ชุมชนชาวไทยเขมรลาวที่ยังคงสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อมาในปัจจุบันก็ได้แก่ พิธีส่งส่วย หรือ ทำบุญกลางบ้าน การลงโรงอาลักษ์ และพิธีงานแต่งเป็นพิธีการตัดผี ไหว้ผีบรรพบุรุษ
ชื่อตามหมู่บ้านเขาน้อยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มสลับกับเนินเขาและเป็นเขาน้อย จึงเรียกชุมชน “บ้านเขาน้อย”
ชุมชนชาวไทยเขมรลาวที่ยังคงสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อมาในปัจจุบันก็ได้แก่ พิธีส่งส่วย หรือ ทำบุญกลางบ้าน การลงโรงอาลักษ์ และพิธีงานแต่งเป็นพิธีการตัดผี ไหว้ผีบรรพบุรุษ
หมู่บ้านเขาน้อยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มสลับกับเนินเขาและเป็นเขาน้อย จึงเรียกว่า บ้านเขาน้อย และจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าแก่หลายท่านได้เล่าว่า ชาวบ้านเขาน้อย คาดว่าเป็นชาวไทยที่มีเชื้อสายเขมร เพราะว่ามีพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชาวเขมร มีชาวบ้านบางกลุ่มเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนน่าจะอพยพมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยอยุธยา - ธนบุรี โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าบรรพบุรุษของตนเป็นทหารและชาวบ้านที่ติดตามพระเจ้าตากมารบกับพม่า โดยพระเจ้าตากได้ยกทัพมาแถวธรรมเสน - นางแก้ว แล้วหยุดทัพเพื่อระดมอาหารและไพร่พลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และได้สร้างครอบครัวลงหลักปักฐานเมื่อถึงคราวต้องเลิกทัพ บางครอบครัวก็ไม่กลับ ตัดสินใจตั้งหลักฐานอยู่ที่บ้านเขาน้อย
ความเชื่อดังกล่าวสอดคล้องกับเรื่องเล่าของปู่กรมขุน ซึ่งตระกูลบุญนาคได้เล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่กรมขุนเป็นทหารเอกของพระเจ้าตาก ได้รับคำสั่งให้มาซุ่มกำลังอยู่ที่บ้านเขาน้อยในปัจจุบัน โดยในขณะนั้นท่านได้นำแร่จากเขาเขียว โดยใช้ช้างลากแร่ผ่านทางข้างศาลาประชาคมแล้วมาผูกช้างใต้ต้นแจง (บ้านลุงส่ง) และนำแร่มาเผาบริเวณนั้น ซึ่งมีหลักฐานคือ เตาดินเผาและเศษแร่ที่ถลุง อยู่บริเวณบ้านนายเกตุรินทร์ ชุ่มบัว โดยความรู้เรื่องการผสมดินปืนได้ถ่ายทอดมาสู่ปัจจุบัน
นอกจากนี้ คุณยายไล้ คุณยายเลี้ยง และคุณปู่ยุ้ย ซึ่งเป็นร่างทรงของหลวงปู่กรมขุนได้เล่าว่า หลังจากที่สงครามไทย - พม่าจบลง ชาวบ้านต่างก็ร้องไห้เสียใจที่ต้องจากกันเพราะส่วนหนึ่งมีครอบครัวอยู่ที่นี่ พี่น้องจึงต้องแยกย้ายจากกัน บ้างก็เดินทางกลับ บ้างก็ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เขาน้อย ดังนั้น จึงมีการสร้างศาลาไว้สักการะเพื่อเป็นการระลึกถึงบรรพบุรุษซึ่งเป็นต้นตระกูลบุญนาค โดยคนในตระกูลบุญนาค ได้รับการสืบทอดการเป็นร่างทรงของหลวงปู่กรมขุนตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทายาทร่างทรงปัจจุบันก็คือ ปู่ยุ้ย จีนอ่อน และหลักฐานที่น่าเชื่อถือก็คือ พระขรรค์ และยังมีของใช้ที่เป็นมรดกสืบทอดมาจากอดีตนั่นเอง
อย่างไรก็ดี หลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ตอนที่ 8 พงศาวดารเขมร ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีจนนักองเองเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ปรากฏบันทึกเกี่ยวกับการเทครัวชาวเขมรลาวจากเมืองบารายและโพธิสัตว์และการตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองราชบุรีตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, 2563) จึงมีความเป็นไปได้ว่า ชาวบ้านเขาน้อยสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การเทครัวในช่วงเวลานั้น
ความเจริญและวิถีชีวิตของชุมชนเขาน้อยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป มีตะเกียงน้ำมันใช้ เด็กทุกคนได้เรียนหนังสือ พ.ศ. 2520 มีไฟฟ้า มีโทรทัศน์ เข้ามาทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงใช้เตาถ่าน ใช้ฟืน ในการทำอาหาร สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปในช่วงเวลานั้นคือการขับถ่าย การเข้าห้องน้ำยังคงเข้าไปตามป่าเหมือนเดิม
นอกจากนี้ การประกอบอาชีพของชุมชนเข้าน้อย ยุคเริ่มตั้งบ้านเรือนชาวบ้านเข้าจับจองพื้นที่ได้โดยไม่ต้องมี ส.ป.ก. อาชีพหลักของชุมชนคือ การทำนา ทำสวน และรับจ้าง การทำนาเป็นการทำนาปี (ตามฤดูกาล) โดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ใช้ควายในการไถนา ถ้าปีไหนน้ำน้อยหรือฝนไม่ตกตามฤดูกาลจะมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝน ซึ่งข้าวที่ได้มาหลังฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะนำข้าวไปขาย 500 กระบุงต่อ 1,000 บาท ชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ขายจะนำข้าวที่ได้ไปแลกกับสิ่งของที่ต้องการที่ตลาดวัดโรงช้าง เช่น พริก หอมแดง กระเทียม มะพร้าว เป็นต้น พอพ้นฤดูกาลทำนาชาวบ้านจะไปรับจ้างตัดฟืน ตัดอ้อย ปัจจุบันชุมชนบ้านเขาน้อยยังคงประกอบอาชีพทำนาและรับจ้างเป็นหลักและพิธีขอฝนโดยแห่นางแมวในปัจจุบันไม่มีแล้ว
จากคำบอกเล่าและความเชื่อถือที่กล่าวมาข้างต้นอาจพอสรุปได้ว่า ชาวบ้านเขาน้อยนั้นแต่เดิมอาจจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่แต่ดั้งเดิมและเป็นชาวบ้านที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมโดยสันนิษฐานว่าชาวบ้านบางส่วนอาจมีเชื้อสายเขมร หรือไม่ก็ได้รับอิทธิพลของชาวเขมร จึงทำให้วัฒนธรรมประเพณีความเชื่อของชาวบ้านเขาน้อยบางอย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรมเขมร ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีใครสามารถพูดภาษาเขมร หรือแต่งกายด้วยชุดเขมรแล้ว แต่วัฒนธรรมความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษก็ยังสอดแทรกอยู่ในประเพณีของชาวบ้านเขาน้อยจวบจนถึงปัจจุบัน
