วัดห้วยหมูและเจ้าอาวาสเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน จัดตั้งศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษเพื่อการศึกษาและการฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษภายใต้ความดูแลของวัดห้วยหมู
ชาวเขมรลาวเดิมที่เดินทางเข้ามาตั้งรกรากและบุกเบิกพื้นที่ชุมชนกลุ่มแรกเห็นว่าบริเวณชุมชน (หรือที่ตั้งของวัดห้วยหมูในปัจจุบัน) มีหมูป่าอาศัยและหากินอยู่จำนวนมาก ผนวกกับมีลำห้วยธรรมชาติไหลผ่าน จึงมีการเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า “ห้วยหมู”
วัดห้วยหมูและเจ้าอาวาสเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน จัดตั้งศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษเพื่อการศึกษาและการฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษภายใต้ความดูแลของวัดห้วยหมู
คำให้การของคนรุ่นก่อนในชุมชน พื้นที่บริเวณห้วยหมูนับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่นของ “ชาวเขมรลาว” (หรือเขมรลาวเดิม) ในราชบุรี เทียบเคียงกับหลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ตอนที่ 8 พงศาวดารเขมร ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีจนนักองเองเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ปรากฏบันทึกเกี่ยวกับการเทครัวชาวเขมรลาวจากเมืองบารายและโพธิสัตว์และการตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองราชบุรีตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, 2563) จึงมีการสันนิษฐานว่าชาวบ้านในห้วยหมูก็สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การเทครัวในช่วงเวลานั้น ชาวเขมรลาวที่เดินทางมากลุ่มแรกเห็นว่าบริเวณชุมชน (หรือที่ตั้งของวัดห้วยหมูในปัจจุบัน) มีหมูป่าอาศัยอยู่จำนวนมาก ผนวกกับมีลำห้วยธรรมชาติไหลผ่าน จึงมีการเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า “ห้วยหมู”
ขณะที่เรื่องการก่อตั้งวัดห้วยหมูเมื่อ พ.ศ. 2445 นั้น บ้านห้วยหมูแห่งนี้ไม่มีบันทึกหรือมีเรื่องเล่าแต่อย่างใด พระครูจันทสีลากร เจ้าอาวาสวัดห้วยหมู เล่าว่าคนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่าห้วยหมูเป็นหมู่บ้านชาวนาที่เงียบสงบ มีบ้านเรือนตั้งอยู่เพียงไม่กี่หลัง และมีวัดห้วยหมูเป็นจุดศูนย์กลางสำหรับทุกกิจการภายในหมู่บ้าน รวมถึงพื้นที่ทางการศึกษาของเด็กภายในหมู่บ้าน (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567) กระทั่งวัดห้วยหมูได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2467 กว้าง 7 เมตร ยาว 13 เมตร จึงมีการสร้างอุโบสถกว้าง 7 เมตร ยาว 13 เมตรในปีเดียวกัน ภายในอุโบสถมีพระประธานปางมารวิชัย 1 องค์ พร้อมพระอัครสาวก พระพุทธโสธรจำลองเนื้อโลหา พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรเนื้อโลหะ พระสีวลี ภายหลังเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553 ทางวัดจัดทำพิธีหล่อหลวงปู่ทรงนามหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ และรูปหล่อพระครูอมรธรรมรัตน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยหมู รอยสลักอักษรเขมรบนยอดอุโบสถเป็นหลักฐานยืนยันว่าชาวบ้านในห้วยหมูเป็นชาวเขมรลาว ต่อมาใน พ.ศ. 2495 มีการสร้างอาคารไม้เพื่อใช้เป็นศาลาการเปรียญ กว้าง 12 เมตร ยาว 21 เมตร
กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ช่วงเวลาที่พระครูอมรธรรมรัตน์เป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยหมู โรงเรียนวัดห้วยหมูเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ โดยเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ญาติโยมเริ่มส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนของรัฐแทนการศึกษาเล่าเรียนกับวัด อย่างไรก็ตาม การที่โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดรวมถึงศรัทธาแรงกล้าของญาติโยมบ้านห้วยหมูทำให้การศึกษาทางโลกและทางธรรมไม่ได้แยกขาดกันโดยสิ้นเชิง (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567; เส้นทางเศรษฐีออนไลน์, 27 มกราคม 2564) ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนโดยเติมชื่ออดีตเจ้าอาวาสเข้าไปกลายเป็น “โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง)”
