Advance search

ชุมชนที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติและชุมชนวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมอีสาน

หมู่ที่ 7
บ้านโนนแดงโนนม่วง
ทุ่งไชย
อุทุมพรพิสัย
ศรีสะเกษ
อบต.ทุ่งไชย โทร. 0 4591 0461
สลิลทิพย์ ยศไทย
6 ก.พ. 2026
สลิลทิพย์ ยศไทย
24 ก.พ. 2026
บ้านโนนแดงโนนม่วง

คําว่า "โนนแดงโนนม่วง" ชื่อหมู่บ้านนั้นมีที่มีจากพื้นที่นี้มีป่าไม้แดงและมะม่วงป่ามาก แต่บางส่วนเล่าว่า แต่เดิมมีต้นไม้จําพวกมะม่วงแก้วขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นอยู่เต็มบริเวณโนนหลังเต่านี้ (เนินหรือที่ดอน) จึงได้ชื่อว่า "โนนม่วง"


ชุมชนชนบท

ชุมชนที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติและชุมชนวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมอีสาน

บ้านโนนแดงโนนม่วง
หมู่ที่ 7
ทุ่งไชย
อุทุมพรพิสัย
ศรีสะเกษ
33120
14.990108904491589
104.11181591626047
องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย

หมู่บ้านโนนแดงโนนม่วง หมู่ที่ 7 ในอดีตก่อน พ.ศ. 2457 มีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เป็นเพียงชุมชนริมน้ำขนาดเล็กประจำท้องถิ่น เป็นชุมชนการค้าริมน้ำบริเวณห้วยสำราญมาก่อนหน้านี้ ห้วยวะ ในพื้นที่อำเภอวังหิน และอำเภออุทุมพิสัย และถัดขึ้นไปเป็นพื้นที่โคก เนื่องจากบรรพชนที่มีเชื้อสายจากคนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณฝั่งขวาแม่น้ำโขง เนื่องจากเกิดปัญหาจากลาวทั้ง 3 อาณาจักรตกเป็นประเทศราชของไทย นอกจากนี้ยังมีการอพยพเข้ามาของชาวลาวภายหลังการปราบปรามกรณีเหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ซึ่งถูกกวาดต้อนนํามากระจายไว้เป็นหย่อม ๆ ในฝั่งขวาแม่น้ำโขง โดยชาวบ้านได้เล่าว่า เธอถูกพ่อแม่พาอพยพหนีทหารฝรั่งเศสที่ปกครองลาวอยู่ เนื่องจากความเกรงกลัวว่าจะถูกจับไปบำเรอทหารฝรั่งเศส จากการบอกเล่านี้ทำให้ความเชื่อของคนในชุมชนที่ว่า พวกเขามีเชื้อสายมาจากฝั่งลาว มีความรู้สึกผูกพันกับดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และยังคงมีการติดต่อไปมาหาสู่กันระหว่างคนสองฝั่งโขง จนกระทั่งเกิดความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศลาวในช่วง พ.ศ. 2514-2518 จึงได้ยุติการติดต่อไป

จนกระทั่ง ได้มีผู้คนได้เคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่โนนและพัฒนาชุมชนการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ตั้งแต่สิ้นสุดทศวรรษ 2450 เป็นต้นมา ซึ่งในฤดูแล้งน้ำในห้วยสำราญและห้วยวะจะแห้งจนเรือแพต่าง ๆ ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ชาวเรือหลายรายต้องใช้ห้วยดังกล่าวในการเดินทางไปหาต้องขนถ่ายสินค้าลงกองไว้กับพื้นที่บริเวณริมฝั่ง เพื่อรอคอยจนกว่าห้วยน้ำจะเต็มท่า จึงจะสามารถเดินทางต่อไปได้ โดยเริ่มมีผู้คนเข้าไปตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมาก จึงค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงกว่าบริเวณอื่น ๆ ที่ยังเป็นป่าดงและยังได้มีชุมชนเข้าไปตั้งหลักแหล่ง ภายหลังจึงกลายเป็นแหล่งรวมสินค้า ผู้คน และเกิดการแลกเปลี่ยนค้าขายตามมา จนทำให้ชุมชนโนนแดงโนนม่วงก่อตัวขึ้นเป็นชุมชนการค้าที่เริ่มจากการแลกเปลี่ยนค้าขายในที่สุด และเชื่อกันว่า มีการสร้างศาลปู่ตาที่เป็นศูนย์รวมทางความเชื่อ เพื่อให้ปกปักรักษาชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชน และเพื่อคุ้มครองชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย ทำให้ชาวบ้านทั้งในท้องถิ่นและต่างถิ่นเกิดการรับรู้และเข้าใจตรงกันมาโดยตลอดว่าชุมชนบ้านโนนแดงโนนม่วงได้กลายเป็นชุมชนการค้าประจำท้องถิ่นขึ้นแล้วในขณะนั้น จึงได้มีการเรียกขานชุมชนบ้านโนนแดงโนนม่วงเดิมว่า "ชุมชนการค้าโนนแดงโนนม่วง" ตามชื่อหมู่บ้านโนนแดงโนนม่วง ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนการค้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สำหรับความหมายของคําว่า "โนนแดงโนนม่วง" ซึ่งมาจากชื่อหมู่บ้านนั้น มีที่มีจากพื้นที่นี้มีป่าไม้แดงและมะม่วงป่ามาก (ปัจจุบันอาจสื่อถึงกระเจี๊ยบและอัญชัน) แต่บางคนบอกว่า แต่เดิมมีต้นไม้จําพวกมะม่วงแก้วขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นอยู่เต็มบริเวณโนนหลังเต่านี้ (เนินหรือที่ดอน) จึงได้ชื่อว่า "โนนม่วง" แต่ปัจจุบันบ้านโนนม่วงไม่มีต้นมะม่วงแก้วเหลืออยู่เลย พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนที่โนนหลังเต่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาป้องกันน้ำท่วมของคนโบราณและอยู่ท่ามกลางทำเลที่ตั้งอันเป็นเสมือนชุมทางการค้าที่สามารถติดต่อได้ถึงสามสายหรือสามแพร่งด้วยกัน ได้แก่ ทางเรือจากทิศเหนือสายหนึ่ง (ห้วยวะ) และทางเรือจากทิศใต้สายหนึ่ง (ห้วยสำราญ) และบรรทุกเกวียนมาจากทิศตะวันตกอีกสายหนึ่งทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่านที่มีผู้คนชุกชุมในเวลาต่อมา