บ้านเขาน้อย ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.ธรรมเสน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี อยู่ห่างจากอำเภอโพธารามประมาณ 23 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีประมาณ 16 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 100 กิโลเมตร บ้านเขาน้อย มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับหมู่ที่ 5 บ้านเขาพระ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับหมู่ที่ 1 บ้านธรรมเสน และหมู่ที่ 2 บ้านตาอิฐ
ทิศใต้ ติดต่อกับหมู่ที่ 8 บ้านโคกแจง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับหมู่ที่ 7 บ้านเนินม่วง และ หมู่ที่ 11 บ้านเกาะตาพุด
บ้านเขาน้อย เป็นหมู่บ้านที่มีประชากรมากที่สุดในตำบล โดยหมู่ 6 สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ออกเป็น 5 กลุ่ม คือ บ้านเขาน้อย บ้านดอนตะกู บ้านทางหลวง บ้านดอนตะครอง และบ้านดงสะแก
บ้านเขาน้อย มีเนื้อที่โดยประมาณ 4,528 ไร่ หรือ ประมาณ 7,245 ตารางกิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีคลองส่งน้ำชลประทานไหลผ่าน สภาพดินส่วนหนึ่งเป็นดินร่วนและดินร่วนปนทรายเหมาะกับการทำนาดำ และอีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลาดเชิงซ้อน มีความลาดมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก อาชีพดั้งเดิมของประชากรส่วนใหญ่ของหมู่บ้านเขาน้อย คือ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ การทำนา ทำสวน จับปลา ในปัจจุบันยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม และประกอบอาชีพรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม
ลักษณะการตั้งบ้านเรือนส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ส่วนใหญ่จะสร้างบ้านอยู่ในชุมชนติดกับบ้านญาติพี่น้อง ลักษณะครอบครัวมีทั้งครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย ซึ่งมีทั้งลักษณะของบ้านไม้เก่า คือ เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง หลังคามุงแฝก มุงสังกะสีและกระเบื้อง ฝาบ้านเป็นฝาไม้ขัดหรือไม้กระดาน และแบบบ้านสมัยใหม่ คือมีลักษณะการสร้างแบบบ้านปูนชั้นเดียวอยู่ติดกับพื้น หรือสร้างด้วยอิฐบล็อก
ป่าชุมชนบ้านเขาน้อยเป็นป่าขนาดเล็กที่มีพื้นที่ประมาณ 52 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา (ปัจจุบันเหลือเพียง 28 ไร่) เป็นป่าบนเขาที่มีความสูงไม่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “เขาน้อย” เป็นป่าที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน ล้อมรอบไปด้วยบ้านคน ทิศเหนือติดกับพื้นที่นาข้าวของชาวบ้าน ทิศตะวันออกมีชลประทานไหลผ่านทำให้สภาพป่าทางด้านนี้มีความชุ่มชื้นและเขียวชอุ่ม ส่วนทางด้านทิศตะวันตกนั้นค่อนข้างมีสภาพแห้งแล้ง ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้รวกแห้ง ๆ และทิศใต้เป็นทิศที่อยู่ติดกับชุมชนบ้านเขาน้อย โดยมีบ้านเรือนสร้างติดกับป่าหลายหลัง โดยสรุปแล้วป่าชุมชนบ้านเขาน้อยเป็นป่าที่มีความสวยงาม มีพรรณพืชไม้ใหญ่อยู่ประมาณ 55 - 60 ชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นไม้รวก บนป่ายังอุดมไปด้วยพืชพรรณผักป่าหลายชนิดที่ขึ้นตามฤดูกาล เช่น เห็ดโคน ดอกกระเจียว ผักหวาน หน่อไม้ เป็นต้น
ประชากรกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเขาน้อย มีประมาณ 14 หลังคาเรือน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสร้างบ้านอยู่บริเวณตีนเขาน้อย 11 หลังคาเรือน และกลุ่มที่สร้างบ้านอยู่อีกฝั่งของถนนทางเกวียน 3 หลังคาเรือน (ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน) ได้แก่
กลุ่มที่ 1
1. นายชื้น + นางตุ๋ย บุญนาค
2. นายเปลี่ยน + นางแฉง ฤทธิแรง
3. นายกง ทองคลอน (เขมร) + นางเจียน
4. นายแมว + นางใหม่ บุญนาค
5. นางหลิม บุญนาค + นายชม สวดมนต์
6. นายสง + นางใย เอี่ยมทรง
7. นายนาค + นางสุข แจ่มจำรัส
8. นายหด + นางทอง สวดมนต์
9. นายขวด + นางปุก สวดมนต์
10. นายคล้ำ + นางจันทร์ ทองเหม็น
11. นายขำ + นางเซก ขำกำเนิด
กลุ่มที่ 2
1. นายอุย + นางแก้ว
2. นายเปี่ยง + นางเขียน สวดมนต์
3. นายคุ้ย + นางมุ้ย บานเผือก
ปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่าบ้านเขาน้อย มีจำนวนบ้านเรือน 427 หลัง มีประชากร 1,028 คน (เป็นเพศชาย 508 คน เพศหญิง 520 คน) โดยสามารถแบ่งตามอายุประชากรได้ (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567) ดังนี้
กลุ่มผู้นำหมู่บ้านตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน
1. ผู้ใหญ่หม้อ ขำกำเนิด
2. ผู้ใหญ่ชู คุ้มเกิด เป็นผู้ใหญ่ 7 ปีได้แต่งตั้งเป็นกำนัน
3. ผู้ใหญ่เกิด พุกกำเนิด
4. ผู้ใหญ่พุฒ เสนาธรรม
5. ผู้ใหญ่อินทร์ ไพรวัลย์ ผู้ก่อตั้งป่าชุมชนเขาน้อย
6. ผู้ใหญ่สุริยะ ไพรวัลย์ ผู้ใหญ่คนปัจจุบัน
กลุ่ม/กองทุน/ประชาคมของหมู่บ้านเขาน้อย
1. กองทุนหมู่บ้าน
2. กลุ่มออมทรัพย์
3. กลุ่มสตรี
4. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
