Advance search

ทึ้ยหมั่งขล็อง

ชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณแถบลำภาชีมาอย่างยาวนาน มีตลาดริมธารน้ำชื่อ ตลาดโอ๊ะป่อย เปิดทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์เพื่อเป็นพื้นที่ค้าขายและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

หมู่ 2
บ้านท่ามะขาม
ตะนาวศรี
สวนผึ้ง
ราชบุรี
อบต.ตะนาวศรี 032-395426
ธนพล เลิศเกียรติดำรงค์, สิริภัทร นาคนาม, นิฌามิล หะยีซะ, อาทิตย์ ภูบุญคง
1 ก.ค. 2025
ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล
30 ก.ค. 2025
ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล
19 ก.พ. 2026
บ้านท่ามะขาม
ทึ้ยหมั่งขล็อง

ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของชุมชนคือ ปู่เขียว คงติ๊ด ปลูกต้นมะขามขนาดใหญ่ไว้บริเวณลุ่มน้ำภาชี พื้นที่บริเวณหมู่บ้านจึงมีต้นมะขามขึ้นอยู่มาก จึงกลายเป็นคำเรียกว่า ท่ามะขาม


ชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณแถบลำภาชีมาอย่างยาวนาน มีตลาดริมธารน้ำชื่อ ตลาดโอ๊ะป่อย เปิดทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์เพื่อเป็นพื้นที่ค้าขายและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

บ้านท่ามะขาม
หมู่ 2
ตะนาวศรี
สวนผึ้ง
ราชบุรี
70180
13.513583
99.309306
องค์การบริหารส่วนตำบลตะนาวศรี

คำให้การของบรรพชนกะเหรี่ยงโปว์ที่ส่งผ่านมารุ่นสู่รุ่นเล่าว่า ประชากรกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสวนผึ้งนั้น เป็นกะเหรี่ยงรุ่นดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน มีบางส่วนและเป็นส่วนน้อยที่อพยพเข้ามาในยุค (หลัง) อาณานิคมเรื่อยมาจนถึงยุคสงครามเย็น (วุฒิ บุญเลิ และคณะ, 2546; ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567) มากไปกว่านั้น บริเวณแถบอำเภอสวนผึ้งในปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่นอพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกรากด้วยเช่นกัน เช่น ชาวมอญ ไทยวน ลาวโซ่ง ชาวจีนโพ้นทะเล เป็นต้น หากแต่ประวัติศาสตร์ของท่ามะขามนั้นเริ่มต้นจากชีวิตของนายเขียว คงติ๊ด (หรือที่ชาวท่ามะขามเรียกกันว่า ปู่เขียว) กะเหรี่ยงโปว์ที่เป็นผู้บุกเบิกหมู่บ้านใหม่บริเวณใกล้ลำภาชี

เดิมปู่เขียวเป็นชาวทุ่งแฝก วัวควายของปู่เขียวไปกัดกินพืชผักที่ชาวบ้านปลูกจนเกิดความเสียหาย จึงเป็นเหตุของการหาแหล่งอาหารเลี้ยงวัวควายในพื้นที่ใหม่ แรกเริ่มปู่เขียวใช้วิธีการเลี้ยงปล่อยให้วัวควายหากินอย่างอิสระบริเวณทุ่งใกล้ลำภาชี กระทั่งมาพบพื้นที่บริเวณท่ามะขามเมื่อปี พ.ศ. 2434 จึงสร้างบ้านเรือนสำหรับอยู่อาศัยและพาครอบครัวย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านท่ามะขามเป็นครอบครัวแรก (ปู่เขียวมีภรรยาทั้งหมด 3 คน คือ ปาจือ จิงโจ้ และหลั่งหวัง โดยเขามีบุตรกับภรรยาคนแรก คือ ปาจือ เท่านั้น) และมีญาติพี่น้องติดตามออกมาด้วยประมาณ 5 ครอบครัว  ปู่เขียวปลูกต้นมะขามไว้บริเวณใกล้บ้าน ด้วยความเชื่อว่าต้นมะขามจะทำให้เป็นที่เคารพนับถือและน่าเกรงขามของสรรพสิ่ง ปัจจุบันต้นมะขามต้นนั้นตายแล้ว (ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

