวและการดูแลข้าวไร่
ขั้นตอนในการหยอดข้าวจะเริ่มจากหยอดแม่ข้าว (ชี้โหว่งบึ้ง) เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อธรรมชาติต่อพระแม่โพสพ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปลูกข้าวให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองไม่มีอุปสรรคใด ๆ มาทำลายการเพาะปลูก โดยการหยอดแม่ข้าวหัวหน้าเผ่าหรือผู้อาวุโสจะนำไม้มาล้อมเป็นกรอบเพื่อทำพิธีกรรมโดยมีหลุมแม่ข้าว 9 หลุม หัวหน้าเผ่าหรือผู้อาวุโสจะเป็นคนหยอดทั้ง 9 หลุม หลังจากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันหยอดข้าวและบางส่วนทำหน้าที่ในการขุดดินแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชนเมื่อระยะเวลาผ่านไปข้าวเริ่มตั้งท้องจะมีพิธีกรรมทำขวัญข้าวโดยนำเครื่องบูชาได้แก่ หมากพลู ธูปเทียน เครื่องหอม อาหารของคนท้อง เพราะมีความเชื่อที่ว่าพระแม่โพสพคือมนุษย์ที่เวลาท้องก็อยากกินของเปรี้ยว ของหวาน ของคาว เพื่อให้ข้าวที่กำลังตั้งท้องมีผลผลิตที่สมบูรณ์ จากนั้นนำเครื่องบูชาใส่กรวยใบตองไปตั้งบริเวณแปลงข้าวและกล่าวให้พระแม่โพสพมีสุขภาพแข็งแรงออกลูกหลานเยอะ ๆ มีรวงข้าวที่งดงาม เสร็จแล้วจึงนำไปโรยตามยอดข้าว
3. การเก็บเกี่ยวข้าวไร่
เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวที่ชาวบ้านร่วมกันปลูกทั้งไร่มีสีเหลืองทองแสดงให้เห็นว่าพร้อมในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะมีการเก็บเกี่ยวหัวหน้าเผ่าหรือผู้อาวุโสที่เป็นคนดำเนินการทำพิธีหยอดแม่ข้าว (ชี้โหว่งบึ้ง) จะทำการเกี่ยวแม่ข้าวก่อนและนำไปมัดกับดอกไม้แขวนไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวและมัดเป็นฟ่อน ตากจนแห้ง นำไปฟาดข้าวเพื่อรวบรวมนำเมล็ดไปเก็บไว้ในยุ้งข้าวเพื่อเก็บไว้ในการบริโภค
การปลูกข้าวไร่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวไทยกะเหรี่ยงที่มีการเพาะปลูกตามสภาพของพื้นที่ที่อยู่อาศัย แต่ในปัจจุบันการปลูกข้าวไร่ที่ทั้งเป็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาอาจเลือนหายออกไปในการดำเนินชีวิต ในชุมชนบ้านหินสียังมีการเพาะปลูกของข้าวไร่อยู่จากการฟื้นฟูวิถีการปลูกข้าวไร่โดยศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดราชบุรี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ลักษณะของบ้านเรือน
เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่มีพื้นที่อาศัยอยู่ตามป่าลึกและตามภูเขา มีการใช้ชีวิตอยู่ใกล้แม่น้ำ และลำห้วย การสร้างบ้านเรือนจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ในอดีตหากหมู่บ้านใดอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีไม้ไผ่ขึ้นเยอะก็จะนิยมสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ตลอดจนการมุงหลังคาก็จะนำไม้ไผ่ลำใหญ่มาผ่าซีกคว่ำอันหงายอันและมุงหลังคาด้วยใบคา ใบพลวง และใบหวาย มีการวางตัวบ้านด้วยเสาไม้ หรือที่เรียกว่า “โขน” บางบ้านใช้ไม้กระดานแผ่นเป็นพื้นเรือน บางบ้านก็ใช้ฟากไม้ไผ่สับมาทำเป็นฝาบ้านและประตู บ้านเรือนของชาวไทยกะเหรี่ยงส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกสูงมีใต้ถุนโล่งโปร่ง ไว้เพื่อเป็นพื้นที่ใช้สอยสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เลี้ยงสัตว์ และเพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ป่าในยามค่ำคืน ภายในตัวบ้านมีการกั้นห้องไว้สำหรับลูกสาว ส่วนพ่อแม่และลูกชายจะนอนอยู่บริเวณโถงบ้าน และบางบ้านยังมีการสร้างยุ้งข้าวอยู่นอกชายคาบ้าน
ปัจจุบันบางบ้านก็มีการต่อเติมด้วยปูนไว้ชั้นล่างบ้าง เป็นครึ่งไม้ครึ่งปูน เพื่อสะดวกต่อการใช้สอย โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือบางบ้านก็เป็นบ้านก่ออิฐถือปูน เพื่อเสริมความแข็งแรงและปรับให้เป็นที่อยู่อาศัยได้ในระยะยาวเพื่อเข้ากับยุคสมัยและวัสดุที่หาได้
ลักษณะบ้านเรือนของชุมชนบ้านหินสีมีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการเป็นชุมชนบนพื้นที่สูงและยังเป็นสังคม ชนบท จึงทำให้ค่านิยมและวัฒนธรรมในการปลูกสร้างบ้านเรือนดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ รูปแบบโครงสร้างเดิม ของบ้านเรือน ส่วนปัจจัยและวัสดุในการสร้างบ้านเรือนนั้นขึ้นอยู่กับการจัดหาและเลือกใช้และความจำเป็นของแต่ละครัวเรือน