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนวัดห้วยหมูก็เผชิญความท้าทายคล้ายกับที่โรงเรียนขนาดเล็กหลายโรงเรียนกำลังเผชิญอยู่ คือการยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ “คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562”) นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากเหตุที่พ่อแม่มักส่งบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่หรือที่มีชื่อเสียงระดับเขตหรือจังหวัด พระครูจันทสีลากรจึงมีความคิดริเริ่มในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่โรงเรียน อาทิ การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ การมอบเงินทอดกฐินในการปรับปรุงหรือต่อเติมอาคารเรียน เป็นต้น (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567)
กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ช่วงเวลาที่พระครูอมรธรรมรัตน์เป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยหมู โรงเรียนวัดห้วยหมูเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ โดยเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ญาติโยมเริ่มส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนของรัฐแทนการศึกษาเล่าเรียนกับวัด อย่างไรก็ตาม การที่โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดรวมถึงศรัทธาแรงกล้าของญาติโยมบ้านห้วยหมูทำให้การศึกษาทางโลกและทางธรรมไม่ได้แยกขาดกันโดยสิ้นเชิง (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567; เส้นทางเศรษฐีออนไลน์, 27 มกราคม 2564) ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนโดยเติมชื่ออดีตเจ้าอาวาสเข้าไปกลายเป็น “โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง)”
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนวัดห้วยหมูก็เผชิญความท้าทายคล้ายกับที่โรงเรียนขนาดเล็กหลายโรงเรียนกำลังเผชิญอยู่ คือการยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ “คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562”) นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากเหตุที่พ่อแม่มักส่งบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่หรือที่มีชื่อเสียงระดับเขตหรือจังหวัด พระครูจันทสีลากรจึงมีความคิดริเริ่มในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่โรงเรียน อาทิ การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ การมอบเงินทอดกฐินในการปรับปรุงหรือต่อเติมอาคารเรียน เป็นต้น (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567)
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกช่วงของบ้านห้วยหมูคือ การจัดตั้งศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษ ภายใต้การดูแลของวัดห้วยหมู แนวคิดริเริ่มมาจากประสบการณ์ของพระครูจันทสีลากรที่พบเจอว่าภายในชุมชนห้วยหมูมีเด็กพิเศษที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนหนึ่ง เรื่องราวเริ่มต้นจากแม่ของ “เดือน” เข้ามาขอความช่วยเหลือจากวัดเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ปัญหาของเธอคือลูกมีความบกพร่องด้านสติปัญญา พัฒนาการช้า ไม่ทันเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โรงเรียนหลายแห่งก็ไม่รับลูกสาวของเธอเข้าเรียน พร้อมให้เหตุผลว่า “ไม่มีใครมีทักษะสอนเด็กพิการ” หรือ “กลัวครูของเราจะรับมือไม่ไหว” ประกอบกับพระครูมีประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยงดูแลเณรที่มาบวชภาคฤดูร้อนตั้งแต่มาประจำอยู่ที่วัดห้วยหมู จึงรับเดือนเข้ามาเรียนกับวัดเป็นศิษย์รุ่นแรก โดยเน้นการฝึกฝนด้านสุขภาพกายและจิตใจ การฝึกอาชีพ รวมถึงหลักสมาธิและความเมตตาตามแนวพุทธศาสนา (ไม่ปรากฏผู้แต่ง, 5 สิงหาคม 2567; พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567)