มื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีผู้นำปกครองหมู่บ้าน ชาวบ้านยุคนั้นเห็นตรงกันว่าปู่เขียวผู้บุกเบิกหมู่บ้านมีความเหมาะสมจะเป็นผู้นำคนแรก นายเขียว คงติ๊ด ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ พ.. 2464-2496   ช่วงเวลานั้นชาวบ้านเริ่มปลูกต้นมะขามทั่วบริเวณชุมชน จึงตกลงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า ตะหวั้งทึ้ยหมั่งขล็อง (หรือท่ามะขาม) (ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567) ในยุคแรกมีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำชุมชนผ่านสายตระกูลของปู่เขียว ได้แก่ นายเค้ง คงติ๊ด (บุตรชายนายเขียว) (พ.ศ. 2496-2519) ยุคสมัยที่มีการจัดระเบียบการปกครองใหม่เป็นกิ่งอำเภอสวนผึ้ง อำเภอจอมบึง (ประกาศกระทรวงมหาดไทย, 5 พฤศจิกายน 2517) และนายเฉลิม คงติ๊ด (ลูกชายนายเค้ง หลานชายนายเขียว) (พ.ศ. 2519-2526) กระทั่งเมื่อปีพ.ศ. 2526 มีการจัดระเบียบการปกครองอีกครั้ง โดยแยกกิ่งอำเภอออกมาจัดตั้งเป็นอำเภอสวนผึ้ง (พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอเทพสถิต อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอเนินมะปราง อำเภอสวนผึ้ง และอำเภอเสนางคนิคม, 2526) หมู่บ้านท่ามะขามแยกออกเป็นหมู่ 5 ตำบลสวนผึ้ง มีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่คือ นายนาวี ช่อกง จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2531 มีแยกตัวของหมู่บ้านจากตำบลสวนผึ้งมาจัดตั้งเป็นตำบลตำนาวศรี บ้านท่ามะขามนั้นได้เปลี่ยนจากหมู่ 5 ตำบลสวนผึ้ง เป็นหมู่ 2 ตำบลตะนาวศรี (ประกาศกระทรวงมหาดไทย, 31 สิงหาคม 2531) มีการแต่งตั้งนายสุรเดช เทิดสกุลธรรมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เรื่อยมาจนถึงวาระของนายภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม นับตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เดิมท่ามะขามเป็นหมู่บ้านที่รายล้อมด้วยป่ารกชัฏ อีกฟากหนึ่งเป็นทุ่งกระต่ายติดกับลำภาชี ทางสัญจรภายในชุมชนและออกนอกเขตชุมชนยังเป็นทางดินแดงสำหรับเดินเท้าเป็นหลัก กระทั่งชาวบ้านมีการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนภายนอกผ่านการศึกษาและการค้าขาย จึงเริ่มมีการบุกเบิกทางสัญจรสำหรับยานพาหนะ เดิมคนหนุ่มสาวบ้านท่ามะขามจะเข้าไปเรียนหนังสือในเขตสวนผึ้ง (บ้านบ่อ) หรืออำเภอใกล้เคียง (จอมบึง) พร้อมกับกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่ไปว่าความราชการ โดยอาศัยการเดินเท้าไปล่วงหน้าและไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักของญาติพี่น้องหรือคนรู้จัก กระทั่งช่วงปลายทศวรรษ 2500 มีการสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นในชุมชน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบ้านท่ามะขาม) พ่อแม่จึงส่งบุตรหลานเข้าเรียนในหลักสูตรขั้นพื้นฐานพออ่านออกเขียนได้ ก็ออกมาทำหากิน มีเพียงบางส่วนที่ศึกษาต่อทั้งในระดับมัธยมศึกษา สายอาชีพ อุดมศึกษา หรือแม้แต่การศึกษาผู้ใหญ่ (หรือการศึกษานอกระบบในปัจจุบัน) (ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