5. กลุ่มฌาปนกิจหมู่บ้าน (ร่วมกับฌาปกิจตำบลธรรมเสน)
ระบบประกันสุขภาพ
1. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพธรรมเสน
2. โรงพยาบาลธรรมเสน
3. โรงพยาบาลราชบุรี
4. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
ระบบประกันหมู่บ้านส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหลัก จะได้รับการดูแลตั้งแต่เด็กแรกเกิด คนแก่ คนเจ็บ ซึ่ง อสม.แต่ละคนจะรับผิดชอบ 1 คนต่อ 17-20 หลังคาเรือน กลุ่มผู้ป่วยเปราะบางในหมู่บ้านเขาน้อยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยติดบ้าน ผู้ป่วยติดอยู่ในสังคม (ผู้ป่วยเป็นโรคที่ไม่สามารถออกไปนอกพื้นที่ได้) และโรคผู้สุงอายุ เช่น ไขมัน ความดัน เบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลธรรมเสน ได้มีการจัดโครงการตรวจสุขภาพของผู้สูงอายุทุก 3 เดือน ซึ่งจะมีผู้ป่วยประมาณ 120 คน
วิถีชุมชนของบ้านเขาน้อย
จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชุมชนบ้านเขาน้อย เช่น นายช้วน ขำกำเนิด นายกุ้ย จีนอ่อน สรุปใจความได้ว่าชุมชนบ้านเขาน้อยน่าจะเป็นชาวไทยเชื้อสายเขมรลาวเดิม ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือ “8 ชาติพันธุ์ในราชบุรี” ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดราชบุรี พ.ศ. 2544 ได้กล่าวไว้ว่า “ประวัติความเป็นมาชาวไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดราชบุรี หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ชาวไทยเขมรลาวเดิม” นั้น เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดราชบุรีตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่จากข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้กล่าวไว้ว่า “ครั้นกองทัพไทยเลิกกลับมาสมเด็จพระนารายณ์ราชาก็พากองทัพญวนขึ้นมารักษาเมืองดังกล่าว เจ้าพระยาจักรีเดินทัพมากลางทางทราบว่าญวนมาช่วยเขมร ก็กวาดต้อนครอบครัวเมืองบาราย เมืองโพธิสัตว์ และจับได้ขุนนางเขมร คือ พระยายมราช ชื่อ ควร พระยารามเดชะ ชื่อ มู พระยาไกร ชื่อ ลาย พระยาแสนท้องฟ้า ชื่อ ลาย รวมกับครอบครัวที่ได้มาในครั้งนั้นหมื่นเศษ ส่งเข้ามากรุงธนบุรี แล้วยึดเอาเมืองพระตะบองเมืองนครเสียมราฐรักษาไว้ ครอบครัวมาที่เข้ามาครั้งนั้นเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือมอยู่เมืองราชบุรี” ข้อความดังกล่าวเป็นหลักฐานที่สำคัญที่แสดงไว้แน่ชัดว่าเมื่อปี พ.ศ. 2314 ในสมัยกรุงธนบุรีมีการกวาดต้อนชาวเขมรจำนวมมากมาไว้ที่เมืองราชบุรี แต่ภายหลังจากนี้ไม่มีเอกสารใดที่กล่าวถึงชาวเขมรกลุ่มนี้อีกเลย
ชาวไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดราชบุรีสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ตามสำเนียงภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกัน คือกลุ่มที่เรียกตัวเองกับภาษาที่พูดว่า “เขมรลาวเดิม” และอีกกลุ่มหนึ่งที่พูดภาษาเขมรแบบเดียวกับเขมรในกัมพูชาถึงแม้จะมีสำเนียงภาษาพูดที่ต่างกันแต่ก็ยังรวมเรียกชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้ว่า ไทยเขมรลาวเดิม
ชาวเขมรลาวเดิมตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ตามท้องที่ต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลองในพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี ในบางส่วนของ ต.คุ้งน้ำวน, อ.ปากท่อ ใน ต.วัดยางงาม ม.3 บ้านกอไผ่ ต.บ่อกระดาน บ้านหัวถนน และบางส่วนของ ต.ดอนทราย บ้านหนองจอก, อ.วัดเพลง บริเวณวัคศรัทธาราราษฎร์ ต.เกาะศาลพระ บ้านคลองขนอน คลองพะเนาว์ บ้านโคกพริก, อ.บางเเพ ต.หัวโพ บ้านตอนมะขามเทศ ต.วังเย็น บ้านเตาอิฐ บ้านหนองม่วง ต.วัดแก้ว บ้านเสาธง บ้านทำนบ ต.บางแพ บ้านท่าราบ ฯลฯ
ไทยเขมรลาวเดิมกลุ่มที่พูดภาษาคล้ายคลึงกับภาษาเขมรนั้น ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณ อ.ปากท่อ และเป็นชุมชนขนาดใหญ่ อีกทั้งสำเนียงภาษาพูดที่เป็นแบบเขมรจึงทำให้มีชื่อเรียกไทยเขมรลาวเดิมกลุ่มนี้ว่า “เขมรปากท่อ” ตัวอย่างภาษาพูด เช่น
เตอวน่าม้อ หมายถึง ไปไหนมา
คำบาย หมายถึง หุงข้าว
ซีบายเหอยเน้อว หมายถึง กินข้าวหรือยัง
พ็อกตึ๊ก หมายถึง ดื่มน้ำ
บอง หมายถึง พี่ชาย
ปะโอน หมายถึง น้อง
ที่อยู่อาศัย
ลักษณะชุมชนการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของชาวไทยเขมรลาวเดิม จะปลูกสร้างบ้านเรือนติดต่อกันเป็นหมู่ หมู่ละหลายสิบหลังคาเรือน เนื่องจากชาวไทยเขมรลาวเดิมเป็นกลุ่มชนที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติแน่นแฟ้น มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ยึดถือบ้านพ่อแม่เป็นศูนย์กลางและผูกพันกันระหว่าง ปู่ ย่า ตา ยาย รูปทรงบ้านเรือนในอดีตเป็นบ้านยกใต้ถุนสูง หลังคามุงจากหรือหญ้าคา ฝาบ้านเป็นไม้ไผ่หรือฝากระดาน โดยเฉพาะหลังคาบ้านมีลักษณะพิเศษ คือ มุงเป็นผืนเดียวกันตลอดทุกหลังคาเรือน เมื่อขึ้นบันไดบ้านแล้วสามารถไปเรือนหลังอื่นได้ โดยไม่ต้องลงจากบันไดบ้านเดิม เพราะแต่ละบ้านจะมีไม้กระดานพาดถึงบ้านต่อบ้าน
การแต่งกาย
ในอดีต ผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอตั้งเป็นกระดุมห้าเม็ด และเด็กชายจะสวมเครื่องประดับ คือกำไลมือ และกำไลข้อเท้า ผู้หญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบนเช่นเดียวกับชาย สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอก หรือหญิงสูงอายุจะใส่ผ้าแถบรัดอกหรือเสื้อคอกระเช้า สาวไว้ผมยาวแค่คอหรือไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม เช่นเดียวกับหญิงสูงอายุ นิยมสวมเครื่องประดับเป็นสร้อยทอง กำไล แหวน ฯลฯ แต่ก่อนชาวไทยเขมรลาวเดิมจะทอผ้าไว้เอง โดยซื้อฝ้ายจากที่อื่นมาปั่นด้ายสำหรับใช้ทอผ้า แต่ปัจจุบันไม่มีการทอผ้าใช้เองแล้ว รวมทั้งเครื่องแต่งกายหรือทรงผมก็เป็นไปสมัยนิยม