อาหาร
ข้าวห่อกะเหรี่ยง: ในภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า “อั๊งหมี่ถ่อง” โดยจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ซึ่งชาวกะเหรี่ยงถือว่า เดือน 9 เป็นเดือนที่ไม่ดี จะมีการผูกแขนเรียกขวัญ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องการทำข้าวห่อกะเหรี่ยง เพื่อใช้ในพิธีผูกแขนเรียกขวัญกินข้าวห่อ ซึ่งจะเกี่ยวกับความเชื่อและการเรียกขวัญให้กลับมา หากขวัญอยู่ที่ใดให้กลับมาอยู่กับตัว เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีต่อชีวิต และมีข้าวห่อกะเหรี่ยงที่จัดทำและใช้ในพิธี โดยมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมกระบอกและนำตอกมาผูก นิยมรับประทานคู่กับน้ำตาลเคี่ยว
ตามตำนานกะเหรี่ยงเล่าว่า ในสมัยที่คนกะเหรี่ยงอยู่ทางตอนเหนือของจีน ชาวกะเหรี่ยงพบกับความทุกข์ยากอย่างสาหัส เกิดโรคระบาด ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก ชาวกะเหรี่ยงจึงได้จัดพิธีเรียกขวัญในเดือน 9 เพื่อให้หายจากความทุกข์โศกเศร้า โดยมีจุดประสงค์คือ เพื่อให้ลูกหลานสุขสบาย ปราศจากโรคภัย มีความสุข ความเจริญอายุมั่นขวัญยืน มีความรักสามัคคี จะเริ่มการเรียกขวัญในช่วงเวลา 20.00 น. และ 05.00 น. โดยนำของใช้ เช่น สร้อย เหรียญ เครื่องเงิน ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มาวางไว้ที่กระจาด ซึ่งในกระจาดจะประกอบด้วย กล้วย อ้อย ยอดดาวเรือง ทัพพี เส้นด้าย (อย่างละ 7 อย่าง) ขณะเรียกขวัญกล่าวว่า “ปุรา ปุรา ปุรา” พร้อมชื่อผู้ที่ต้องการเรียกขวัญ (อาจจะสังเกตว่าทำไมมีข้าวห่อตัวเมียมากกว่าตัวผู้ เพราะคนกะเหรี่ยงมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งในแต่ละบ้านต่างคนต่างห่อ หากแต่บ้านที่มีเด็กแฝดจะใช้ใบไผ่หมุนให้เหมือน Anti Aine) โดยการจัดประเพณีกินข้าวห่อนี้นอกจากเรื่องของความเชื่อแล้วยังมีนัยอื่นแอบแฝงอยู่คือเป็นการที่ลูกหลานจะได้กลับมาพบหน้ากัน เนื่องจากในปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงบางส่วนเดินทางออกไปทำงานต่างจังหวัดโดยไม่ค่อยมีเวลากลับมาบ้านดังนั้นจึงถือโอกาสนี้ในการกลับมาพบปะกับครอบครัวซึ่งก็ถือเป็นวันครอบครัววันหนึ่ง
ข้าวห่อนั้นมีความสำคัญกับชาวไทยกะเหรี่ยงมาก เนื่องจากข้าวห่อเป็นทั้งเครื่องประกอบพิธีในประเพณีผูกแขนเรียกขวัญเดือนเก้า จนทำให้บางครั้งเรียกประเพณีผูกแขนเรียกขวัญเดือนเก้าว่าเป็น ประเพณีกินข้าวห่อ นอกจากนี้ ด้วยการทำข้าวห่อที่มีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จึงทำให้ข้าวห่อเป็นที่สนใจของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เมื่อนึกถึงชาวไทยกะเหรี่ยงเมื่อใด ก็จะนึกถึงข้าวห่อซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความเป็นชาวไทยกะเหรี่ยง ข้าวห่อจึงไม่ใช่เพียงเป็นอาหารหรือเครื่องประกอบพิธีเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาขายเพื่อสร้างรายได้ได้อีกด้วย
หมูผัดใบขมิ้น: ในอดีตชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในป่า การได้เนื้อสัตว์มาเป็นอาหารจะได้จากสัตว์ตามธรรมชาติ หรือสัตว์ป่า ซึ่งนิยมใช้เนื้อกระรอก เนื้อสัตว์ที่นำมาทำอาหารจะมีกลิ่นรุนแรง จึงใช้เครื่องปรุง เครื่องเทศ สมุนไพร ที่จะมาดับกลิ่นสาบ กลิ่นคาว แล้วยังได้ประโยชน์จากสมุนไพรและเครื่องเทศ ที่เป็นอาหารและยา อยู่ในตัวด้วยและถือเป็นอาหารท้องถิ่นที่ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงนิยมรับประทาน ภายหลังจึงได้เปลี่ยนมาใช้หมู ซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่าย ทั้งยังเป็นสัตว์เลี้ยงในชุมชน
แกงไก่หน่อไม้ใส่ข้าวคั่ว: เป็นอาหารที่สามารถหาวัตถุดิบได้จากป่าชุมชน
ข้าวแดกงา: เป็นอาหารของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่มักกินเป็นอาหารว่างและยังสามารถแทนอาหารมื้อหลัก เนื่องจากขนมชนิดนี้ทำจากข้าวเหนียว ทานแล้วอยู่ท้อง
การแต่งกาย