ในอดีตเขตชุมชนอาศัยความสว่างและเพลิงไฟจากขี้ไต้ แต่ละบ้านจะไปเก็บขี้ยางสำหรับทำขี้ไต้บริเวณฝายนางลม กระทั่งช่วงที่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้น้ำท่วมต้นยางทั้งหมด ประกอบกับร้านค้าภายในชุมชน (ลูกหลานของปู่เขียว) เริ่มนำน้ำมันก๊าดเข้ามาจำหน่าย ราคา 40-45 บาทต่อถัง ความนิยมในขี้ไต้ก็ลดลง กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2530 เริ่มมีการวางเสาไฟต้นแรกผ่านภายในหมู่บ้าน (ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

บ้านท่ามะขามตั้งอยู่บริเวณส่วนโค้งของลำภาชี ทำให้เขตหมู่บ้านมีแม่น้ำล้อมรอบทั้ง 3 ทิศ คือ ทิศตะวันออก ตะวันตก และใต้ ฟากฝั่งตะวันตกของหมู่บ้านข้ามลำน้ำภาชีเป็นเขตป่าชุมชน รวมถึงป่าชุมชนติดกับวัดป่าท่ามะขามที่อยู่ทางทิศเหนือซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุที่ทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนให้ใช้ประโยชน์ได้แค่เก็บไม้รวก (ไผ่รวก) เท่านั้น ทิศใต้ของหมู่บ้านมีเขื่อนและสะพานข้ามไปยังพื้นที่เกษตรกรรมหลักของหมู่บ้าน บนเส้นทางอีกฝั่งแม่น้ำมีศาลเจ้าพ่อทุ่งกระต่ายที่เป็นที่นับถือของชาวท่ามะขามตั้งแต่เริ่มย้ายเข้ามาตั้งรกรากในหมู่บ้านนี้ ในเขตชุมชนท่ามะขามมีสถานศึกษา 1 แห่งคือ โรงเรียนบ้านท่ามะขาม (เดิมเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน) (ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567) สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา รวมถึงยังมีคริสเตียนท่ามะขามและคริสเตียนท่ากุเลาเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคริสเตียนในละแวกนี้

ปัจจุบันภายในเขตหมู่บ้านมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและที่พักโฮมสเตย์ รีสอร์ท และลานกางเต็นท์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจวิถีชีวิตและธรรมชาติ รวมถึงการสร้างตลาดเพื่อเป็นพื้นที่กลางในการรวมตัวและแหล่งรายได้ของคนในชุมชน คือ ตลาดเฌอซีญ่า และตลาดโอ๊ะป่อย และแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ คือ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน และศูนย์ทอผ้ากะเหรี่ยง

ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บ้านท่ามะขาม มีจำนวนบ้านเรือน 523 หลัง มีประชากร 2,317 คน (เป็นเพศชาย 1,225 คน เพศหญิง 1,092 คน) โดยสามารถแบ่งตามอายุประชากรได้ (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567) ดังนี้

_69971b580577b.

 

มาชิกภายในชุมชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ มีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นปะปนอยู่แต่จำนวนไม่มาก เช่น มอญ ลาว เป็นต้น คำบอกเล่าของนายกลึง ชอบกลคือ ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในท่ามะขามปัจจุบันคือลูกหลานที่สืบตระกูลจากปู่เขียว ผู้บุกเบิกหมู่บ้านคนแรก (ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567) ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างตามพื้นที่เกษตร สถานประกอบธุรกิจรีสอร์ท ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวรอบตัวอำเภอสวนผึ้ง

การศึกษา  

บ้านท่ามะขาม มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านท่ามะขาม เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 432 คน โดยมีรายละเอียดของนักเรียนแต่ละระดับชั้น (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1, 2567)

โพล่ง

ภายในชุมชนบ้านท่ามะขามมีการรวมกลุ่มทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยองค์กรที่เน้นการจัดการตัวเองภายในชุมชน ผู้ใหญ่บ้านจะใช้แอปพลิเคชันไลน์เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร แจ้งข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มรับทราบ

 

ตารางแสดงองค์กรหรือกลุ่มภายในชุมชนท่ามะขาม (ที่มา: ผู้ใหญ่บ้านภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

องค์กรหรือกลุ่มที่เป็นทางการ

องค์กรหรือกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ

- กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

- กลุ่มคณะกรรมการชุมชน

- กลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษา

- กลุ่มคณะกรรมการวัด

- กลุ่มอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.)