การกินอยู่
วิถีชีวิตในอดีตของชาวไทยเขมรลาวเดิม ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก ได้แก่ การทำนา ทำสวน พืชสวนที่สำคัญ ได้แก่ มะม่วง และมะพร้าว ที่เพิ่งเริ่มทำกันมาในช่วง 30 - 40 ปี ที่ผ่านมา อาหารการกินหาได้ในพื้นถิ่นทั่วไป เมื่อมีจำนวนมากเกินบริโภค เช่น ปลา ก็มีการนำมาแปรรูป ทำเป็นน้ำปลา ปลาเค็ม ปลาร้า เป็นต้น สามารถนำมาประกอบอาหารได้ในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีการทำน้ำตาลโตนด สำหรับทำขนมหวาน เพื่อใช้เลี้ยงในงานมงคลต่าง ๆ
ภูมิปัญญารักษาโรค
เมื่อมีการเจ็บไข้ได้ป่วยมักจะรักษากันตามวิถีพื้นบ้าน หรือกับหมอตามบ้านโดยใช้สมุนไพรในท้องถิ่น ยาหม้อต่าง ๆ และงดการใช้ของแสลงกับอาการป่วย เช่น ของหมักดอง ของคาว ส่วนเด็กที่ไม่สบายมักใช้วิธีกวาดยาหรือพ่นยา การละเล่นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เมื่อว่างเว้นจากงานประจำของชาวไทยเขมรลาวเดิม ได้แก่ การเล่นพวงมาลัย ชักเย่อ มอญซ่อนผ้า ผีกะลา ช่วงรำ และโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เด็ก ๆ มักจะเล่นหึ่งหรือสะบ้า เครื่องดนตรีประกอบคือ กลองยาว และปีพาทย์
ความเชื่อ/ศาสนา
คติความเชื่อของคนไทยเขมรลาวเดิม เชื่อและนับถือผีบรรพบุรุษหรือผีอารักษ์อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ เมื่อมีการจัดประเพณีงานบวช งานศพ หรือเมื่อหนุ่มสาวจะแต่งงานกันจะต้องสู่ขอตามประเพณี หรือหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดจารีตประเพณี จะถูกผีบรรพบุรุษลงโทษให้เกิดความวิบัติต่าง ๆ แก่สมาชิกในครอบครัวหรือตัวเอง ฉะนั้นต้องเซ่นผี ผีของชาวไทยเขมรลาวเติม มีการแบ่งเป็นก๊ก ผีแต่ละก๊กจะกินเครื่องเซ่นไม่เหมือนกัน บางก๊กกินไก่ หมู ขนมต้มดำ ขนมต้มแดง เหล้า หรือเป็ดปากทอง (คือเป็ดที่ใช้สร้อยทองคล้องที่ปากเรียกว่าเป็ดปากทอง) จะเซ่นตอนเมื่อมีชายหนุ่มมาสู่ขอหญิงสาว ผีก๊กนี้เรียกว่าก๊กผีกินเป็ดปากทอง
ไทยเขมรลาวเดิมจะไหว้ผีในช่วงสารทสงกรานต์ ถ้าอยู่ที่บ้านก็ไหว้ที่บ้าน ภายในบ้านจะมีหิ้งผี ซึ่งจัดขึ้นในห้องหนึ่งของบ้าน เมื่อถึงเวลาก็จุดธูปบอกกล่าวขอให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อมีงานต่าง ๆ ก็ต้องเช่นไหว้บอก เครื่องเซ่น ประกอบด้วย กล้วย 1 คู่ มะพร้าว 1 คู่ ข้าว 2 สำรับคาวหวาน เหล้า ขนมเปี๊ยะ อย่างน้อย 10 คู่ ขนมจันอับ 1 คู่ ขนมบัว 1 คู่ ข้าวต้มมัด 1 คู่ (ขนมต้องให้ได้มากกว่า 10 อย่าง)
นอกจากจะนับถือผีตามบรรพบุรุษแล้ว ไทยเขมรลาวเดิมยังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ประพฤติปฏิบัติตามศาสนพิธีเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับคนทั่วไป มีวัดและผู้นำทางศาสนาเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อรวมความเป็นหนึ่งในกลุ่ม มีความสามัคคีเป็นเลิศ เห็นได้จากการตั้งบ้านเรือนติด ๆ กัน
นอกจากการนับถือผีนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดแล้ว ไทยเขมรลาวเดิมยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “ขวัญ” ด้วย โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ได้ป่วย หลังจากที่ได้รักษากับหมอยาตามบ้านแล้ว คนแก่จะทำพิธีเรียกขวัญ โดยมีสำรับคาวหวาน เรียกว่า “มิงชิงขวัญ” ให้ขวัญมาอยู่กับตัว การผูกข้อมือ และมีญาติพี่น้องมาร่วมงามด้วย ซึ่งประเพณีของชาวไทยเขมรลาวเดิม แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตและประเพณีในรอบปี
ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต
การเกิด ชาวไทยเขมรลาวเดิมมีความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” ดังนั้นเมื่อมีเด็กแรกเกิด ญาติผู้ใหญ่จะนำทารกใส่กระด้งแล้วกล่าวเรียกขวัญว่า “แม่ซื้อตองป่า แม่หาดองข้าว แม่เป็นแม่พิมพ์ แม่เลี้ยงเคยชม แม่นมเคยจูบ อย่ามาหลอก อย่ามาหลอน อย่ามาให้รอน ๆ อย่าหอนรี ๆ 3 วัน เป็นลูกผี 4 วัน เป็นลูกคน ลูกใครมารับเอาเน้อ...ลูกฉัน (พ่อแม่) ” แล้วจึงวางกระด้งลง
การเรียกขวัญอีกวิธีหนึ่ง คือ เมื่อเด็กเกิด หมอตำแยจะนำข้าวเปลือกใส่ตะกร้า พร้อมด้วยกล้วยสุก ขนมต้มแดงต้มขาว ไปวางไว้ที่ไม้กระดานที่แม่นอนอยู่ไฟแล้วเชิญผีบรรพบุรุษให้มากิน จากนั้นนำไปทิ้งที่ทางสามแพร่งแล้วเดินกลับโดยไม่ให้หันไปมอง สำหรับแม่จะต้องอยู่ไฟอีกอย่างน้อย 7 - 15 วัน ระหว่างนี้แม่จะกินอาหารได้เพียงข้าวต้มเกลือหรือน้ำปลาเท่านั้น เมื่อออกไฟแล้วหมอตำแยจะผูกขวัญให้มารดาอีกครั้งหนึ่ง
ประเพณีแต่งงาน การแต่งงานของคนไทยเขมรลาวเดิม นิยมจัดพิธีที่บ้านฝ่ายหญิง โดยฝ่ายชายจะจัดขบวนขันหมากแห่มาที่บ้านในขบวนขันหมากมีขนมใบไม้ ขนมเปี๊ยะ ขนมขี้แมว ขนมโก๋ เนื้อหมู ไก่ เป็ด ซึ่งทั้งหมดต้องจัดเป็นจำนวนคู่หลังจากมีการพูดคุยกันทั้งสองฝ่ายพอเป็นพิธี บ่าวสาวจะไหว้พ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย ต่อจากนั้นผู้อาวุโส จึงผูกด้ายขาว เพื่อเรียกขวัญให้คู่บ่าวสาว จากนั้นมีการเลี้ยงข้าวแก่ผู้ร่วมงาน การส่งตัวจะทำในตอนเข็น ผู้อาวุโสให้คือให้พรและตามธรรมเนียมของคนไทยเขมรลาวเดิมในอดีตกล่าวว่า เมื่อลูกชายบ้านใดมาขอลูกสาว ผู้เป็นพ่อแม่ต้องเรียกสินสอด คือ เรือนหอ 1 หลัง และวัว 1 คู่เป็นทรัพย์สินที่จะใช้ในการดำเนินชีวิต หลังจากแต่งงานแล้ว มักอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิง แต่ถ้าจะแยกบ้านออกไปก็ได้ ซึ่งก็ยังอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับพ่อแม่