ต่อมาได้มีการผันแปรมาผลิตการเพาะปลูกข้าวและพืชผลการเกษตรเป็นอาชีพหลักและมีการแลกเปลี่ยนค้าขายเป็นอาชีพรอง จึงแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศของการปลูกข้าวขยายตัวมากขึ้น ทำให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นการอพยพไปตามกระแสความเจริญ โดยหากชุมชนมีผู้คนรู้จักมากหรือมีชุมชนที่มีการบอกต่อ ๆ ว่าดี คนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะอพยพไปทุกเมื่อ และมีกลุ่มเศรษฐีที่อพยพหนีภัยจากโจรผู้ร้ายจากชุมชนใกล้เคียงด้วย จนทำให้ชุมชนมีการขยายตัวลึกห่างไกลจากห้วยสำราญและห้วยวะ เข้ามาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จนทำให้ชุมชนเดิมที่อยู่ริมน้ำรกร้างและซบเซาอย่างรวดเร็ว จนทำให้ชาวบ้านหลายรายที่ทำมาค้าขายอยู่ที่ชุมชนโนนแดงโนนม่วงเดิมต่างพากันทยอยออกจากชุมชนโนนแดงโนนม่วงเดิม มายังที่ตั้งของชุมชนโนนแดงโนนม่วงใหม่กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากจนทำให้ชุมชนเดิมต้องยุบเลิกลงไปในที่สุด และได้มีการอัญเชิญเถ้าธูปจากศาลปู่ตาหลังเก่ามาใส่ปู่ตาประจำบ้านใหม่และประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามธรรมเนียม ดังนั้นจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ชุมชนบ้านโนนแดงโนนม่วงที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2457 เป็นต้นมา คือ ชุมชนโนนแดงโนนม่วงเดิมที่มีการอพยพโยกย้ายมาสู่ชุมชนโนนแดงโนนม่วงใหม่ อันเป็นที่ตั้งของชุมชนในปัจจุบัน

ชุมชนหมู่บ้านโนนแดงโนนม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ โดยอยู่ภายในการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งไชย และชุมชนตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 19 กิโลเมตร โดยสภาพแวดล้อมของชุมชนเป็นพื้นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะ บริเวณโดยรอบของหมู่บ้านประกอบไปด้วยทุ่งนา ห้วยสำราญ และห้วยวะที่ไหลผ่านอยู่ข้าง ๆ หมู่บ้าน ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการขุดขึ้นมาเอง

ในปัจจุบันชุมชนมีสถานศึกษาในชุมชนคือ โรงเรียนบ้านโนนแดงโนนม่วง เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2  

ข้อมูลประชากรจากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง รายการจำนวนประชากร ข้อมูลเดือนพฤศจิกายน 2568 ดังนี้ ระบุจำนวนครัวเรือนในหมู่ที่ 7 บ้านโนนแดงโนนม่วง มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งสิ้น 128 ครัวเรือน ประชากรจำนวนทั้งสิ้น 527 คน แยกเป็น ชาย 257 คน และหญิง 270 คน 

แหล่งเรียนรู้พุทธสถานฮ่องธรรม ชุมชนวิถีวัฒนธรรมโนนแดงโนนม่วง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เน้นการสืบสานพระพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่นและสงบ การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าหรือคำสอนหลักธรรมทางศาสนา และเป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน

กลุ่มองค์กรอาชีพต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้  

  • กลุ่มทอผ้า สถานที่ตั้ง หมู่ที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9
  • กลุ่มทอเสื่อ สถานที่ตั้ง หมู่ที่ 7, 8
  • กลุ่มตะกร้าเถาวัลย์ สถานที่ตั้ง หมู่ที่ 7