- กลุ่มกองทุนแม่ของแผ่นดิน

- กลุ่มเลี้ยงโคเพื่อขยายพันธุ์

- กลุ่มเลี้ยงไข่ไก่ประชารัฐ

- สมาคมท่องเที่ยวอำเภอสวนผึ้ง

- กลุ่มการท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน- กลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์

- กลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธ

- กลุ่มทอผ้ากะเหรี่ยง

 

เนื่องจากบ้านท่ามะขามประกอบด้วยคนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีรากฐานทางวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อที่แตกต่างกัน กิจกรรมทางวัฒนธรรมภายในชุมชนก็มีความหลากหลาย ได้แก่

ประเพณีพระเหยียบหลังกะเหรี่ยง: ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ชุมชนจะร่วมกันจัดกิจกรรมสรงน้ำพระ เมื่อสรงน้ำพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะไม่ให้เท้าพระสงฆ์เหยียบพื้นดิน ชาวบ้านนอนเรียงต่อกันให้พระสงฆ์เหยียบหลังขึ้นกุฏิ ชาวบ้านเชื่อว่าเพื่อปัดเป่าความชั่วร้ายและเริ่มชีวิตใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล

งานทำบุญกลางบ้าน: เป็นการเปลี่ยนจากการไหว้บรรพบุรุษของแต่ละบ้านมาทำพิธีรวมกันภายในชุมชน ในช่วงเดือน (ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) ของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูฝนเป็นต้นฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งในงานพิธีงานทำบุญกลางบ้าน มีจัดพิธีบวชป่า บวงสรวงเจ้าพ่อทุ่งกระต่าย และไหว้ขอขมาพระแม่ธรณี และเจ้าห้วยหนองคลองบึงเพื่อให้การเพาะปลูกของปีนั้น ๆ อุดมสมบูรณ์อีกด้วย

ประเพณีผูกแขน เรียกขวัญ กินข้าวห่อ: หรือเรียกว่า “อั้งหมี่ถ่อง” จัดขึ้นในเดือนสิงหาคมของทุกปี เจ้าของบ้านจะทำข้าวห่อไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน เมื่อเปิดบ้านให้ผู้มาเยือน ญาติ เพื่อนบ้าน หรือนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้าน ก็จะให้ผู้อาวุโสในบ้านทำพิธีผูกแขนเรียกขวัญ โดยใช้ด้ายแดงผูกที่ข้อมือของผู้มาเยือนพร้อมกับอวยพร เพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วนำข้าวห่อที่เตรียมไว้มาให้รับประทานร่วมกัน พิธีนี้จะทำกันในบ้านของแต่ละคนก่อน จากนั้นก็จะไปรวมตัวกันที่กลางหมู่บ้านเพื่อกินข้าวห่อร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ประเพณีนี้เป็นการฉลองพืชผลที่เพาะปลูกในการบริโภคของสมาชิกในครัวเรือนและในหมู่บ้าน

ผู้นับถือศาสนาพุทธ: ชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ จะมีศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่วัดป่าท่ามะขาม มีการเข้าวัดทำบุญในวันพระ และวันสำคัญทางศาสนา

ผู้นับถือศาสนาคริสต์: จะมีการรวมตัวทำกิจกรรมทางศาสนาในวันอาทิตย์ ณ สถานประกาศคริสต์ และมีการจัดงานในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาส ในช่วงเดือนธันวาคม