กระนั้น พระครูได้ค้นพบว่าเด็กพิเศษในห้วยหมูและหมู่บ้านใกล้เคียงมีจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ถูกทำให้ออกจากระบบการศึกษาด้วยความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรของโรงเรียน จึงกลายเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมู” ในปีพ.ศ. 2560 และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษ” ภายใต้การดูแลของวัดห้วยหมู (“พ่อพระของเด็กพิเศษ!,” 12 มีนาคม 2563; “แสงสว่างของเด็กพิเศษ,” 13 ตุลาคม 2563)
หมู่บ้านห้วยหมูในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ห้วยหมูฝั่งที่อยู่ทางทิศใต้ของวัด และฝั่งที่อยู่ทางทิศเหนือของวัด โดยมีคลองห้วยหมูไหลมาจากทิศตะวันตกที่ตัดผ่านเป็นตัวแบ่ง ปัจจุบันมีการสร้างคลองชลประทานขวางทับเส้นทางน้ำเดิมทำให้น้ำในคลองไหลรวมกับน้ำคลองชลประทาน ทั้งคลองชลประทานจึงเป็นตัวคั่นพื้นที่ระหว่างห้วยหมูทั้งสองฝั่ง มีวัดห้วยหมูเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางสังคมภายในชุมชน เห็นได้จากการจัดตั้งสถาบันการศึกษา (ทั้งโรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) และศูนย์สาธารณะสงเคราะห์เด็กพิเศษ) สถานที่นัดหมายหรือการประชุม และสถานฝึกอาชีพ (สถาบันโหราศาสตร์และพยากรณ์ วัดห้วยหมู) ที่อยู่อาณาเขตวัดห้วยหมู
พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตชุมชนเป็นที่ราบเกษตรกรรมที่มีการใช้ประโยชน์นับแต่อดีต โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยการทำนาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการขยายตัวของเมืองพร้อมกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ที่ดินบางส่วนถูกแปรสภาพเป็นที่ราบและกลายเป็นหมู่บ้าน (หมู่บ้านเอื้ออาทรราชบุรี [เจดีย์หัก]) หรือโรงงาน แต่ก็ยังคงพบเห็นพื้นที่ทำนากระจายตัวรอบหมู่บ้าน
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ในเดือนกันยายน 2567 ระบุว่า บ้านห้วยหมู มีจำนวนบ้านเรือน 1,284 หลัง มีประชากร 2,791 คน (เป็นเพศชาย 1,304 คน เพศหญิง 1,487 คน) โดยสามารถแบ่งตามอายุประชากรได้ (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2567) ดังนี้
ประชากรส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวเขมรลาวเดิมที่อพยพมาตั้งหมู่บ้าน และเมื่อมีการขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร และการเข้ามาของหมู่บ้านจัดสรรเอื้ออาทรราชบุรี (เจดีย์หัก) ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ย้ายเข้ามาตั้งรกรากใหม่ในบริเวณหมู่บ้าน ทั้งนี้ กลุ่มชาติพันธุ์เขมรลาวเดิมที่เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนนั้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงระบบสังคมวัฒนธรรมไปเป็นแบบชาวไทยภาคกลางแล้ว