การแต่งกายของชาวกะเหรี่ยงบ้านหินสี ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มีความเด่นชัดและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยการแต่งกายของชาวกะเหรี่ยงนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละรูปแบบของผู้หญิงและผู้ชาย มีการสร้างสรรค์ชุดโดยยึดหลักตามแบบของชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมเป็นหลัก และมีการผสมผสานรูปแบบลวดลายของผ้าให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงได้คิดค้นลวดลายของผ้าที่มีความสวยงามและเป็นลวดลายพื้นฐาน ผ้าที่ใช้ในการตัดชุดนั้น เป็นผ้าที่มาจากการทอด้วยฝีมือของชาวกะเหรี่ยง จะมีลวดลายและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในปัจจุบันมีการแต่งตัวที่แพร่หลายและเป็นการอนุรักษ์ผ้าของชาวกะเหรี่ยง จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านและจากการสังเกตนั้นจะพบว่าการแต่งกายตามรูปแบบของชาวกะเหรี่ยงนั้นมักจะปรากฏในประเพณี และการแต่งกายตามชีวิตประจำวัน เพื่อความเป็นเอกลักษณ์และลักษณะการแต่งกายที่เหมาะสม ในปัจจุบันมีการประยุกต์และประดิษฐ์ชุดที่ตัดเย็บสำเร็จรูป
ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยง เด็กผู้หญิงที่ไม่มีประจำเดือนจะสวมใส่เสื้อผ้ากะเหรี่ยงสีขาว แต่บริเวณชายเสื้อหรือขอบกระโปรงจะมีสีสันเล็กน้อย เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงในบ้านหินสีมักจะตัดชุดขึ้นเอง ลวดลายนั้นจะคิดค้นขึ้นเอง เช่น ลายน้ำ ลายขาไก่ ลายน้ำ ลายลูกแก้ว ลายเต่าทอง ลายใยแมงมุม เสื้อผ้าของชาวกะเหรี่ยงจะนำผ้าแต่ละชิ้นที่ทอมาเย็บประกอบกันเป็นตัว การเย็บเป็นตัวจะเว้นช่องว่างเฉพาะตรงส่วนที่สวมหัวและช่วงแขนเท่านั้น โดยขนาดจะขึ้นอยู่กับขนาด และได้ประดิษฐ์ลวดลายของผ้าขึ้นเพื่อให้เข้ากับยุคปัจจุบัน
หัวหน้าของชุมชน จะสวมใส่เสื้อผ้าลายกะเหรี่ยง มีเครื่องประดับบนศีรษะ ในสมัยก่อนนั้นผู้นำของหมู่บ้านจะไว้ผมยาวและมัดรวบผมมาไว้ข้างหน้าเหมือนงวงช้างที่แสดงถึงฐานะการเป็นหัวหน้าเผ่า หญิงชาวกะเหรี่ยงจะนิยมใส่เครื่องประดับและใส่กำไลเกือบจะเต็มแขน เช่น กำไลโลหะ กำไลทองแดง กำไลทองเหลืองกำไลเงิน เครื่องประดับของชาวกะเหรี่ยงจะมีความเป็นเอกลักษณ์ มีความสวยงามและแสดงถึงฐานะ
การทอผ้า
ผ้าทอกะเหรี่ยงเป็นผ้าทอมือที่ชาวกะเหรี่ยงสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ มีการอนุรักษ์ และรักษาผ้าทอท้องถิ่นเอาไว้โดยการทอจะมีการทอหลายอยาง เช่น เสื้อ ผ้าถุง ผ้ายาม เป็นต้น การทอผ้ากะเหรี่ยงถือว่าเป็นศิลปะอันทรงคุณค่า และน่าภูมิใจเป็นผ้าทอมืออาศัยเครื่องมือธรรมชาติในการทอผู้ทอต้องอาศัยความพยายาม และฝีมือในการเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัยศิลปะในการทอสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แล้วนำมาสวมใส่ในงานประเพณีที่สำคัญของตนเอง
กี่เอวหรือการทอแบบห้างหลัง เป็นการทอแบบวิถีดั้งเดิม โดยใช้อุปกรณ์เครื่องทอขนาดเล็กเรียกว่ากี่เอว ลักษณะการทอผ้าแบบกี่เอวนี้ผู้ทอจะต้องนั่งกับพื้น เหยียดขาขนานตรงไปข้างหน้าทั้งสองข้าง มีสายคาด (สายคาดอาจทำด้วยแผ่นหนังหรือผ้าที่ทบกันหลายๆ ชั้น หรือเชือกที่ฝั้นเป็นเกลียวให้แข็งแรง) ที่ผูกติดด้วยด้ายเส้นยืนคาดรัดโอบไปด้านหลังของเอว อีกด้านหนึ่งจะผูกมัดกับเสาเรือนหรือโคนต้นไม้หรือหลักที่มความแข็งแรงก็ได้การทอด้วยกี่เอวจะใช้การขยับเคลื่อนตัวของผู้ทอบังคับเส้นด้ายยืนให้ตึงหรือหย่อนได้ตามต้องการทำให้ผู้ทอสามารถเลือกสถานที่ทอได้ตามความพอใจ โยกย้ายได้สะดวก ผ้าที่ทอด้วยกี่เอวจะมีขนาดผ้าหน้าแคบ ๆ
กี่กระตุก เริ่มต้นจากครูจรูญ เป็นผู้เข้ามาสอนการทอผ้าเบื้องต้น ในส่วนของลวดลายผ้านั้นคุณทวิช ทองไร่ ได้เป็นคนคิดค้นขึ้น เช่น ลายขาไก่ ลายลูกแก้ว ลายเต่าทอง คนกะเหรี่ยงเรียกว่า “ถ่องพุก”
ผ้าทอกะเหรี่ยง มีลักษณะเป็นผ้าทอหน้าแคบ ที่ใช้เครื่องมือทอแบบห้างหลังหรือที่เรียกกันว่ากี่เอว ผ้าที่ทอจะถูกกำหนดตามความต้องการใช้งานตั้งแต่เริ่มต้นทอ เช่น ผ้าทอสำหรับเสื้อผ้าทอสำหรับผ้าซิ่น ผ้าทอสำหรับผ้าโพกศีรษะหรือผ้าทอสำหรับทำเป็นย่าม เป็นต้น แต่ด้วยข้อจำกัดของความกว้างของผ้าและความสะดวกต่อการทอผ้านั้น ปัจจุบันจึงได้มีการนำกี่กระตุกเข้ามาใช้ ซึ่งกี่กระตุกถือว่าเป็นเครื่องทุ่นแรงชนิดหนึ่งของการทอผ้าเลยก็ว่าได้ ด้วยปัจจุบันการเข้าถึงของผ้าเพื่อนุ่งห่มนั้นมีน้อยลง ทำให้ทางกลุ่มทอผ้าเย่อเดเน่อได้มีการแปรรูปผ้าเพื่อเพิ่มมูลค่าของผ้าอีกทั้งยังเพิ่มการเข้าถึงผ้ากะเหรี่ยงกับคนภายนอก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