นายกลึง ชอบกล ปัจจุบันอายุ 73 ปี ลูกหลานชาวกะเหรี่ยงโปว์รุ่นที่อพยพมาพร้อมกับปู่เขียว คงติ๊ด มีความรู้และความสนใจด้านประวัติศาสตร์ชุมชนและสมุนไพร รวมถึงความรู้ด้านการขยายพันธุ์พืชและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านท่ามะขาม (ขณะนั้นยังใช้ชื่อโรงเรียน ตชด.) กระทั่งได้ต่อยอดความรู้ผ่านการศึกษาผู้ใหญ่ (ปัจจุบันคือการศึกษานอกระบบฯ) ตอนอายุ 30 ปี หลังสำเร็จการศึกษานายกลึงทำไร่ทำนาเป็นหลัก สลับกับปลูกพืชผักสวนครัว บางครั้งก็จะเข้าป่าไปหาพืชผลหรือสมุนไพรเพื่อใช้บำรุงร่างกาย เช่น ปอบิด เถาวัลย์เปรียง เป็นต้น กระทั่งเมื่อได้ติดตามผู้ใหญ่บ้านไปศึกษาดูงานตลาดต้นไม้ยักษ์ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ก็ได้ค้นพบดีปลาช่อนและนำกลับมาปลูกและพัฒนาเป็น “เบญจชาไทยดีปลาช่อน วางจำหน่ายที่ตลาดโอ๊ะป่อย (กลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

ทุนวัฒนธรรมในชุมชนท่ามะขามสัมพันธ์กับประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในชุมชน นั่นคือ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ซึ่งบางส่วนยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมไว้ หรือหากจำแนกตามศาสนาและความเชื่อก็จะปรากฏความหลากหลายด้านสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและความเชื่อที่ผูกโยงกับจักรวาลวิทยาทางศาสนาและความเชื่อที่แตกต่างกันตามผู้นับถือ ทุนวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของชุมชน ได้แก่

ศาลเจ้าพ่อทุ่งกระต่าย ตั้งขึ้นพร้อมกับการบุกเบิกหมู่บ้านในช่วงปี พ.ศ. 2434 เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญและเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้าน เหตุที่เรียกว่า เจ้าพ่อทุ่งกระต่าย เนื่องจากบริเวณที่ตั้งศาลแต่ก่อนเป็นทุ่งกว้างขนาดใหญ่และมีฝูงกระต่ายจำนวนมาก ชาวบ้านมักไปหากระต่ายป่านำมาประกอบอาหารเพื่อยังชีพ ในแต่ละปีช่วงเดือน 6 ต้นฤดูฝนก่อนเริ่มทำการเกษตร ชาวบ้านจะทำพิธีเซ่นไหว้บวงสรวงเจ้าพ่อ เพื่อขอให้พืชผักในไร่นาอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพิธีที่ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน เรื่องเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อทุ่งกระต่ายคือ เหตุการณ์รถบรรทุกข้าวติดหล่มห้วยที่บริเวณใกล้ที่ตั้งศาล ชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดจากการที่คนขับรถบรรทุกเหล้ามาในรถ แต่ไม่ได้เซ่นไหว้บอกกล่าวเจ้าพ่อ ภายหลังจากทำพิธีเซ่นไหว้ รถบรรทุกข้าวก็สามารถขับออกจากหล่มห้วยได้อย่างง่ายดาย (กลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

อาหารชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ยังคงพบเห็นได้ในระดับครัวเรือนหรือเฉพาะอกาสสำคัญ บางส่วนก็มีวางจำหน่ายในตลาดโอ๊ะป่อย เช่น ข้าวแดกงา ข้าวห่อกะเหรี่ยง ข้าวแกงประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

การแต่งกายแบบกะเหรี่ยง ปัจจุบันชาวบ้านท่ามะขามจะแต่งกายตามวิถีกะเหรี่ยงโปว์ดั้งเดิมเฉพาะโอกาส งานพิธีหรือเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความเชื่อ รวมถึงมีการนำเครื่องแต่งกายกะเหรี่ยงมาใช้นำเสนอผ่านการท่องเที่ยวภายในตลาดโอ๊ะป่อยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในชุมชน

งานหัตถกรรมตามวิถีกะเหรี่ยง เดิมชาวกะเหรี่ยงโปว์อาศัยการประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ภายในครัวเรือนจากวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะวัสดุที่ทำจากไม้ไผ่ที่ชาวบ้านจะไปเก็บในป่าของชุมชน โดยทำมาจักสานเป็นกระจาด ตะกร้า หรือของใช้ในครัว นอกจากนี้ยังมีการทอผ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวัน แต่ปัจจุบันงานหัตถกรรมเหล่านี้เริ่มลดลง เนื่องจากวัสดุอุปกรณ์ที่หายากและขาดการสืบทอด

วัดป่าท่ามะขาม วัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นที่ประดิษฐานของพระมิ่งมงคลในโบสถ์มหาอุตม์ โบสถ์มีสีแดงสะดุดตา ลายไทย บันไดพญานาค ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ แกะสลักสวยงาม และรอยพระพุทธบาทจำลอง เป็นศูนย์กลางศรัทธาของชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนา

ลาดโอ๊ะป่อย ตลาดเช้าติดลำน้ำภาชี “โอ๊ะป่อย เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่าพักผ่อน เปิดทำการทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 07.00 – 14.00 น. ภายในตลาดมีการจัดจำหน่ายสินค้าและอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยง รวมถึงในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 07.30 - 08.00 น. จะมีการใส่บาตรพระสงฆ์ที่ล่องแพไม้ไผ่ตามลำน้ำภาชี (บุษราคัม กลั่นน้ำทิพย์, 2565) ความเป็นมาของตลาดโอ๊ะป่อยมาจากผู้ใหญ่บ้านและทีมงานได้ไปศึกษาดูงานตลาดชุมชนหลายแห่ง โดยได้ต้นแบบมาจากตลาดต้นไม้ยักษ์ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี (ผู้ใหญ่บ้านภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567)

 

สมาชิกในบ้านท่ามะขามรุ่นปัจจุบันใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสาร โดยกลุ่มประชากรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปยังคงใช้ภาษากะเหรี่ยงเป็นภาษาพูดในระดับเฉพาะกลุ่ม ในบางครั้งก็จะใช้ภาษากะเหรี่ยงปนหรือสลับกับภาษาไทย แต่สำหรับคนรุ่นถัดลงมาไม่สามารถใช้ภาษากะเหรี่ยงในการสื่อสาร


ทศวรรษที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเกิดขึ้นมากมายภายในชุมชน นับตั้งแต่กระแสการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วในบริเวณอำเภอสวนผึ้ง ทำให้ชุมชนท่ามะขามและละแวกใกล้เคียงเข้าถึงโอกาสและต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ภายในชุมชนมีการรวมกลุ่มจัดตั้ง ตลาดโอ๊ะป่อย เพื่อเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเน้นการจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานจักสาน งานประดิษฐ์ เครื่องแต่งกายกะเหรี่ยง พืชผลทางการเกษตร เป็นต้น (บุษราคัม กลั่นน้ำทิพย์, 2565) กระนั้น ตลาดโอ๊ะป่อยยังคงเป็นกิจกรรมริเริ่มของสมาชิกภายในชุมชนที่จำเป็นต้องมีการวางแผนต่อยอดในระยะยาว เนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวในอำเภอสวนผึ้งไม่ได้ยั่งยืนหากเปรียบเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นของประเทศ ชาวบ้านรวมถึงผู้ออกแบบกิจกรรมจึงต้องปรับตัวตามความผันผวนของจำนวนนักท่องเที่ยวและรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของนักท่องเที่ยวเช่นกัน


ขณะเดียวกัน สมาชิกภายในชุมชนหลายคนทั้งกะเหรี่ยงโปว์หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ บางส่วนก็ยังคงสถานะเป็นบุคคลไร้สัญชาติ หรือไร้บัตรประจำตัว เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือแถบชายแดน ทำให้เกิดความยากลำบากในการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและสิทธิขั้นพื้นฐาน แกนนำชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินการนำประชากรกลุ่มนี้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวนาน อีกทั้งยังจำเป็นต้องใช้เอกสารจำนวนมากและซับซ้อน


ปัญหาส่วนใหญ่ที่ทำให้เด็กนักเรียนเสี่ยงหรือหลุดจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เกิดจากปัญหาความยากจนในครอบครัว ที่ส่งผลให้เด็กจำเป็นต้องหยุด-ออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อไปช่วยหารายได้ให้ครอบครัว ข้อมูลจากโครงการเยี่ยมบ้าน 100% พบว่าส่วนใหญ่เด็กที่หลุดจากระบบยังคงอาศัยอยู่ที่เดิม โดยไปหารายได้เสริมจากการทำงานรับจ้างในรีสอร์ท-โรงแรม ร้านอาหาร และรับจ้างทำเกษตรกรรม โดยได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อย เนื่องจากในกรณีที่ผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานเด็ก อีกทั้งหลายครอบครัวยังติดปัญหาเรื่องสัญชาติที่มีทั้ง บุคคลไร้สัญชาติ, ผู้ไม่มีบัตรประชาชน, บัตรประชาชนรหัสG ที่ส่งผลให้กลายเป็นข้อจำกัดในการประกอบอาชีพทำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปหางานนอกเขตพื้นที่อำเภอสวนผึ้งได้

ที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน ด้วยการหาทุนการศึกษาและกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้เพื่อดึงเด็กที่หลุดออกไปกลับมาเรียนอีกครั้ง รวมถึงเคยติดต่อขอความช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนตำบลตะนาวศรี แต่ด้วยข้อจำกัดของระเบียบราชการเกี่ยวกับปัญหางบประมาณทับซ้อน ที่อบต.ไม่สามารถนำงบประมาณมาใช้ในสถานศึกษาซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงอื่น(ศึกษาธิการ)โดยตรงได้


ประชากรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปยังคงใช้ภาษากะเหรี่ยงเป็นภาษาพูดในระดับเฉพาะกลุ่ม ในบางครั้งก็จะใช้ภาษากะเหรี่ยงปนหรือสลับกับภาษาไทย แต่สำหรับคนรุ่นถัดลงมาไม่สามารถใช้ภาษากะเหรี่ยงในการสื่อสาร

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

บุษราคัม กลั่นน้ำทิพย์. (2565). แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของตลาดวิถีชุมชนโอ๊ะป่อย จังหวัดราชบุรี. สารนิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คลังสถาบันมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เข้าถึงเมื่อ 15 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://ir.swu.ac.th/jspui/handle/123456789/27865.

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี. (31 สิงหาคม 2531). ราชกิจจานุเบกษา. ฉบับพิเศษ เล่ม 105 ตอนที่ 143. หน้า 46-52.

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งท้องที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตั้งเป็นกิ่งอำเภอสวนผึ้ง. (5 พฤศจิกายน 2517). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 91 ตอนที่ 185. หน้า 3972.

พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอเทพสถิต อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอเนินมะปราง อำเภอสวนผึ้ง และอำเภอเสนางคนิคม พ.. 2526. (31 มีนาคม 2526). ราชกิจจานุเบกษา. ฉบับพิเศษ เล่ม 100 ตอนที่ 50. หน้า 10-12.

วุฒิ บุญเลิศ, เสรี คลังนาค, สุรเศรษฐ บุญเกต, อมรรัตน์ ลีเพ็ญ, และสันติ พะจี. (2546). เมื่อกะเหรี่ยงสวนผึ้งลุกขึ้นพูด: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1. (2567). “ระบบบริการข้อมูลภาครัฐ BIG DATA.” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 15 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://bigdata.ratchaburi1.go.th/tableSchoolID.php?op=1.5&id=70010098

สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2567). “สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน).” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 15 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage

 

ข้อมูลการสัมภาษณ์

ลึง ชอบกล, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567.

ผู้ใหญ่บ้านภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม, สัมภาษณ์, 19 ตุลาคม 2567

อบต.ตะนาวศรี 032-395426