Advance search

การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในชุมชน ทั้งชาวจีนโพ้นทะเล ลาวโซ่ง กะเหรี่ยงโปว์ ไทยวน มอญ และไทย

หมู่ 8
บ้านลานคา
ยางหัก
ปากท่อ
ราชบุรี
อบต.ยางหัก 032-919-588
ธนพล เลิศเกียรติดำรงค์, สิริภัทร นาคนาม, นิฌามิล หะยีซะ, อาทิตย์ ภูบุญคง
1 ก.ค. 2025
ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล
30 ก.ค. 2025
ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล
19 ก.พ. 2026
บ้านลานคา

สมัยบุกเบิกชุมชนพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นหญ้าคา ชาวบ้านยุคแรกจึงเรียก ดงคา” และภายหลังเปลี่ยนมาเรียกว่า “ลานคา


การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในชุมชน ทั้งชาวจีนโพ้นทะเล ลาวโซ่ง กะเหรี่ยงโปว์ ไทยวน มอญ และไทย

บ้านลานคา
หมู่ 8
ยางหัก
ปากท่อ
ราชบุรี
70140
13.318500
99.604250
องค์การบริหารส่วนตำบลยางหัก

เดิมบริเวณแถบบ้านลานคาปัจจุบันเป็นป่ารกชัฏและเป็นเส้นทางผ่านสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงบริเวณริมห้วย (ปัจจุบันคือระหว่างหมู่ที่ 2 บ้านตากแดด และหมู่ที่ 3 บ้านท่ายาง) รวมถึงบริเวณแถบบ้านหินสีในปัจจุบัน เช่นเดียวกับคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนที่เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ลานคานั้นเล่าว่า เมื่อก่อนแถบนี้เป็นเพียงป่ารกชัฏเต็มไปด้วยต้นหญ้าคา คนรุ่นแรกจึงเรียกแถบนี้ว่า ดงคา (วัลลภ ปีแก้ว, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567) ช่วงเวลาเดียวกับที่กิจการเหมืองแร่หินสีแถบบ้านหนองใหญ่หรือบ้านพุหวาย (หรือบ้านหินสีในปัจจุบัน) รวมถึงธุรกิจค้าไม้ในเขตตำบลทุ่งหลวงและยางหัก ในพื้นที่รกร้างภายในเขตตำบลได้เริ่มมีชาวบ้านจากต่างถิ่นเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อตั้งรกรากอยู่อาศัยและทำมาหากิน กระทั่งทางการต้องเข้ามาควบคุมการใช้พื้นที่ โดยอนุญาตให้ใช้เฉพาะพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตหวงห้ามที่ดิน (“พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินฯ,” 2488; กระทรวงมหาดไทย, 2524) อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่มาบอกกล่าวให้ชาวบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวและที่ดินทำกินกับหน่วยงานภาครัฐ (วัลลภ ปีแก้ว, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567)

ทั้งนี้ ลานคาแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นในละแวกเดียวกันคือ หมู่บ้านโดยรอบมีกลุ่มคนอยู่อาศัยเดิมคือชาวกะเหรี่ยงโปว์ ขณะที่ลานคาเป็นหมู่บ้านเกิดใหม่ที่มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งชาวจีนโพ้นทะเล ลาวโซ่ง กะเหรี่ยงโปว์ มอญ ไทยวน และคนไทย เป็นต้น (วัลลภ ปีแก้ว, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567) โดยที่ผ่านมามีผู้นำประจำหมู่บ้านทั้งหมด 3 คน ได้แก่ นายเฉลียว ฮกเจริญ นายชลชาติ นิติบวรกุล และนายแดง มาลา โดยชาวบ้านที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่เหล่านี้ล้วนเข้ามาบุกเบิกพื้นที่สำหรับทำการเกษตรทั้งสิ้น โดยนิยมปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก ได้แก่ ข้าว ละหุ่ง ข้าวโพด ฝ้าย สับปะรด ยางพารา ปาล์ม กาแฟ รวมถึงพืชสวน เป็นต้น (วัลลภ ปีแก้ว และพลอย หอมกลิ่น, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567) สำหรับคนรุ่นเด็กและหนุ่มสาวจะเดินเท้าไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านหินสี (สำหรับระดับชั้นประถมศึกษา) และโรงเรียนวัดสันติการามวิทยา ในพระบรมราชานุเคราะห์ (ระดับชั้นมัธยมศึกษา) กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 มีการสร้างโรงเรียนบ้านหินสี สาขาบ้านลานคา (ข้อมูลตามศูนย์พัฒนาระบบข้อมูลทางการศึกษา สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายในชุมชน ทั้งถนนทางหลวงหมายเลข 3337 ระบบไฟฟ้าและประปา กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2540 มีการจัดระเบียบพื้นที่การปกครองอีกครั้ง กำหนดให้ลานคาคือหมู่ 8 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ (ประกาศกระทรวงมหาดไทย, 10 กันยายน 2540)