ประเพณีการบวช ในอดีตการบวชจะมีการแห่นาคโดยใช้วัว ควาย หรือเกวียน แต่ปัจจุบันจะใช้ม้าเป็นหลักในการแห่นาคเข้าวัด
พิธีศพ ถ้าผู้ตายตายด้วยการเจ็บไข้ได้ป่วย (ตายปกติ) จะนำศพไว้ที่บ้านหรือวัดก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกในการทำพิธี แต่หากผู้ตายตายผิดปกติ (ตายโหง) จะไม่นำศพเข้าบ้าน
จากที่กล่าวมาข้างต้น ถึงแม้ว่าด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ ด้าน ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวเขมรไทยเดิมในจังหวัดราชบุรี ซึ่งรวมถึงชาวชุมชนบ้านเขาน้อยด้วยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเหยี ก็ไม่เคร่งครัดเหมือนเดิม โดยเฉพาะเสื้อผ้าการแต่งกาย ภาษาพูด หรือเอกลักษณ์ต่าง ๆ ก็แทบจะมองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดเหลือเค้าที่จะแสดงความเป็นตัวคนของชาวไทยเขมรลาวเดิมดังแต่ก่อน โดยวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ที่ยังคงสืบทอดมาในปัจจุบัน ได้แก่
พิธีส่งส่วย หรือ ทำบุญกลางบ้าน โดยชาวบ้านเขาน้อยจะมีพิธีส่งส่วย หรือ พิธีทำบุญกลางบ้านซึ่งจะทำทุกปี ในเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ เพื่อรำลึกถึงผีบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย และผีเร่ร่อนหรือสัมภเวสี ซึ่งเป็นพิธีที่ทำสืบต่อกันมาช้านาน โดยแต่ละปีผีบรรพบุรุษจะเลือกกินของเซ่นที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งในปีนี้ผีบรรพบุรุษเลือกกินข้าวหลาม โดยชาวบ้านจะต้องทำกบาลนำมาทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมจำนวน 3 ชิ้น แล้วใช้ไม้แหลมเสียบให้ทะลุกบาลทั้งสี่ด้าน นำใบตองมาวางบนไม้ จากนั้นก็นำแป้งข้าวเหนียวมาทำเป็นรูปคนและสัตว์เลี้ยงจำนวนเท่ากับสมาชิกในบ้าน (เรียกว่าปั้นรูปปั้นรอย) แล้วนำมาวางไว้ในกบาล โดยในการประกอบพิธีนั้นจะมีการทำบุญตักบาตรทางศาสนาพุทธก่อน เมื่อเสร็จพิธีทางพุทธศาสนาแล้ว ชาวบ้านก็จะนำกาบกล้วยที่ทำไปวางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นชาวบ้านก็จะอธิษฐานขอพรให้หายจากทุกข์โศกโรคภัย ให้ตุ๊กตาที่ทำเป็นผู้รับเคราะห์แทนตัวเอง ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญ เสร็จแล้วก็วางกบาลทิ้งไว้ตรงนั้น ผู้วางจะต้องไม่หันกลับไปมองกบาล แล้วต่างคนต่างเดินทางกลับบ้านของแต่ละคนได้เลย
การลงโรงอารักษ์ เป็นพิธีกรรมที่ชาวบ้านเขาน้อยกระทำสืบต่อกันมาช้านาน โดยชาวบ้านจะถือผีตายายซึ่งเป็นผีเขมร โดยจะมีพิธีการลงโรงอารักษ์ให้ผีตายาย 3 ปี/ครั้ง หรือบางบ้านก็ทำทุกปีเพื่อรำลึกนึกถึงปู่ย่าตายาย เป็นการแสดงความเคารพนับถือปู่ย่าตายายในฐานะที่เป็นบรรพบุรุษ ในพิธีจะมีการเชิญวิญญาณผีตายายลงมาประทับร่างทรงที่ผีตายายเป็นผู้เลือกร่างทรง ในการเชิญนั้นจะมีการตีกลองอารักษ์เพื่อเชิญผีตายาย เมื่อผีตายายมาเข้าร่างทรงแล้วก็จะมีการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันใครมีเรื่องอะไรเช่นบ้านใครมีสมาชิกไม่สบายก็จะมีการถามผีตายายว่าคนนั้นนั้นไปทำผิดอะไรมา เช่น ผิดผีปลวก ผิดผีบ่าวสาว ฯลฯ มีตายายก็จะบอกและแนะนำวิธีการแก้ไขให้แก่คนนั้นไป โดยชาวบ้านเขาน้อยเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นชาวเขมรนั้น ก็เพราะว่าเมื่อคนทรงเชิญผีตายายเข้าแล้ว จะมีการพูดภาษาเขมร และหากว่ามีการบนบานศาลกล่าวแล้วเกิดผล ก็จะมีการซื้อเสื้อผ้าให้มีตายาย แต่ทว่าตอนนี้คนทรงที่พูดภาษาเขมรนั้นพูดบ้างเป็นบางคำไม่เป็นประโยคยาวเหมือนเมื่อก่อน
พิธีงานแต่ง ชาวบ้านเขาน้อยจะมีพิธีการตัดผีนอกเหนือจากพิธีการศาสนาแล้วก็มีพิธีการฟื้นบ้าน มีการตัดผีไหว้ผี โดยมีด้ายสายสิญจน์ ตะเกียง 1 ดวง กรรไกรคีบหมาก โดยให้คู่บ่าวสาวนั่งหมอบพนมมือ เอาด้ายวางบนมือ เอากรรไกรควั่นฝ้ายออกแล้วพอคีบด้ายขึ้นมาตัดกับไฟตะเกียง คนแก่ก็จะบอกว่า ขาดหรือไม่ขาด ทุกคนก็บอกว่า ขาด เเล้วก็มีการ โห่ ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง เเล้วก็น้ำด้ายมาเหน็บไว้ที่หัวเจ้าสาว เสร็จแล้วก็จะมีการไหว้ผีปู่ย่าตายาย
|
เดือน |
กิจกรรม |
|
มกราคม |
เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าว นวดข้าว มีการลงแขกเกี่ยวข้าวและร้องเพลงเกี่ยวข้าว ทำบุญบนเขาน้อย |
|
กุมภาพันธ์ |
พิธีส่งส่วยหรือทำบุญกลางบ้าน ประเพณีเผาข้าวหลาม เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าว นวดข้าว มีการลงแขกเกี่ยวข้าวและร้องเพลงเกี่ยวข้าว |
|
มีนาคม |
ตรุษไทย มีการละเล่นมอญซ่อนผ้า ไม้ตีหึ่ง หลังฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะไปรับจ้างทั่วไป ตัดฟืน ตัดอ้อย |
|
เมษายน |
สงกรานต์ ชาวบ้านจะกวนข้าวเหนียวแดง ไปทำบุญที่วัดในตอนเช้า ตอนบ่ายมีการสรงน้ำพระ ต่อจากนั้นมีการละเล่นต่าง ๆ เช่น เพลงพวงมาลัย เพลงฉ่อย ชักเย่อ มอญซ่อนผ้า เป็นต้น |
|
พฤษภาคม |
เตรียมพื้นที่ในการทำนา ปีไหนฤดูแล้งจะมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝน |
|
มิถุนายน |
เริ่มฤดูทำนาจนถึงเดือนกันยายน |
|
กรกฎาคม |