ความเชื่อ
ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรมของชาวไทยกะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์กับทรัพยากรทางธรรมชาติที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวไทยกะเหรี่ยงมีความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อทองดำ ศาลเจ้าพ่อทุ่งกระต่าย ผีบรรพบุรุษ ผีเจ้าป่า เจ้าเขา ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคอยปกปักรักษาพื้นที่ป่าแห่งนี้และชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีประเพณีและพิธีกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ พราหมณ์ ผี และมีการผสมผสานแบบแผนทางธรรมชาติ จนทำให้เกิดประเพณีขึ้นมา ได้แก่ ประเพณีกินข้าวใหม่ ประเพณีก่อเจดีย์ทราย ประเพณีบวชป่า ประเพณีผูกแขนเรียกขวัญกินข้าวห่อ ประเพณีแห่ฉัตรพระพุทธองค์
ศาลเจ้าพ่อทองดำ ในอดีตชาวกะเหรี่ยงในชุมชนบ้านหินสี มีการนับถือศาลเจ้าพ่อทองดำ โดยศาลเจ้าพ่อทองดำนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีต แต่ปัจจุบันได้มีการบูรณะและปรับปรุงศาล และทุก ๆ ปีจะมีงานไหว้ศาลประจำปี เพื่อเป็นสิริมงคลต่อผู้คนในชุมชนและสืบสานอนุรักษ์ความเชื่อที่มีมาตั้งแต่ในอดีต และมีการแสดงออกผ่านการบนบานศาลกล่าว มีความเชื่อว่าหากขอพรอย่างไรก็มักจะประสบความสำเร็จ และชาวบ้านในหมู่บ้านก็มักจะนำหัวหมู น้ำแดงอย่างละคู่มาถวาย เพื่อนำมาแก้บนพ่อทองดำ
ผีบรรพบุรุษ คือ บรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ชาวกะเหรี่ยงชุมชนบ้านหินสีมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษที่คอยปกปักรักษาและคอยดูแลลูกหลานให้พ้นภัยต่าง ๆ
ผีเจ้าป่าเจ้าเขา ชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อและนับถือเจ้าป่าเจ้าเขา ก่อนจะกระทำสิ่งต่างๆในป่า ซึ่งมีความเชื่อว่าในป่านั้นจะมีผีเจ้าป่าเจ้าเขาที่คอยปกปักรักษาผืนแผ่นดินและรักษาพื้นที่ป่า หากใครจะกระทำสิ่งใด ควรบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิ่งที่ดีต่อการกระทำสิ่งต่าง ๆ
คังด้ง เป็นภาษากะเหรี่ยง มีความหมายว่า “ใยแมงมุม” จากเรื่องเล่าสืบต่อของชาวกะเหรี่ยง เมื่อเดินทางเข้าป่าหากพบเห็นคังด้ง (ใยแมงมุม) ระหว่างทาง ให้ทำการเคารพสักการะ โดยถือว่าเป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ช่วยปกป้องรักษาคุ้มครองให้ปลอดภัย ปัจจุบันจะนำคังด้งมาประดับเป็น “ใบฉัตร” ในพิธี “ซ่งทะเดิ่ง” หรือ ประเพณีแห่ฉัตรรับพระพุทธองค์ของชาวกะเหรี่ยงในช่วงหลังจากวันออกพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา โดยมีความเชื่อว่าวันออกพรรษานั้น พระพุทธเจ้า พระอินทร์และเทวดา จะเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเปิดโลกทั้งสาม คือ สวรรค์ โลกมนุษย์ และบาดาล จึงเป็นวันที่มนุษย์ เทวดา ตลอดจนวิญญาณทั้งหลาย จะได้มีโอกาสเข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ ชาวกะเหรี่ยงจึงมีพิธีแห่ฉัตรเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า พระอินทร์และเทวดาทั้งหลายประเพณีแห่ฉัตรนี้ ชาวกะเหรี่ยงพุทธเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองได้ละเมิดศีลและข้อห้ามต่าง ๆ ถือเป็นการชำระจิตใจให้ผ่องใสเพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้า
ประเพณีและพิธีกรรม
ประเพณีกินข้าวใหม่
ประเพณีกินข้าวใหม่ หรือ “อั่งบึ่งซั่ง” จัดในช่วงเดือนมกราคม เป็นการทำพิธีเพื่อขอบคุณพระแม่โพสพ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต โดยอัญเชิญพระแม่โพสพ ลงมารับอาหารที่จัดถวาย เพื่อให้มีอยู่มีกินสืบต่อไปในฤดูกาลหน้า อาหารที่จัดไว้จะมี ข้าวสวยที่ได้จากข้าวเพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ เป็นข้าวซ้อมมือแบบดั้งเดิม กับข้าว แกงต่าง ๆ หมากพลู ข้าวหลาม ข้าวปั้น รวมถึงข้าวเปลือกและเมล็ดพันธุ์พืช ผัก ดอกไม้ต่าง ๆ ที่นำมาจัดในพิธี และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนพันธุ์กันในชุมชน เพื่อให้มีความหลากหลายและเกิดความมั่นคงทางอาหาร ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือนั้น ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าแม้แต่เครื่องมือก็มีขวัญ ทั้งยังเป็นการตรวจเช็คสภาพของเครื่องมือให้พร้อมใช้ต่อไป