ทั้งนี้ มีการผนวกรวมพื้นที่บางส่วนในเขตหมู่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี เมื่อ พ.ศ. 2527 (ฎกระทรวง ฉบับที่ 1,069 (พ.ศ. 2527)ฯ,” 8 พฤศจิกายน 2527) กระทั่งเมื่อปี พ.. 2541 มีเอกสารประกาศให้พื้นที่ป่าในเขตตำบลยางหักครอบคลุมป่าเขตบ้านลานคาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน (พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน,” 17 เมษายน 2541/10 พฤศจิกายน 2541) กระทั่งเมื่อพ.ศ. 2544 มีการขึ้นทะเบียนป่าชุมชนลานคาเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ และเมื่อปี.ศ. 2556 มีการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน (เลขที่หนังสือ ทส 1605.43/16666) มีการจัดตั้งโครงการป่าชุมชนบ้านลานคาฯ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี รวมเนื้อที่ 2877 ไร่ แปลงที่ 1 เนื้อที่ 77 ไร่ และแปลงที่ 2 เนื้อที่ 2,800 ไร่ รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ป่าชุมชนต้นแบบ "วิถีคน วิถีป่า" โดยมีนายแดง มาลา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 คนปัจจุบันเป็นประธาน (ส่วนภาคีเครือข่ายป่าชุมชน, 2560; สถานีพัฒนาที่ดินราชบุรี, 2562; ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ไม่ปรากฏปี)

ชุมชนบ้านลาคา หมู่ 8 ตำบลยางหัก ตั้งอยู่บนถนนทางหลวงชนบท 3337 รอบชุมชนมีภูเขาขนาบข้างแบ่งเขตหมู่ 4 บ้านหินสี ทางฝั่งตะวันตกของชุมชน และหมู่ 7 บ้านห้วยศาลา ทางฝั่งตะวันออก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลาด ที่ลำห้วยไหลผ่านชุมชน ได้แก่ ห้วยพุสำโรง ห้วยพุกระถิน (ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำบ้านลานคา) และห้วยพุมะเดื่อ ทำให้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรตลอดทั้งปี บริเวณลำห้วยต่าง ๆ ยังมีแหล่งน้ำพุ (น้ำผุด) ที่สามารถมองเห็นได้เฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ระดับน้ำลดลงเท่านั้น

ภายในพื้นที่ชุมชนมีป่าชุมชนที่สำคัญ 2 แห่ง คือ ป่าชุมชนบ้านลานคา แปลงที่ 1 หลังโรงเรียนบ้านลานคาฟากทิศเหนือของโรงเรียน เนื้อที่ 77 ไร่ และแปลงที่ 2 ทางตอนเหนือของหมู่บ้าน เนื้อที่รวมรวมทั้งหมด 2,800 ไร่ (ส่วนภาคีเครือข่ายป่าชุมชน, 2560; สถานีพัฒนาที่ดินราชบุรี, 2562; ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ไม่ปรากฏปี) และด้วยพื้นที่ชุมชนที่อยู่สูงจากลำห้วย การเกษตรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจำเป็นต้องพึ่งพาฝนตามฤดูกาลร่วมกับน้ำที่สูบจากบ่อขุดกักเก็บน้ำ