เข้าพรรษา ทำบุญรักษาศีลที่วัด ทำบุญถวายภัตตาหาร ทำของถวายพระ |
|
สิงหาคม |
ทำนา |
|
กันยายน |
สารทไทย ทุกบ้านจะกวนกระยาสารทมาทำบุญที่วัด แล้วแบ่งกระยาสารทส่วนหนึ่งใส่กระทงใบตองสำหรับไหว้พระแม่โพสพ นำมายังที่นาของตนวางกระทงกระยาสารทบนจอมที่ทำจากไม้ไผ่ปักตรงมุมแล้วทำพิธีเชิญแม่โพสพ โดยจุดธูปเทียนเชิญให้มากินกระยาสารท แล้วอธิษฐานขอให้ข้าวเจริญงอกงามได้ผลผลิตดี |
|
ตุลาคม |
ออกพรรษา ตักบาตรเทโว บุญกฐิน มีการทำข้าวต้มมัด ขนมเทียน ทำบุญตักบาตรดาวดึงส์รอบโบสถ์ |
|
พฤศจิกายน |
เตรียมทำขนมจีน อาหารคาวหวาน ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ไปตักบาตรที่วัด เช่น วัดเกาะศาลพระ และตักบาตรพระประจำวัน พระจะสวดสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน มีลอยกระทง |
|
ธันวาคม |
เริ่มฤดูเก็บเกี่ยวข้าว |
นายห่อ พัชรี อายุ 84 ปี เป็นหมอยา มีความเชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพร และการรักษาโรคตามตำราโบราณโดยใช้คาถาอาคมประกอบกับสมุนไพร เช่น การกวาดคอ งูสวัด เป็นต้น นอกจากนี้ นายห่อยังเป็นนายพิธีในการตั้งศาล ย้ายศาล ตั้งเสาเอกเสาโทเวลาปลูกบ้านด้วย
นายไสว มาชู อายุ 82 ปี (คนไทยเชื้อสายจีน) เป็นหมองู รักษางูกัดโดยใช้คาถาอาคม และรักษาแมงกินฟัน
นายบุญชิน ฤทธิแรง อายุ 74 ปี เป็นหมอทำขวัญพิธีต่าง ๆ นายพิธี และเป็นไวยาวัจกร
นางมนฑา ผู้ฉุย อายุ 77 ปี รักษาคนที่โดนสุนัขด้วยการเหยียบ โดยมีคาถาอาคมกำกับ
นายประเสริฐ ตันกรรมประสิทธิ์ อายุ 69 ปี เป็นหมอดิน มีความรู้เรื่องดินและการเกษตร
ด้านกายภาพ
ป่าชุมชนบ้านเขาน้อย เป็นป่าขนาดเล็ก เดิมมีพื้นที่ประมาณ 52 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ปัจจุบันเหลือเพียง 28 ไร่ เป็นป่าบนเขาที่มีความสูงไม่มากนัก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า เขาน้อย เป็นป่าที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน ล้อมรอบไปด้วยบ้านคน ทิศเหนือติดกับพื้นที่นาข้าวของชาวบ้าน ทิศตะวันออกมีชลประทานไหลผ่านทำให้สภาพป่าทางด้านนี้มีความชุ่มชื้นและเขียวชอุ่ม ส่วนทางด้านทิศตะวันตกนั้นค่อนข้างมีสภาพแห้งแล้ง ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้รวกแห้ง ๆ และทิศใต้เป็นทิศที่อยู่ติดกับชุมชนบ้านเขาน้อยโดยมีบ้านเรือนสร้างติดกับป่าหลายหลัง โดยสรุปแล้วป่าชุมชนบ้านเขาน้อยเป็นป่าที่มีความสวยงาม มีพรรณพืช ไม้ใหญ่อยู่ประมาณ 55 - 60 ชนิด เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า ตะแบก ต้นซาก ต้นกะลันทา ต้นสะแก ต้นโพธิ์ ต้นกอก ต้นขนอน ต้นชงโค ต้นตะค้อ ต้นอ้อยช้าง เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้รวก และมีพืชสมุนไพรอยู่จำนวนมาก เช่น มะเกลือ ตะโก สำโรง ฟ้าทะลายโจร ต้นสีดา มะกา รากสามสิบ งาช้าง ลิ้นมังกร เป็นต้น นอกจากนี้ บนป่ายังอุดมไปด้วยพืชพรรณผักป่าหลายชนิดที่ขึ้นตามฤดูกาล เช่น เห็ดโคน ดอกกระเจียว ผักหวาน หน่อไม้ เป็นต้น
แหล่งน้ำ แหล่งน้ำในชุมชนบ้านเขาน้อยแบ่งอกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บ่อน้ำตามธรรมชาติ คือ บ่อน้ำตาสรง เป็นบ่อน้ำใต้ดินที่ผุดขึ้นมาเองตามธรรมชาติแต่ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของชาวบ้าน และบ่อน้ำที่ทางหน่วยงานรัฐขุดขึ้นมาใหม่ คือ คลองชลประทาน เป็นคลองน้ำสายหลักที่ชาวบ้านนำมาใช้เป็นน้ำประปาใช้ในครัวเรือน ปัญหาของแหล่งน้ำในชุมชน คือ ในฤดูแล้งน้ำมีไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในชุมชน อย่างไรก็ดี ตามแนวคลองชลประทานมีการวางแนวท่อ LPG ซึ่งห่างจากชุมชนประมาณ 500 เมตร ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่สบายใจ เนื่องจากวันที่ทดสอบระบบมีกลิ่นเหม็นและมีความร้อนมากกว่าปกติ และยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปอธิบายหรือสร้างความเข้าใจให้แก่ชุมชน
การคมนาคม เส้นทางคมนาคมในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นถนนคอนกรีตเกือบทั้งหมดแล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่เท่านั้นที่ยังเป็นถนนลูกรัง
สิ่งปลูกสร้างสาธารณะ สิ่งปลูกสร้างในชุมชน ได้แก่ ศาลาประชาคม ห้องน้ำสาธารณะ ศาลหลวงพ่อแทน (ตั้งอยู่บนเขาน้อย) ศาลาทำบุญหลวงพ่อแทน (ตั้งอยู่เชิงเขาทางขึ้นเขาน้อย) ศาลเจ้าพ่อกรมขุน (ที่ตั้งอยูปัจจุบันย้ายเป็นครั้งที่ 3) และศาลลับแล
ป่าไม้และพืชสมุนไพร เนื่องจากชุมชนบ้านเขาน้อยมีพื้นที่ติดกับเขาน้อยซึ่งเป็นป่าชุมชนจึงทำให้มีพืชพรรณไม้และพืชสมุนไพรอยู่จำนวนมาก เช่น สีดา ชงโค จามจุรี ตะแบก สแกวัลย์ เป็นต้น และพืชสมุนไพร ได้แก่ มะเกลือ สะเดา ขี้เหล็ก เป็นต้น ในปัจจุบันขาดการดูแลจึงทำให้รกร้างและมีการบุกรุกเขตพื้นที่ป่าชุมชนใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์
ด้านวัฒนธรรม
ประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกับป่าชุมชน
1. ความเชื่อเรื่องเมืองลับแล ชาวบ้านเขาน้อยมีความเชื่อและคำบอกเล่าเกี่ยวกับเขาน้อยว่า บนเขาน้อยนั้นมีเมืองลับแลอยู่ โดยมีเรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับเมืองลับแลบนเขาน้อย เช่น บางคืนก็ได้ยินเสียงประโคมมโหรีดังมาจากบนเขา ชาวบ้านบางคนขึ้นเขาแล้วเห็นของแปลก ๆ ที่ไม่ใช่ของบนเขา เช่น ตาช้วนเมื่อตอนอายุประมาณ 10 ขวบ ขึ้นเขาไปเห็นไหอยู่บนง่ามไม้สามง่าม พอกลับมาบ้านถามพ่อแม่แล้วกลับไปหาใหม่ก็ไม่เจอแล้ว ไหหายไปเหลือแต่ต้นไม้อย่างเดียว และครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีเด็กซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับเขาน้อยวิ่งเล่นอยู่ที่ลานแถวบ้าน ก็เห็นมีกลุ่มเด็ก ๆ แปลกหน้าวิ่งเล่นอยู่บนเขา พอเด็กกลับไปบอกพ่อแม่แล้วกลับมาใหม่ก็ไม่เห็นเด็กกลุ่มนั้นแล้ว