ประเพณีก่อเจดีย์ทราย
ประเพณีก่อเจดีย์ทราย เป็นประเพณีที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยง เป็นกุศโลบายของคนในชุมชนโดยชาวกะเหรี่ยงให้ขนทรายเข้าวัด จะมีการก่อพระเจดีย์ทราย แล้วเวียนเทียนรอบเจดีย์ หรือเสาหงส์ เรียกว่า ประเพณีเวียนเจดีย์ โดยถือเอาวันพระสิ้นเดือนห้าเป็นวันพิธี ในช่วงเช้าชาวกะเหรี่ยงจะไปทำบุญและหลังจากนั้นจะไปขนทรายในลำห้วยมากองไว้รอบเจดีย์ หรือเสาหงส์ และประดับด้วยดอกไม้นานาชนิด ในช่วงเย็นจะประดับประทีปโคมไฟ ผู้สูงอายุจะนำพิธีบูชาพระรัตนตรัย การเวียนเทียนของชาวกะเหรี่ยงถือเป็นงานมงคล และมีการรำถวายเป็นพุทธบูชา ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา
ประเพณีบวชป่า
ประเพณีบวชป่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติด้วยการทำบุญผูกผ้าจีวรตามต้นไม้ต่าง ๆ เพื่อให้แสดงถึงว่าต้นไม้ต้นนี้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง ซึ่งถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ไม่มีการตัดต้นไม้ทำลายป่า ทั้งนี้เพื่อแสดงความเคารพต่อผืนป่าและธรรมชาติ ทั้งยังใช้เป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้เห็นถึงเจตจำนงที่จะปกป้องผืนป่าแห่งนี้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต ประเพณีบวชจะจัดขึ้นในช่วงเดือนหก ตามปฏิทินจันทรคติของไทย หรือเดือนกรกฎาคมของทุกปี
ประเพณีผูกแขนเรียกขวัญ
เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีกินข้าวห่อ หรือ อั้งหมี่ถ่อง จะจัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ซึ่งชาวกะเหรี่ยงถือว่าเดือน 9 เป็นเดือนที่ไม่ดี ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากการที่คนไปทำผิดกฎระเบียบ ข้อห้ามของบรรพบุรุษ จึงได้มีประเพณีผูกแขนเรียกขวัญ เพื่อขจัดความเจ็บป่วยของลูกหลาน ซึ่งจุดประสงค์หลักคือ เพื่อเรียกขวัญให้แก่สมาชิกในครอบครัว และลูกหลานที่ออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น ได้กลับมาพบเจอกัน ซึ่งจะมีการผูกแขนเรียกขวัญ ช่วงเวลา 20.00 น. และ 05.00 น. โดยนำของใช้เช่น สร้อย เหรียญ เครื่องเงิน ที่ติดตัวมาตั้งแต่คลอดมาวางไว้ที่กระจาด ซึ่งในกระจาดจะประกอบด้วย กล้วย อ้อย ยอดดาวเรือง (อย่างละ 7) ท่องคำว่า “ปุรา ปุรา ปุรา” พร้อมชื่อของเจ้าตัว
ประเพณีแห่ฉัตรพระพุทธองค์
ประเพณีแห่ฉัตรรับพระพุทธองค์ หรือ “ซ่งทะเดิ่ง” เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมากันยาวนาน โดยชาวกะเหรี่ยงพุทธจะมีความเชื่อว่า วันออกพรรษานั้น พระพุทธเจ้า พระอินทร์และเทวดา จะเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเปิดโลกทั้งสาม คือ สวรรค์ โลกมนุษย์ และบาดาล จึงเป็นวันที่มนุษย์ เทวดา ตลอดจนวิญญาณทั้งหลายในนรก จะได้มีโอกาสเข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ ชาวกะเหรี่ยงจึงมีพิธีแห่ฉัตรเพื่อต้อนรับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอินทร์และเทวดาทั้งหลาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองได้ละเมิดศีลและข้อห้ามต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่ผ่านมา ถือเป็นการชำระจิตใจให้ผ่องใส ประเพณีซ่งทะเดิ่งจะจัดในช่วงหลังวันออกพรรษา
เครื่องมือเครื่องใช้
โง (โงว, โงว์) เป็นภาชนะที่ชาวกะเหรี่ยงใช้สำหรับบรรจุผัก อาหาร ข้าว ใส่สัมภาระในการเดินเขาเมื่อเวลาเข้าป่าจะใช้โงในการใส่ของที่หาได้จากในป่า สาเหตุที่นำโงมาใช้เนื่องจากบรรพบุรุษของชาวกะเหรี่งได้มีการตั้งถิ่นบริเวณพื้นที่สูง ทำให้เวลาเข้าป่าจำเป็นต้องหาอุปกรณ์ทุ่นแรงไว้ใช้ในการเก็บของป่าหรือใช้เก็บวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งโงทำมาจากไม้ไผ่นำมาสานกันในลักษณะที่เหนียวแน่นและใส่สายเพื่อนำมาคาดไว้สำหรับสะพายไว้ที่บ่าและที่หัวโดยการใช้โงเป็นการสะท้อนการใช้ชีวิตของชาวไทยกะเหรี่ยงในการเข้าป่าการใช้ชีวิตบริเวณใกล้เทือกเขา จึงมีการใช้โงในการเดินป่าขึ้นเขา ปัจจุบันนิยมใช้โงกันทุกครัวเรือน มีการดัดแปลงรูปแบบโงให้มีขนาดเล็กลง ตกแต่งลวดลายให้น่าสนใจเพิ่มขึ้น