เนื่องจากชุมชนบ้านลานคาเป็นชุมชนบุกเบิกใหม่ภายหลังการอยู่อาศัยของประชากรกลุ่มอื่นในละแวกใกล้เคียง สถานที่สำคัญทางศาสนาอาทิวัดและโบสถ์คริสต์ จะอยู่ในเขตหมู่บ้านอื่นที่มีคนอาศัยอยู่จำนวนมาก ภายหลังจึงมีการสร้างวัดลานคาสุทธาวาส เป็นวัดประจำชุมชน (ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,” 4 ธันวาคม 2557) ริเวณรอบนอกมีศาลพุมะเดื่อบริเวณลำห้วยพุมะเดื่อ หรือแม้แต่โรงเรียนบ้านหินสี สาขาลานคา ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มประชากรเด็กและเยาวชนที่เพิ่มมากขึ้น

เดิมพื้นที่ละแวกนี้ทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยวโปว์ แต่เมื่อมีคนเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ทำธุรกิจเหมืองแร่และค้าไม้ ชาวกะเหรี่ยงก็ย้ายเข้าไปอยู่ในป่าลึกขึ้น ปัจจุบันคือเขตหมู่บ้านหินสี ทำให้ปัจจุบันแทบไม่มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลานคา สมาชิกภายในชุมชนส่วนใหญ่เป็นคนหลากหลายชาติพันธุ์จากต่างถิ่นเข้ามาบุกเบิกและจับจองที่ดินเพื่อทำการเกษตร มีทั้งคนไทย มอญ ไททรงดำ (ลาวโซ่ง) ไทยวน จีนโพ้นทะเล (นับถือคริสต์นิกายคาทอลิก) รวมถึงภายหลังการปลูกยางพาราได้รับความนิยมและสนับสนุนโดยภาครัฐ จึงเริ่มมีผู้คนจากภาคใต้เข้ามาซื้อที่ดินทำธุรกิจยางพาราในชุมชน ในช่วงแรกจะอาศัยอยู่บริเวณที่ราบตอนล่างในเขตอำเภอปากท่อ และเดินทางทำการเกษตรที่ลานคาในช่วงฤดูกาล จนเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ (ทหารลาดตระเวน) แนะนำให้ชาวบ้านเข้ามาตั้งรกรากถาวรและย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ (นายวัลลภ ปีแก้ว [ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน], สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567)

ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บ้านลานคา มีจำนวนบ้านเรือน 335 หลัง มีประชากร 651 คน (เป็นเพศชาย 348 คน เพศหญิง 303 คน) โดยสามารถแบ่งตามอายุประชากรได้ (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567) ดังนี้

_69970d4be16fa.

 

การศึกษา  

บ้านลานคา มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านหินสี สาขาบ้านลานคา เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 46 คน โดยมีรายละเอียดของนักเรียนแต่ละระดับชั้น (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1, 2567)

จีน, ไทดำ, ไทยวน, โพล่ง, มอญ

จากการสำรวจบ้านลานคา หมู่ที่ 8 ตำบลยางหัก พบองค์กรทางสังคมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนี้

 

ตารางแสดงองค์กรหรือกลุ่มทางสังคมที่ปรากฏในบ้านลานคา หมู่ที่ 8 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ

ชื่อองค์กร/กลุ่มทางสังคม

รายละเอียด

องค์กรหรือกลุ่มทางสังคมที่เป็นทางการ

กลุ่มบทบาทสตรี

จัดตั้งขึ้นโดยทางราชการเป็นการรวมกลุ่มสตรีในชุมชมเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามโครงการของรัฐ โดยกิจกรรมของกลุ่มสตรีบ้านลานคามุ่งเน้นไปที่การดูแลพัฒนาเด็กเล็กภายในพื้นที่ชุมชน