ศูนย์สาธารณะสงเคราะห์เด็กพิเศษ จัดตั้งขึ้นโดยพระครูจันทสีลากร เจ้าอาวาสวัดห้วยหมูและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ฯ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ คือ ใช้เป็นสถานฝึกฝนด้านสุขภาพกายและจิตใจ การฝึกอาชีพ รวมถึงหลักสมาธิและความเมตตาตามแนวพุทธศาสนา ในช่วงเริ่มต้นก่อสร้างปีพ.ศ. 2560 ใช้ชื่อ “ศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมู” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษ” (“พ่อพระของเด็กพิเศษ!,” 12 มีนาคม 2563; “แสงสว่างของเด็กพิเศษ,” 13 ตุลาคม 2563) ภายในศูนย์ประกอบด้วยพี่เลี้ยงเด็ก แม่ครัว และธุรการ โดยเป็นงานอาสาสมัครโดยผู้มีจิตศรัทธาทั้งจากในและนอกหมู่บ้านห้วยหมู โดยปัจจุบันมีครูอาสาสมัครภายใต้ความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเข้ามาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของศูนย์ฯ (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567)
กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นอกจากกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามนโยบายสาธารณสุขของภาครัฐนั้น กลุ่ม อสม. วัดห้วยหมูยังช่วยเหลือและดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ดำเนินการภายในวัดห้วยหมู
กลุ่มกรรมการวัดห้วยหมู ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน มีหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ภายในวัดและศูนย์สาธารณะสงเคราะห์เด็กพิเศษ
กลุ่มแม่บ้าน จัดตั้งขึ้นภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก มีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ภายในชุมชน
แม้ชาวบ้านในห้วยหมูหลายครัวเรือนจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ “เขมรลาว” (หรือเขมรลาวเดิม) แต่ปัจจุบันวิถีวัฒนธรรมก็เป็นแบบไทยภาคกลาง และเนื่องจากเป็นชุมชนชานเมือง วิถีชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพในเมืองราชบุรีหรือเป็นแรงงานในโรงงานนั้นจะมีลักษณะการทำงานเหมือนกันตลอดทั้งปี จึงไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ส่วนในกลุ่มสมาชิกชุมชนที่ยังคงทำนาอยู่ ก็จะมีวิถีชีวิตแบบผสมระหว่างการเป็นชาวนาในช่วงที่ต้องจัดการกับที่นาของตนเอง เช่น การไถเตรียมดิน การหว่าน การเก็บเกี่ยว ที่ทำตามระบบนาปีและนาปรัง เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ หากเป็นช่วงว่างจากการทำนา ก็จะหันไปประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป มิได้ประกอบอาชีพรับจ้างประจำเนื่องจากช่วงฤดูการทำนาไม่แน่นอน และบางช่วงต้องมีการดูแลจัดการที่นาเพิ่มเติมด้วย
พระครูจันทสีลากร (65 ปี) เจ้าอาวาสวัดห้วยหมู สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา 7 จากโรงเรียนวัดเขาวัง ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี กระทั่งอายุ 19 ปี ก็บวชหน้าไฟให้กับบิดาที่ล่วงลับ กลายเป็นที่มาของการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จนถึงปัจจุบัน เดิมประจำอยู่ที่วัดทุ่งตาล ต.เจดีย์หัก อ.เมืองราชบุรี กระทั่งย้ายมาประจำเป็นเจ้าอาวาสที่วัดห้วยหมูเมื่อ พ.ศ. 2531 พระครูจันทสีลากรเป็นผู้ริเริ่มการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษภายในชุมชน โดยริเริ่มจัดตั้ง “ศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษวัดห้วยหมู” อย่างเป็นทางการในปี 2561 โดยอาศัยการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง รวมถึงประสบการณ์จากการศึกษาดูงานชุมชนหรือองค์กรอื่น ๆ ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อเด็กพิเศษ กระทั่งในวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565 พระครูจันทสีลากรได้รับเกียรติบัตรรับรองการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนางานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ โดยมหาเถรสมาคม
วัดห้วยหมูและเจ้าอาวาสวัดห้วยหมู นอกจากวัดจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาแล้วนั้น พระครูจันทสีลากรยังส่งเสริมด้านการศึกษาและการฝึกอาชีพภายในชุมชน ได้แก่ การมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในโรงเรียนวัดห้วยหมู (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567) การจัดตั้งศูนย์สาธารณะสงเคราะห์เด็กพิเศษที่กลายเป็นองค์กรสาธารณสงเคราะห์ต้นแบบของมหาเถรสมาคม มีการฝึกอาชีพให้กับกลุ่มเด็กพิเศษตามความสนใจ เช่น ทำอาหารและขนมหวาน สิ่งประดิษฐ์และพวงหรีดจากล็อตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัล กระเป๋าผ้าลายภาพวาดของเด็กในศูนย์ฯ เป็นต้น โดยรายได้จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลช่วยเหลือเด็กภายในศูนย์ (พี่ปู [นามสมมติ], สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567) ภายในศูนย์มีการกิจกรรมสมาธิบำบัดเพื่อฝึกฝนให้เด็กภายในศูนย์ฯ เกิดความสงบและเมตตา เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งสถาบันโหราศาสตร์และพยากรณ์ เพื่อฝึกอาชีพหมอทำนายดวงและหมอดูให้กับชาวบ้านหรือผู้สนใจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อนหน้าที่วัดห้วยหมูจะเป็นที่รู้จักเพราะการออกแบบสถานดูแลและหลักสูตรสำหรับเด็กพิเศษนั้น ญาติโยมและศิษย์ของวัดจะรู้จักวัดห้วยหมูเพราะเป็นวัดที่ “ใจดี” โดยเฉพาะการจัดการเรื่องงานศพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้มีญาติโยมทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ฝากฝังลูกหลานว่าเมื่อตนเสียชีวิตให้มาจัดการเรื่องงานศพที่วัดห้วยหมู เพราะไม่อยากให้ลูกหลานลำบาก (พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567)
แม้ชาวบ้านในห้วยหมูหลายครัวเรือนจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ “เขมรลาว” (หรือเขมรลาวเดิม) แต่ปัจจุบันก็แทบไม่มีการสื่อสาร (ทั้งพูดและเขียน) ภาษาเขมร มีเพียงอักขระบนหน้าบันวัดห้วยหมูที่เป็นหลักฐานหลงเหลือเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเขียนอักขระเขมร ปัจจุบันมีการใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารทั้งหมดแล้ว
ศูนย์สงเคราะห์ฯ วัดห้วยหมู นั้น หลังจากมีชื่อเสียงมากขึ้น ก็มีการนำเด็กมาฝากให้ดูแลมากขึ้น บางส่วนถูกนำมาฝากไว้อย่างถาวร (ผู้ปกครองทอดทิ้ง) ทำให้ค่าใช้จ่ายของศูนย์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันศูนย์มีอัตราส่วนครู/ผู้ดูแลต่อเด็ก 1:7 คน และการดำเนินงานของศูนย์ฯ ยังคงพึ่งพาเงินและสิ่งของจากการบริจาคควบคู่กับการสนับสนุนจากวัดและหน่วยงานภายนอกเป็นหลัก แต่ทางด้านวัดห้วยหมูยังคงดำเนินกิจกรรมของศูนย์ฯ วัด และงานชุมชนต่อไปได้ เนื่องจากชุมชนห้วยหมูยังคงศรัทธาในเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และเวลามีงานกิจกรรมของศูนย์ฯ หรือวัด ชาวบ้านในชุมชนห้วยหมูและชุมชนละแวกใกล้เคียงก็จะอาสามาช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่จะมาช่วยเหลือในด้านการลงแรงทำกิจกรรม
ชุมชนพบปัญหาการขยายตัวของเมืองจากการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รอบชุมชน และด้วยข้อได้เปรียบของสภาพพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในชุมชนที่เป็นที่ราบไม่มีประวัติน้ำท่วม ไม่มีภัยแล้งเนื่องจากอยู่ใกล้กับคลองชลประทานซึ่งมีน้ำใช้ทำนาตลอดทั้งปี อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองราชบุรี (เพียง 10 - 20 นาทีเท่านั้น) ทางทิศใต้ของชุมชนยังติดกับถนนสาย 3208 ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างตัวเมืองราชบุรีกับอำเภอสวนผึ้ง สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัด ส่งผลให้ราคาที่ดินของชุมชนห้วยหมูเพิ่มสูงขึ้น (ปัจจุบันซื้อขายกันในราคาไร่ละประมาณ 6 ล้านบาท) ในขณะที่เศรษฐกิจในชุมชนยังคงเดิม
ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหมู่บ้านห้วยหมูโซนฝั่งตะวันออก-ตก ที่เด็กไม่เข้าเรียน แต่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่บ้าน ทางโรงเรียนและวัดจึงพยายามหากิจกรรมให้เด็กทำเพื่อที่จะดึงดูดเด็กให้กลับเข้ามาเรียนหรือเรียนรู้-พัฒนาทักษะติดตัวที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ประกอบอาชีพในอนาคต ส่วนหนึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากปัญหาภายในครอบครัวที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องออกไปรับจ้างหรือทำงาน จึงมักไม่มีเวลาสอนหรือถ่ายทอดทักษะให้กับลูกหลาน
ชาวบ้านห้วยหมูทราบเพียงแค่ว่าบรรพบุรุษของตนเองมีเชื้อสายเขมรลาวเดิม แต่วัฒนธรรมต่าง ๆ หรือสำนึกความเป็นชาติพันธุ์นั้นไม่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มจำความได้แล้ว พิธีกรรมหรืองานชุมชนในปัจจุบันจึงอิงกับพิธีกรรมทางศาสนาพุทธของวัดห้วยหมูเป็นหลัก ในขณะที่ภายในชุมชนแทบไม่พบเห็นงานกิจกรรมด้านวัฒนธรรมนอกเหนือจากวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวัด
เอกสารและสื่อมัลติมีเดีย
“เปิดประวัติ โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) สถานที่ขึ้นชื่อเรื่องดูแลเด็กพิเศษ.” (27 มกราคม2564). เส้นทางเศรษฐีออนไลน์. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://www.sentangsedtee.com/exclusive/article_171535
“พ่อพระของเด็กพิเศษ! ‘หลวงพ่อวัดห้วยหมู’ เปิดศูนย์ดูแลให้ความรู้-ฝึกอาชีพ ลดภาระผู้ปกครอง.” (12 มีนาคม 2563). ผู้จัดการออนไลน์. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://mgronline.com/news1/detail/9630000025146
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (5 สิงหาคม 2567). เด็กทุกคนมีความต่างและมีความต้องการที่พิเศษ ภารกิจสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวัดและคนในชุมชนเพื่อเด็กทุกคน. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. https://www.eef.or.th/article-050824/
ไม่ปรากฏผู้แต่ง. (ไม่ปรากฏปี). เกี่ยวกับวัด. วัดห้วยหมูและศูนย์สาธารณสงเคราะห์เด็กพิเศษ. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2567. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://www.wathuaimu-ratchaburi.com/about-1
“ลอตเตอรี่ไม่ถูกรางวัลอย่าทิ้ง! บริจาคได้ที่วัดห้วยหมูนำไปทำดอกไม้จันทร์มอบรายได้ช่วยเด็ก.” (18 มกราคม 2562). โพสต์ทูเดย์. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://www.posttoday.com/lifestyle/577405
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. (21 สิงหาคม 2563). “‘เขมรลาวเดิม’ และร่องรอยคนลาวในสังกัดขุนนางเขมรที่วัดเกาะพระศาล.” สยามเทศะ. https://siamdesa.org/pagecontent.php?articles=1&type=3
“แสงสว่างของเด็กพิเศษ ‘พระครูจันทสีลากร’.” (13 ตุลาคม 2563). โพสต์ทูเดย์. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 5 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://www.posttoday.com/lifestyle/577405
สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2567). “สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน).” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2567 เข้าถึงจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage
องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก. (ไม่ปรากฏปี). “สภาพทั่วไปองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก.” องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 27 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก http://www.chedihak.go.th/site/index.php
ข้อมูลการสัมภาษณ์
พระครูจันทสีลากร, สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567.
พี่ปู (นามสมมติ), สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567.
ป้าสมหญิง (นามสมมติ), สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567.
พี่ลูกกบ (นามสมมติ), สัมภาษณ์, 14 ตุลาคม 2567.