เพลงและการแสดง
เพลงของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เพลงเกี้ยวสาว เพลงจาปานิว (มีที่มาจากนิทานเรื่องเล่าจาปานิว) เพลงรำตง เพลงรำปีใหม่ เพลงรำสงกราน เพลงรำกินข้าวห่อ และเพลงรำถักเชือก (ที่มีเนื้อหาแสดงถึงความสามัคคีในชุมชน)
เครื่องดนตรี
โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องดนตรีจะมีความคล้ายคลึงกับเครื่องดนตรีทางภาคอีสาน เช่น แคน ซอ (ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง) หวูด กลองยาว (ยันตี) เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงต่าง ๆ ได้แก่ แคน ซอ (ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง) หวูด เหง่ย กลอง ฉิ่ง ฉาบ และกรับ ปัจจุบันเหลือเพียงแคน บางงานก็นิยมใช้กลองยาว (ยันตี) ทำให้ครึกครื้นแบบพื้นบ้านภาคกลาง (สุรินทร์ เหลือลมัย, 2547) เครื่องดนตรีเก่าแก่ ได้แก่ แคนยาว ที่อาจจะมีที่มาจากลาวเวียง สมัยก่อนคนอีสานยก็ใช้แคนยาว ต่อมานิยมใช้แคนสั้นที่มีเสียงไพเราะกว่า แคน เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบเพลงมาจนถึงปัจจุบัน (อัจฉรียา โชติกลาง และคณะ, 2560)
นิทาน
การเล่านิทานนับว่าเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง โดยถือกันว่าเมื่อเล่านิทานให้เด็กฟังจะต้องขานรับกับผู้เล่านิทานเสมอ ห้ามหลับก่อน และห้ามเล่านิทานในตอนกลางวัน ต้องเล่าตอนกลางคืนเท่านั้น นิทานที่ได้รับการตกทอดมาถึงปัจจุบันคือ “นิทานจาปานิว” เรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อจาปานิว เป็นเด็กมีความขี้เกียจและอยู่กับยายไปวัน ๆ เอาแต่นอน อยู่มาวันหนึ่งจาปานิวก็ได้นึกเล่นสนุกทำตาข่ายดักปลาขึ้นมา แต่เขากลับเอามันไปดักไว้บนต้นไม้ และได้มาลิงแทน จาปานิวพาลิงตัวนั้นกลับมาบ้าน ยายของเขาก็จะนำลิงตัวนั้นไปทำอาหารแต่ด้วยจิตใจที่แสนดีของจาปานิว จึงขอร้องยายของเขาว่าอย่าฆ่าลิงตัวนี้ ยายของเขาจึงได้ปล่อยมันไปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนเรามีส่วนดีและไม่ดีอยู่ในตัวทุกคน”
การละเล่น
การละเล่นทอยสะบ้า เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยงที่สูญหายไปแล้ว ซึ่งอดีตใช้เล่นในเทศกาลสำคัญ ๆ วิธีการเล่นคล้ายกับชาวมอญ แบ่งเป็นสะบ้าเล็กและสะบ้าใหญ่ ผู้เล่นมีสองฝ่ายเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับ มีการสร้างปะรำสำหรับตั้งลูกสะบ้าและผู้ที่ชมการแข่งขันน่าเสียดายควรที่หลักสูตรท้องถิ่นจะได้บรรจุไว้ให้ลูกหลานกะเหรี่ยง การละเล่นทั่วไปจะใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น การกระโดดเชือก ตีวงล้อ ไม้ขาโหย่ง เดินกะลา สมัยก่อนแข่งขันสนุกสนานกันเองภายในหมู่บ้าน (อัจฉรียา โชติกลาง และคณะ, 2560)
สมุนไพร
ฝาง เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง โดยมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน สามารถพบได้บริเวณป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ เเละภูเขาหินปูนแห้งแล้ง นิยมนำไม้ฝางมาต้มดื่ม และสามารถนำมาทำสีผ้าในการทอผ้าได้ มีสีแดง สรรพคุณของน้ำฝาง บำรุงโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ท้องร่วง แก้เสมหะ เป็นต้น
ชาถั่วดาวอินคา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณแถบประเทศอเมริกาใต้ และแพร่กระจายทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูงตั้งแต่ 100 - 2,000 เมตร เหนือระดับทะเลปานกลาง ปัจจุบันถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยด้วย นิยมนำมาต้มทำเป็นชา และนำมาสกัดน้ำมันสำหรับประกอบอาหาร สรรพคุณของชาถั่วดาวอินคา ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ เป็นต้น