กลุ่มวิสาหกิจปลูกกาแฟโรบัสต้า

ชาวบ้านลานคามีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจปลูกกาแฟโรบัสต้า โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มปลูกกาแฟคือ ไร่ชูอนันต์ มีผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟคั่วที่มีชื่อเสียง และบริเวณไร่ยังมีการเปิดเป็นร้านกาแฟให้นักท่องเที่ยวได้แวะมาชิมกาแฟอีกด้วย 

กลุ่มทุเรียนตะนาวศรี

ทางจังหวัดราชบุรีได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่บริเวณอำเภอปากท่อ สวนผึ้ง และบ้านคา (ซึ่งนับรวมเกษตรกรในพื้นที่บ้านลานคา) ปลูกทุเรียนรวมกันเป็นแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทุเรียนตะนาวศรีมีจุดเด่นคือออกผลผลิตมากในช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงกรกฎาคม มีความสามารถทนต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศได้ดี ทำให้ทางจังหวัดมีการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการปลูกอย่างต่อเนื่อง

องค์กรหรือกลุ่มทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ

กลุ่มวัฒนธรรมไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง)

ปัจจุบันในบ้านลานคามีกลุ่มชาวบ้านไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) อาศัยอยู่ราว 8 - 10 ครัวเรือนโดยกลุ่มคนเหล่านี้อพยพย้ายถิ่นแยกตัวมาจากกลุ่มไททรงดำที่ตั้งถิ่นฐานในอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และยังมีการติดต่อสื่อสารกันอยู่ภายในกลุ่ม

กลุ่มนับถือศาสนาคริสต์

กลุ่มที่สืบเชื้อสายมาจาก นายเฉลียว ฮกเจริญ ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของบ้านลานคา ซึ่งเป็นชาวจีนโพ้นทะเลผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิ ปัจจุบันลูกหลานของนายเฉลียวยังมีการนับถือศาสนาคริสต์อยู่ โดยไปร่วมกิจกรรมของศาสนาทุกวันอาทิตย์ ณ โบสถ์คริสต์บริเวณบ้านตากแดด

ที่มา: นายวัลลภ ปีแก้ว (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน) (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567)

 

เนื่องจากลานคาเป็นหมู่บ้านใหม่ที่ตั้งขึ้นจากการบุกเบิกพื้นที่ของคนต่างชาติพันธุ์และต่างความเชื่อ ทำให้กิจกรรมทางวัฒนธรรมและที่เกี่ยวข้องกับศรัทธาแตกต่างกันไป สำหรับชาวพุทธก็มีประเพณีตามปฏิทินจันทรคติของพุทธ สำหรับชาวคริสต์ (ส่วนใหญ่เป็นคริสเตียน) ก็จะร่วมเทศกาลตามวิถีของคริสต์ศาสนิกชนทั่วไป (วัลลภ ปีแก้ว, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อเฉพาะกลุ่ม ดังรายละเอียดต่อไปนี้

พลอย หอมกลิ่น (65 ปี): ผู้ฟื้นฟูวิถีชีวิตการทำนาในบ้านลานคาที่เคยหยุดทำไปหลายปี

     2502             เกิดและอาศัยอยู่ที่ปากท่อ

     2509 – 2515   เรียนที่โรงเรียนบ้านหินสี

     2515 - 2530    ทำเกษตรกรรมปลูกข้าวอยู่ที่บ้านที่ปากท่อ และมีแวะมาทำที่บ้านลานคาบ้าง (ใช้เป็นที่ทำเกษตรอย่างเดียว ไม่ได้พักอาศัย)

     2530             เริ่มทำทางหลวงชนบทจากปากท่อไปบ้านหินสี

     2530             ตัดสินใจย้ายจากปากท่อมาหาที่อยู่ที่ทำกินใหม่ที่บ้านลานคา (สมัยนั้นยังเป็นบ้านดงคา ก่อนเปลี่ยนมาเป็นลานคาภายหลัง)

     2530 – 2540    ช่วงแรกที่เข้ามาทำอาชีพเก็บเมล็ดละหุ่ง (สมัยก่อนมีเยอะในพื้นที่ แต่ก็มีปลูกไว้เก็บเองบ้าง) ปลูกฝ้ายและข้าวโพด     

     2540 - 2563    เลิกปลูกฝ้ายและละหุ่งเนื่องจากล้นตลาด ราคาตก ประกอบกับมีคนเข้ามาอยู่จับจองพื้นที่เยอะขึ้น พื้นที่ทำเกษตรน้อยลง จึงหันมาเน้นปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด กล้วยน้ำว้า

     2564 - 2567    ตัดสินใจเริ่มปลูกข้าวนาปี (นาพึ่งน้ำฝน) ในบ้านลานคาโดยอาศัยความรู้เดิม โดยปลูกข้าวหอมมะลิ บวกกับได้พันธุ์ข้าวสีม่วงดำมาจากคนรู้จักที่มาจากภาคใต้

     2566             หยุดทำข้าว 1 ปี เนื่องจากภัยแล้ง

     2567             ปัจจุบันนาของป้าพลอยยังคงเป็นนาผืนแรกและผืนเดียวของชุมชนบ้านลานคา

ด้านกายภาพ

ด้วยความที่บ้านลานคาในอดีตเป็นเพียงพื้นที่บุกเบิกสำหรับทำการเกษตร ไม่ได้มีการตั้งถิ่นฐานถาวรเหมือนในปัจจุบัน ในด้านงานวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ชุมชนจึงไม่มีความเด่นชัดมากนัก แต่ด้วยการที่ชุมชนมีป่าเขาล้อมรอบ และมีแหล่งน้ำไหลผ่าน ทำให้ชุมชนมีข้อได้เปรียบในด้านเกษตรกรรม ตลอดจนการการสร้างรายได้และแหล่งอาหารในครัวเรือนจากการเก็บของป่าตามฤดูกาล และการทำข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำให้ชุมชนสามารถเข้าไปตัดไม้เพื่อนำมาซ่อมหรือปลูกสร้างบ้านผ่านการทำประชาคมได้ โดยแลกกับการปลูกต้นไม้ทดแทน (พืชส่วนใหญ่ที่ตัดคือไม้จริง (ไม้ยืนต้น) และไม้รวก (ไผ่))

ด้านสังคม/การเมือง

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกชุมชนส่วนใหญ่หากไม่ได้อพยพมากันเป็นครอบครัว ก็มักจะมีครอบครัวอยู่ภายนอกพื้นที่ชุมชน (เช่นชาวไทยวนที่มาจากตัวเมืองราชบุรี คนไทยราชบุรีที่มาจากปากท่อ หลายคนจึงมีความสัมพันธ์กับภายนอกชุมชนมากกว่า ทำให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของบ้านลานคาไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสังคมที่มีสำนึกความเป็นชุมชน (ลานคา) โดยสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นชุมชนใหม่ แต่ก็มีข้อดีคือการมีต้นทุนเครือข่ายกับภายนอกมากกว่าการเป็นชุมชนปิด

ด้านวัฒนธรรม

ด้านสถานที่สำคัญ แม้บ้านลานคาจะไม่มีสถานที่สำคัญเก่าแก่ แต่ก็มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญในชุมชนอยู่บ้าง ดังนี้

     - ศาลพุมะเดื่อบ้านลานคา เป็นศาลที่มีมาตั้งแต่ช่วงอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน (ราว พ.ศ. 2530) ตั้งอยู่ไม่ไกลจากลำห้วยมะเดื่อ เนื่องจากบริเวณลำห้วยมะเดื่อนั้นมีตาน้ำผุด(พุ)อยู่ในลำห้วย ที่จะเห็นได้แค่ช่วงน้ำน้อยเท่านั้น

     - วัดลานคาสุทธาวาส เป็นวัดที่สร้างไล่เลี่ยกันกับการก่อตั้งชุมชน จากการสัมภาษณ์ในอดีตพื้นที่บริเวณวัดเป็นศาลาไม้ที่พระสงฆ์จะเข้ามาใช้ปฏิบัติธรรม ต่อมาเมื่อมีชุมชนจึงช่วยกันบริจาคเพื่อสร้างเป็นวัด

     - วัดเขาพระพุทธบาท ในอดีตเป็นสำนักสงฆ์ ตั้งอยู่ที่บริเวณป่าสงวนบ้านลานคา อยู่ในเขตบ้านพุกฐินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านลานคา ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทที่ชุมชนให้ความเคารพนับถือและสักการะ รวมถึงแนะนำให้คนภายนอกเข้ามากราบไหว้รอยพระพุทธบาทเป็นประจำ

คนในชุมชนบ้านลานคามีประชาชนจากหลากหลายชาติพันธุ์มาอาศัยอยู่รวมกัน ได้แก่ ชาวจีนโพ้นทะเล ชาวไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) ชาวกะเหรี่ยงโปว์ ชาวไทยวน ไทยมอญ และไทย  ประชาชนในพื้นที่ใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาหลัก แต่ในกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีการใช้ภาษาเฉพาะของตนสื่อสารกันภายในกลุ่ม เช่น กลุ่มไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) ยังมีการใช้ภาษาลาวโซ่งสื่อสารกันในหมู่ผู้สูงอายุ ในหมู่คนรุ่นใหม่ลงมาบางคนสามารถฟังเข้าใจ แต่พูดสื่อสารโต้ตอบไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกันกับกลุ่มกะเหรี่ยง


สมาชิกชุมชนเกือบทั้งหมดไม่มีโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง ที่ดินที่มีอยู่ในชุมชนเป็นเพียงที่ดินประเภทส.ป.ก. กับ ภ.บ.ท.5 สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนมาจากข้างนอกเพื่อมาหาโอกาสจากการบุกเบิกที่ดินทำเกษตรในบ้านลานคา ทำให้สถานภาพด้านการเงินอยู่ในระดับต่ำ - ปานกลาง เศรษฐกิจชุมชนพึ่งพาการเกษตรเป็นหลักซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน 


การอพยพของคนระลอกแรกเกิดขึ้นจากการเข้ามาของคนภายนอกที่เป็นสมาชิกบ้านลานคาในปัจจุบัน เช่น ชาวไทยราชบุรี ชาวไทยวน ชาวจีนคาทอลิก ชาวไททรงดำ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงที่เคยอยู่ในพื้นที่เดิมเกิดความหวาดกลัวจึงอพยพหนีไปจากชุมชนไปอยู่บ้านหินสีหรือไม่ก็ขยับเข้าไปอยู่ในป่าลึกมากขึ้นกันหมด ส่วนการอพยพเข้ามาของคนนอกพื้นที่ในระลอกหลัง ๆ โดยเฉพาะคนจากภาคใต้ การเข้ามาของคนนอกมาพร้อมความแตกต่างด้านฐานะ ทำให้ที่ดินหลายแห่งถูกขายเปลี่ยนมือเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนปาล์มและยางพารา


การทำเกษตรส่วนใหญ่พึ่งพาน้ำฝนและสูบน้ำจากลำห้วยธรรมชาติหรือบ่อน้ำที่ขุดไว้รองรับน้ำฝน การทำเกษตรกรรมของชุมชนจึงอาจประสบปัญหาฝนไม่ตกตามฤดูกาลเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชุมชนแสดงท่าทีกังวล แม้ภายในชุมชนจะมีอ่างเก็บน้ำอยู่บริเวณต้นน้ำลำห้วยพุกระถินก็ตาม


เนื่องจากชุมชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างที่จำเป็นจะต้องเดินทางออกไปนอกพื้นที่ชุมชน ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวแหว่งกลางที่ผู้ปกครองออกไปหางานทำและฝากบุตรหลานไว้ให้กับพ่อแม่ (ปู่ย่าตายาย) ช่วยดูแล ทางผู้ปกครองเองก็คาดหวังจะให้โรงเรียนช่วยดูแลเด็กนักเรียนในขณะที่ออกไปทำงาน แต่ในขณะเดียวกันทางโรงเรียนเองก็มองว่าปัญหาเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากภายในครอบครัว ซึ่งก็จะพยายามแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง แต่ด้วยข้อจำกัดของสถาบันการศึกษาทำให้ไม่สามารถดำเนินการอะไรมากได้ ที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจชุมชนตามขีดความสามารถของโรงเรียน(รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่) เช่น รับซื้อผลผลิตจากภายในชุมชนมาทำสินค้าแปรรูปขายภายในชุมชน เช่น โครงการกล้วยฉาบที่รับซื้อกล้วยหอมจากภายในชุมชนที่มีผลผลิตเยอะ มาแปรรูปขายในสหกรณ์ของโรงเรียน โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพโดยใช้สมุนไพรในชุมชนของรพ.สต. เป็นต้น

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ฎกระทรวง ฉบับที่ 1,069 (พ.ศ. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507. (8 พฤศจิกายน 2527). ราชกิจจานุเบกษา. ฉบับพิเศษ เล่มที่ 101 ตอนที่ 162. หน้า 7-8.

กระทรวงมหาดไทย. (2524). [เอกสารกระทรวงมหาดไทย]. รายงานการสำรวจข้อมูลเขตพัฒนาตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ([8] มท 5.4.1.48/32). สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรุงเทพฯ.

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี. (10 กันยายน 2540). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 114 ตอนพิเศษ 79ง. หน้า 97-127.

ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง ตั้งวัดในพระพุทธศาสนา. (4 ธันวาคม 2557). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 131 ตอนที่ 129. หน้า 28.

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลทุ่งหลวง ตำบลห้วยยางโทน และตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2541. (17 เมษายน 2541). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 115 ตอนที่ 20. หน้า 7-9.

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลยางหัก อำเภอ ปากท่อ จังหวัดราชบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2541. (10 พฤศจิกายน 2541). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 115 ตอนที่ 82. หน้า 58-60.

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินป่าเขากล้วยและยางหัก ในท้องที่ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พุทธศักราช 2488. (16 มกราคม 2488). าชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 62 ตอนที่ 4. หน้า 90-91.

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมป่าไม้. (ไม่ปรากฏปี). “ป่าชุมชนบ้านลานคา.” ข้อมูลสารสนเทศ กรมป่าไม้. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 26 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://forestinfo.forest.go.th/fCom_detail.aspx?id=3545.

สถานีพัฒนาที่ดินราชบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10. (2562). “แผนการใช้ที่ดินตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี.” (ออนไลน์).  เข้าถึงเมื่อ 26 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://webapp.ldd.go.th/lpd/node_modules/img/Landusedistrict/สพข.10%20แผนการใช้ที่ดินตำบลยางหัก%2520อ.ปากท่อ%20จ.ราชบุรี.pdf.

ส่วนภาคีเครือข่ายป่าชุมชน สำนักจัดการป่าชุมชน. (14 ธันวาคม 2560). “ป่าชุมชนต้นแบบ วิถีคน วิถีป่า จังหวัด: ราชบุรี.” ส่วนภาคีเครือข่ายป่าชุมชน. (ออนไลน์).  เข้าถึงเมื่อ 26 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://www.forest.go.th/ppd/network50/#:~:text=ป่าชุมชนบ้านลานคา%20เป็นผืนป่าใหญ่สภาพ,ศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1. (2567). “ระบบบริการข้อมูลภาครัฐ BIG DATA.” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://bigdata.ratchaburi1.go.th/tableSchoolID.php?op=1.5&id=70010142

สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2567). “สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน).” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage

 

ข้อมูลการสัมภาษณ์

วัลลภ ปีแก้ว, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567.

พลอย หอมกลิ่น, สัมภาษณ์, 25 ตุลาคม 2567.

อบต.ยางหัก 032-919-588