2. ความเชื่อเรื่องร่างทรงหลวงพ่อกรมขุน ฯ คือ ยายห้อยและยายแฉ่ง ช่วงที่หลวงพ่อประทับร่างทรงแล้วก็บอกพี่เลี้ยงว่า วันดีให้เอาดอกไม้ธูปเทียนพานมารองรับเขาจะมาให้โชคลาภ เมื่อถึงวันนั้นทั้งสองไปถึงก็นั่งเอาพานไว้ข้างหน้า เพราะหลวงพ่อบอกว่าให้หลับตา เสร็จแล้วทั้งพี่เลี้ยงและร่างทรงก็ได้ยินเสียงเหมือนก้อนหินกลิ้งลงมาบนเขาขลุกขลักก็สะกดใจไม่เปิดตาอยู่พักใหญ่เสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาทุกทีจนกระทั่งมาถึงใกล้ตัว ทั้งร่างทรงและพี่เลี้ยงก็มีความกลัวเป็นทุนอยู่แล้วเมื่อเปิดตาขึ้นก็เห็นงูตัวใหญ่กำลังอ้าปากอยู่ตรงหน้า ด้วยความตกใจร่างทรงก็วิ่ง พี่เลี้ยงก็วิ่งกลับบ้านแล้วต่างคนก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย
3. ประเพณีทำบุญบนเขาน้อย หลังจากที่ผู้ใหญ่อินทร์ ไพรวัล ได้นำป่าชุมชนบ้านเขาน้อยขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชน ก็ได้มีการทำบุญบนป่าเขาน้อยขึ้นเป็นครั้งแรก และนับจากนั้นทุก ๆ ปี ชาวบ้านเขาน้อยก็ได้มีประเพณีทำบุญบนป่าเขาน้อยมาไม่ได้ขาด
วงกลองยาว/วงมโหรี ชุมชนบ้านเขาน้อยเป็นชุมชนที่มีการละเล่นและการทำเครื่องดนตรีมาตั้งแต่อดีต มีการทำเครื่องดนตรีเอง เช่น กลองยาว ทำมาจากไม้ขนุน ขึ้นรูปแล้วเจาะจากบนลงล่าง จากนั้นนำหนังวัวที่ตากแดดไว้มามัดใส่กลอง เป็นต้น วงมโหรีบ้านเขาน้อยในอดีตรับจ้างเล่นตามงานทั่วไป งานละ 56 บาท โดยเฉลี่ยตกคนละ 3 บาท
การแต่งกาย ในอดีตผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอตั้งเป็นกระดุมห้าเม็ด และเด็กชายจะสวมเครื่องประดับคือ กำไลข้อมือและกำไลข้อเท้า ผู้หญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบนเช่นเดียวกับชาย สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอก หรือหญิงสูงอายุจะใส่ผ้าแถบรัดอกหรือเชื้อคอกระเช้า สาวไว้ผมยาวแค่คอหรือไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม เช่นเดียวกับหญิงสูงอายุ นิยมสวมเครื่องประดับเป็นสร้อยทอง กำไล แหวน เป็นต้น ในปัจจุบันแต่งกายตามสมัยนิยมเป็นหลัก
ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร บ้านเขาน้อยเป็นหมู่บ้านที่มีปราชญ์ชาวบ้านค่อยข้างเยอะ ได้แก่ คุณตาห่อ พัชรี อายุ 84 ปี มีความเชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพร และการรักษาโรคตามตำราโบราณโดยใช้คาถาอาคมประกอบกับสมุนไพร คุณตาไสว มาชู อายุ 82 ปี (คนไทยเชื้อสายจีน) หมองู รักษางูกัดโดยใช้คาถาอาคม และรักษาแมงกินฟัน คุณตาบุญชิน ฤทธิแรง อายุ 74 ปี หมอทำขวัญพิธีต่าง ๆ นายพิธี และเป็นไวยาวัจกร คุณยายมนฑา ผู้ฉุย อายุ 77 ปี รักษาหมากัดด้วยการเหยียบ โดยมีคาถาอาคมกำกับ และคุณตาประเสริฐ ตันกรรมประสิทธิ์ อายุ 69 ปี หมอดิน มีความรู้เรื่องดินและการเกษตร ความรู้เหล่านี้ในอนาคตจะสูญหายไปเนื่องจากขาดผู้สืบทอด
ด้านทรัพยากรมนุษย์
ทรัพยากรมนุษย์ของชุมชนหมู่บ้านเขาน้อย ได้แก่ ผู้นำของชุมชุน คือ ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และ อสม. ผู้นำทางศาสนา คือ คุณตาบุญชิน ฤทธิแรง เป็นนายพิธีทางศาสนา หมอทำขวัญ และไวยาวัจกร นอกจากนี้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้าน คือ กลุ่มแม่บ้านทำดอกไม้จันทน์ และกลุ่มผู้สูงอายุเล่นกลองยาว ในปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านทำดอกไม้จันทน์ขาดตลาดรองรับสินค้าจึงทำให้ยุติลง กลุ่มผู้สูงอายุเล่นกลองยาวใกล้จะยุติลงเพราะขาดคนสืบทอดรวมทั้งผู้นำทางศาสนาด้วย
ด้านเศรษฐกิจ
การดำรงชีวิตของชาวบ้านเขาน้อยในปัจจุบันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก เมื่อว่างเว้นจากจากทำนาจะเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ไก่ ทำสวน เช่น พริก มะม่วง มะพร้าว จับปลา หาของป่า เช่น เห็ด หน่อไม้ ดอกกระเจียว เป็นต้น และรับจ้าง
สินค้าชุมชนที่มีการรวมกลุ่มประกอบอาชีพ เช่น ทำดอกไม้จันทน์ พับเหรียญโปรยทาน แต่ปัจจุบันได้ยุติลงแล้วเนื่องจากไม่มีตลาดรองรับ
กองทุนของหมู่บ้านส่วนใหญ่จัดทำขึ้นจากนโยบายของหน่วยงานรัฐ ได้แก่ กองทนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ ฌาปนกิจ เป็นต้น
ด้านสังคม/การเมือง
ชาวบ้านเขาน้อยส่วนใหญ่อยู่กันเป็นระบบเครือญาติ ผู้นำของชุมชนไม่เข้มแข็ง มีการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชุนเป็นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ แต่ผู้นำไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
ภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทยเขมรลาวเดิมกลุ่มที่พูดภาษาคล้ายคลึงกับภาษาเขมรนั้น ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณ อำเภอปากท่อ และคงเป็นชุมชนขนาดใหญ่ อีกทั้งสำเนียงภาษาพูด ที่เป็นแบบเขมร จึงทำให้มีชื่อเรียกไทยเขมรลาวเดิมกลุ่มนี้อีก “เขมรปากท่อ” ตัวอย่างภาษาพูด เช่น
เตอวน่าม้อ หมายถึง ไปไหนมา
คำบาย หมายถึง หุงข้าว
ซีบายเหอยเน้อว หมายถึง กินข้าวหรือยัง
พ็อกตึ๊ก หมายถึง ดื่มน้ำ
บอง หมายถึง พี่ชาย
ปะโอน หมายถึง น้อง
ลออเจีย หมายถึง สวย
ลออเจียน้า หมายถึง สวยมาก
จรึงเกรียง หมายถึง ตาย
สถานการณ์ของป่าชุมชน
ในระยะแรกเมื่อชาวบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเขาน้อยก็มาจับจองถากถางพื้นที่ทำมาหากิน โดยชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์จากป่ามาตัดไม้ไปสร้างบ้านเรือน เก็บพืชผัก ตัดไม้เผาถ่าน จนทำให้ป่ามีสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากมีแต่คนเข้ามาใช้ประโยชน์เเต่ขาดการดูแลซึ่งตอนแรกก็คงไม่เสื่อมโทรมมากนัก แต่พอมียิ่งประชากรเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในการใช้ทรัพยากรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวจึงทำไห้ป่าชุมชนเขาน้อยเสื่อมโทรมไปอย่างรวดเร็ว
ต่อมาประมาณ ปี พ.ศ.2505 หลวงพ่อแทน ธรรมโชติ เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้า หรือวัดธรรมเสนในขณะนั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของป่าเขาน้อย จึงได้เป็นผู้นำชาวบ้านเขาน้อยในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า โดยมีพุทธอุบายที่จะนำป่าเขาน้อยเป็นสถานปฏิบัติธรรม ทำให้ชาวบ้านเขาน้อยหันกลับมาฟื้นฟูป่า ไม่ตัดไม้ ทำให้ป่าเขาน้อยมีต้นไม้และมีสัตว์ป่ามาอาศัยอยู่มากมาย กลับมาสู่สภาพป่าที่สมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากหลวงปู่แหวน มรณภาพไป ชาวบ้านก็ขาดผู้นำในการอบุรักษ์ป่า พอนานวันเข้าชาวบ้านบางคนก็เข้าไปตัดได้มาใช้ประโยชน์ ส่วนชาวบ้านที่พื้นที่บ้านติดกับป่าเขาน้อยต่างก็นำลวดบ้าง ไม้กระทู้บ้างมาปักหลักกั้นอาณาเขตบ้านของตน ทำให้ป่าเขาน้อยก็ล้อมรอบไปด้วยรั้วบ้านคนจนหาทางขึ้นเขาไม่เจอ
หลังจากนั้น ปี พ.ศ.2546 ผู้ใหญ่อินทร์ ไพรวัลย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้นำป่าเขาน้อยไปขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนบ้านเขาน้อย ทำให้เกิดกติกาในการใช้ประโยชน์จากป่า ทำให้ป่าที่มีสภาพรก ไม่ได้รับการปรับแต่งและดูแลเริ่มกลับมาเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์อีกครั้ง แต่พอต่อมาไม่นานเนื่องจากขาดการดูแลอย่างต่อเนื่องจากคณะกรรมการป่าชุมชน จึงทำให้ป่าชุมชนเขาน้อยเริ่มเสื่อมโทรมลงอีกครั้ง
ครั้นผู้ใหญ่สุริยะ ไพรวัลย์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน (คนปัจจุบัน) ก็ได้มีการฟื้นฟูและพัฒนาป่าเขาน้อย ทำให้ป่าชุมชนบ้านเขาน้อยได้รับการดูแลเอาใจใส่อีกครั้งหนึ่ง
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในบ้านเขาน้อย
การสร้างท่อส่งแก๊สใต้ดิน (ปตท.) ใกล้กับหมู่บ้านประมาณ 500 เมตร อยู่ใกล้คลองชลประทานของหมู่บ้าน การสร้างท่อส่งแก๊สเริ่มสร้างขึ้น ปี พ.ศ. 2546 โดยไม่มีผู้นำหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อปฏิบัติหรือประชาสัมพันธ์ในเรื่องการสร้างท่อส่งแก๊สใต้ดินแต่อย่างใด ในวันที่มีการทดลองระบบการทำงาน มีกลิ่นลอยออกมาถึงหมู่บ้าน และอากาศร้อนระอุกว่าทุกวัน
การสร้างเรือนกล้วยไม้ (เอกชน) เรือนกล้วยไม้ปล่อยน้ำลงที่คลองชลประทาน ซึ่งชาวบ้านเขาน้อยใช้ในน้ำในคลองชลประทานในการอุปโภคและบริโภค ทำให้มีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำ และจะมีปัญหามากในช่วงฤดูแล้งที่น้ำในคลองชลประทานลดลง ทำให้ปริมาณสารพิษมีจำนวนมากขึ้น
โรงวัสดุก่อสร้าง มีการสร้างโรงโม่ปูนขึ้นซึ่งมีความสูงประมาณ 25 เมตร ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นละออง) จำนวนมาก
อสม. เล่าว่า หลังจากที่สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เข้ามา ทำให้เกิดมลพิษขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางน้ำ หรือมลพิษทางอากาศ ประชาชนเริ่มเป็นโรคผื่นคัน ภูมิแพ้ เพิ่มมากขึ้น อาการเหล่านี้จะเกิดกับเด็กมากว่าผู้ใหญ่
ปัญหาในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข คือ เรื่องของน้ำไม่เพียงพอในการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง และเรื่องสินค้า (เหรียญโปรยทาน) ที่ชุมชนจัดทำขึ้นจากโครงการส่งเริมอาชีพไม่มีตลาดรองรับทำให้โครงการส่งเสริมอาชีพนี้ยุติลง
สรุปปัญหาของหมู่บ้านเขาที่ต้องการการแก้ไข คือ เรื่องป่าชุมชน เนื่องจากเกิดการบุกรุกเขตพื้นที่ป่าชุมชนทำให้เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเป็นจำนวนมาก เรื่องของน้ำ เพราะในฤดูแล้งน้ำจากคลองชลประทานมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน และเรื่องตลาดรองรับสินค้าของกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน
เอกสารและสื่อมัลติมีเดีย
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. (21 สิงหาคม 2563). “‘เขมรลาวเดิม’ และร่องรอยคนลาวในสังกัดขุนนางเขมรที่วัดเกาะพระศาล.” สยามเทศะ. https://siamdesa.org/pagecontent.php?articles=1&type=3
สมจิตร์ สวนแก้ว (2555). โครงการแนวทางการจัดการป่าชุมชนบ้านเขาน้อย เพื่อการอนุรักษ์สืบทอดสู่รุ่นเด็กและเยาวชน ต.ธรรมเสน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี: รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2567). “สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน).” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage
สัมภาษณ์
ร้อยตรีบุญชิน ฤทธิ์แรง (สัมภาษณ์ 25 ตุลาคม 2567)
นายช้วน ขำกำเนิด (สัมภาษณ์ 25 ตุลาคม 2567)
นายเปรา ชุ่มบัว (สัมภาษณ์ 25 ตุลาคม 2567)