วิถีชีวิตในสมัยก่อนชาวบ้านจะนับถือผีบรรพบุรุษ ผีปู่ตาและผีปู่ตาแฮกที่เป็นผีไร่ผีนา จะเห็นได้ว่าก่อนถึงฤดูการทำนาในเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ ชาวบ้านจะทำการเซ่นผีปู่ตาและนำปุ๋ยคอกไปใส่นาทั้งสี่มุม ซึ่งจะมีการแรกนาก่อนโดยจะหาวันที่เป็นวันฟูหรือวันลอยของเดือนหก และในเดือน 6 ขึ้น 3 ค่ำ ชาวบ้านจะทำการเซ่นผีปู่ตาอีกครั้งหนึ่งเพื่อเสี่ยงทายว่าปีนี้น้ำจะมากหรือน้อยข้าวปลาจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งจะปฏิบัติกันรุ่นต่อรุ่นสืบมาและขอฝนจากปู่ตาให้ตกถูกต้องตามฤดูกาล

การดำรงชีวิตของคนในสมัยก่อนนั้นมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายส่วนใหญ่อยู่กันเป็นระบบเครือญาติมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบ่งปันอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคกันตามสภาพที่อยู่อาศัยมุงด้วยแฝกหรือหญ้าคา การไปมาหาสู่กันใช้การเดินเท้า เวลาเจ็บป่วยใช้ยาสมุนไพรรักษาโดยหมอยาพื้นบ้าน

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ทุนกายภาพ

  • แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ ห้วยวะ และห้วยสำราญ ที่ทำหน้าที่เป็นทรัพยากรสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ต่อการทำการเกษตรของชาวบ้าน 

ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • วัดป่าพิมลมังคลาราม เป็นศาสนสถานสำคัญของชุมชนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดเป็นแหล่งรวมจิตใจของผู้คนในท้องถิ่น

ใช้ภาษาลาวสำเนียงศรีสะเกษ (ลาวใต้) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอาจมีการผสมผสานกับภาษาถิ่นอื่นที่พบได้ในจังหวัด เช่น ภาษาเขมร, ภาษาส่วย (กูย) หรือภาษาเยอ


ได้มีการเข้ามาของวัดป่าพิมลมังคลาราม ใน พ.ศ. 2560 ทำให้ชุมชนเปิดตัวในฐานะแหล่งท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เข้ามาทำการปรับปรุงถนนทางเข้า สร้างเขื่อนริมคลอง สร้างศาลาที่พักให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนหย่อนใจ ปลูกและตกแต่งต้นไม้ริมทางเดินสองฝั่งลำคลอง มีการปรับสภาพถนนจากถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยาง การสร้างที่จอดรถเพื่ออํานวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และรองรับการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน นอกจากนี้ยังแนะนําให้ชาวบ้านปรับปรุงและเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวได้พักแรม การพักค้างคืนร่วมกับเจ้าของบ้านในบ้านของชาวบ้าน กินอาหารพื้นบ้าน และศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนผ่านเส้นทางการท่องเที่ยว "ธรรมนําสุข" ผ่านการเรียนรู้ และสะพานไม้ฮ่องคําอีสาน และที่สำคัญได้ให้ชาวบ้านที่ขายสินค้าในตลาดนัดบริเวณจุดรวมพลฮ่องคําอีสาน ชมการแปรรูปจิ้งหรีดเป็นจิ้งหรีดผง ชมการตัดกระเจี๊ยบและแปรรูปเป็นน้ำกระเจี๊ยบ เที่ยวชมสวนมะพร้าว ชมสวนผลไม้ ชมฐานการเลี้ยงกบ มีกิจกรรมพายเรือเพื่อชมความงดงามของบรรยากาศสองฝั่งห้วย และวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำ รวมถึงการให้บริการบ้านพักค้างคืนที่เรียกกันว่า Home Stay และตลาดนัดในบริเวณใกล้เคียงโดยให้ชาวบ้านที่ขายสินค้าในตลาดนัดเปลี่ยนแปลงวันและเวลาของตลาดนั้นเสียใหม่ โดยให้มาขายสินค้าในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยว

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ธันยพงศ์ สารรัตน์ และคณะ. (2567). ประวัติศาสตร์หมู่บ้านโนนแดงโนนม่วง หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่าง พ.ศ. 2457 - 2566. วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล, 13(2), สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://so07.tci-thaijo.org/

วิมล หลักรัตน์ และคณะ. (2568). เส้นทางท่องเที่ยวธรรมนําสุข”:รูปแบบการจัดการความรู้เพื่อธํารงอัตลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านโนนแดงโนนม่วง หมู่ที่ 7 ตําบลทุ่งไชย อําเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารวนัมฎองแหรกพุทธศาสตรปริทรรศน์12(2), สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://so06.tci-thaijo.org/

กรมการปกครอง สำนักบริหารการทะเบียน. (ม.ป.ป.). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร(รายเดือน). สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/

องค์การบริการสวนตำบลทุ่งไชย. (ม.ป.ป.). ประวัติและข้อมูลสภาพทั่วไป. สืบค้นเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://thungchai.go.th/

อบต.ทุ่งไชย โทร. 0 4591 0461