น้ำเยื่อไผ่ การเจาะน้ำจากเยื่อไผ่ ต้องเจาะในเวลากลางคืนช่วงที่มีอากาศเย็น โดยหลักการของต้นไผ่จะดูดซึมน้ำบริสุทธิ์ เพื่อไปเลี้ยงส่วนประกอบของต้นไผ่ แต่ช่วงเวลากลางคืนต้นไผ่จะคายน้ำที่บริสุทธิ์ลงตามลำต้น ทำให้เวลาเจาะน้ำเยื่อไผ่จะได้น้ำเยอะ โดยต้นไผ่ 1 ลำ จะสามารถได้น้ำถึง 4 - 5 ลิตร สามารถนำมาผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ที่ถูกต้อง จึงจะมีสรรพคุณสูงสุด และนำบรรจุขวดขายได้ สรรพคุณของน้ำเยื่อไผ่ สามารถบรรเทาอาการนิ่วในไต ขับของเสียออกจากร่างกาย รักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน นิ้วล็อก โรคเก๊าท์ โรคอัมพฤกษ์
เถาวัลย์เปรียง มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้เถาวัลย์เปรียงในตำรับ “ยาผสมเถาวัลย์เปรียง” มีส่วนประกอบของเถาวัลย์เปรียงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ สรรพคุณของเถาวัลย์เปลี้ยง ขับปัสสาวะ แก้หวัด แก้ปวด แก้กระษัยเหน็บชา ขับถ่ายอุจจาระ
ผักกูด อยู่ในตระกูลเฟิร์น ซึ่งมนุษย์สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ นอกจากจะนำมาเป็นอาหารได้แล้วยังนำมาเป็นสมุนไพรได้อีกด้วย ผักกูด มักจะขึ้นอยู่ตามริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำมากกว่าในป่าทึบ และมักพบมากในช่วงฤดูฝนเพราะเป็นช่วงเจริญเติบโตได้ดีที่สุด (กะเหรี่ยง: ไก่คู้ดุ) สรรพคุณของผักกูดนำไปประคบเป็ด ไก่ ที่ขาหักช่วยต่อกระดูก แก้เมายา แก้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงโลหิต ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล
กะเพราแดง เป็นพืชล้มลุก แต่มีอายุยืนยาวกว่าพืชผักทั่วไป มีอายุหลายปี เป็นพืชในเขตร้อนในถิ่นโลกเก่า กะเพราเป็นพืชที่เป็นทั้งผัก เป็นทั้งสมุนไพร ให้คุณค่าในหลายด้านสรรพคุณของกะเพราแดง ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุขับผายลม แก้อาการจุดเสียดในท้อง ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง แก้อาการปวดท้องในเด็ก (นิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว เพราะมีทธิ์ทางยามากกว่า)
ขมิ้น เป็นพืชที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อของเหง้ามีสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีแสด เอกลักษณ์ที่เด่นชัด คือ รสชาติที่จัดจ้าน สีสันมีความสวยงาม อีกทั้งยังได้มีการนำเอาสมุนไพรมาประยุกต์ผสมผสานลงไปในอาหารไทย ทำให้ได้รสชาติที่ดูแตกต่างแต่ลงตัว ในส่วนของใบขมิ้น จะนำมาประกอบอาหาร เช่น หมูผัดใบขมิ้น ไก่ต้มขมิ้น เป็นต้น สรรพคุณของขมิ้น รักษาอาการไข้เรื้อรัง แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะและโลหิต แก้ท้องร่วง สมานแผล แก้ธาตุพิการ ขับผายลมแก้ผื่นคัน ขับกลิ่นและสิ่งสกปรกในร่างกาย
ประวัติผู้นำของบ้านหินสี นับสืบได้ตั้งแต่เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน ชุมชนกะเหรี่ยงได้อพยพมาจากหลายเเห่ง จนได้มาตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านเเห่งนี้ เดิมเเรกอาศัยอยู่ประมาณ 10 - 12 ครัวเรือน มีชื่อหมู่บ้านว่า “พุกรูด” (ชาวกะเหรี่ยงเรียก พุกอก) เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมีผู้คนเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเท่านั้น แต่ยังมีคนไทย เข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยมีนายโพธิ์ อุยพอง เป็นผู้นำหมู่บ้าน (2497) เเละได้ให้นายอินทร์ คาผุก มาดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแทน หมดวาระในปี พ.ศ. 2510 ต่อมานายถอ บุญเจาะ ได้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านมาเป็น “หนองใหญ่ “(เนื่องจากในหมู่บ้านมีบ่อน้ำขนาดใหญ่) พัฒนาหมู่บ้านเรื่อยมา จนครบวาระ และในปี พ.ศ. 2525 นายเสม บุญอานันทนะ ได้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในปีนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ได้มีการทำสัมปทานเหมืองแร่ มีแร่หลากหลายสี ต่อมาจึงได้ทำการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านมาเป็น “หมู่บ้านหินสี” และทำการพัฒนาหมู่บ้านจนเกษียณ และต่อมานายถวัลย์ ติ่งทองได้รับคัดเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหินสี(2530) และ เป็นกำนันตำบลยางหัก(2552) จนเกษียณอายุราชการปี พ.ศ. 2558 และในปีเดียวกันได้ทำการคัดเลือกผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ นายแย้ม พันธ์กล่อม ดำรงตำแหน่งในปี พ.ศ. 2558 จนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2562 ต่อมานางมุนิตา มหาลาภก่อเกียรติ ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านปี พ.ศ. 2562 เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2563 และนางสาวขวัญจิต กล้าหาญ ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านปี พ.ศ. 2564 และได้ดำรงตำแหน่งเป็นกำนัน จนถึงปัจจุบัน
อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก พื้นที่รับน้ำ 8.74 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำเก็บกัก ความจุ 694,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลืออุปโภค – บริโภค และช่วยเหลือการเพาะปลูก พื้นที่รับประโยชน์ : 1,500 ไร่ 300 ครัวเรือน หน่วยงานรับผิดชอบ : กรมชลประทาน (http://ourkingthai.com/pages/manu3-1.php?gid=3&pid=55&id=3541)
ศูนย์วัฒนธรรมไทย - กะเหรี่ยง บ้านหินสี (https://db.sac.or.th/museum/museum-detail/1366)
ป่าชุมชนบ้านหินสี อาหารและผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชน แหล่งปลูกพืชสมุนไพร เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ เป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง มีแผนจัดการไฟป่า
ผ้าทอกะเหรี่ยง
เครื่องจักสาน
ภาชนะทำจากใบไม้
พืชสมุนไพร
ภาษาโพล่ง, ภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันตามยุคสมัย, คนรุ่นใหม่ออกนอกชุมชน, ขาดคนสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น
กฤติยาณี ประเสริฐทรัพย์, ชนมภูมิ ประจันพล, ฑิฆัมพร ชูวงศ์, นภกมล คำปาน, ศิวพร ลักษณะวงษ์, สุธิมา รื่นรมย์, อนันดา คล้ายสุบรรณ, อัชฌา งามชื่น และ ธีรธิดา พัฒนพลศักดิ์. (2566). หนังสือชุดความรู้ชาวไทยกะเหรี่ยงผืนป่าตะวันตก. การบูรณาการเรียนการสอนรายวิชา 469201 ชุมชนสัมพันธ์และการวิจัยเรื่องการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรีสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ฉลอง สุนทราวาณิชย์ (บรรณาธิการ). (2550). สมุดราชบุรี พ.ศ.2468. กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย.
ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2561). “ศูนย์วัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยง บ้านหินสี.” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 1 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://db.sac.or.th/museum/museum-detail/1366
ดำรงพล อินทร์จันทร์. (2562). พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ชุดโครงการศึกษาวิจัยพลวัตของชุมชนชาติพันธุ์เพื่อการสร้างแผนที่วัฒนธรรมมีชีวิต ปีที่ 1 (พ.ศ. 2562). กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
สุรินทร์ เหลือลมัย. (2540). “ความเชื่อทางศาสนาของชาวกะเหรี่ยง กรณีศึกษาวันปีใหม่กะเหรี่ยงที่วัดแจ้งเจริญ อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี.” สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาต กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1. (2567). “ระบบบริการข้อมูลภาครัฐ BIG DATA.” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://bigdata.ratchaburi1.go.th/tableSchoolID.php?op=1.5&id=70010146
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี. (2546). 8 ชาติพันธุ์ในราชบุรี. ราชบุรี: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี.
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี. (2534). บันทึกเมืองราชบุรี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสุวรรณ.
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2567). “สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน).” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage
อัจฉรียา โชติกลาง, เจนคณิต สุขสัมฤทธิ์, วิมาน ใจดี, มนัสนิต ใจดี และ ศุภฤกษ์ สายแก้ว. (2559). แนวทางการพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดราชบุรี: โครงการ: รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา.