Advance search

ชุมชนมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างประชากร และความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ รวมถึงคนในชุมชนยังคงสามารถดำรงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน และมีความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างใกล้ชิด 

หมู่ที่ 14
ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน
ตลิ่งชัน
ตลิ่งชัน
กรุงเทพมหานคร
นางสาวสันต์สินี ยอดแก้ว (ผู้อาศัยอยู่ในชุมชน) โทร 092-253-7179
พลอยวรินทร์ พงค์รัตน์, สลิลทิพย์ ยศไทย, สุภาภรณ์ สิมมาทอง, ชลธิชา ระดาพงษ์, เบญญทิพย์ ไขแสง
3 ธ.ค. 2025
สลิลทิพย์ ยศไทย
25 ก.พ. 2026
ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน

ความเป็นมาของชื่อชุมชน มีที่มาจากลักษณะที่ตั้งของชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ริมแนวเส้นทางรถไฟในพื้นที่แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จากคำสัมภาษณ์ของผู้อยู่อาศัยระบุว่า ในช่วงที่ชุมชนต้องดำเนินการขอเลขที่บ้าน คนในพื้นที่ได้มีการหารือและตกลงร่วมกันก่อนเสนอชื่อชุมชน โดยเลือกใช้ชื่อที่สะท้อนลักษณะพื้นที่มากที่สุด จึงเกิดเป็นชื่อ “ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน” 


ชุมชนมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างประชากร และความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ รวมถึงคนในชุมชนยังคงสามารถดำรงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน และมีความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างใกล้ชิด 

ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน
หมู่ที่ 14
ตลิ่งชัน
ตลิ่งชัน
กรุงเทพมหานคร
10170
13.7843989
100.4463076
กรุงเทพมหานคร

ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในระยะแรกมีสภาพเป็นสวนและพื้นที่รกร้าง ลักษณะเป็นป่ากล้วยทึบ มีผู้คนเข้ามาใช้พื้นที่ทำสวนเพาะปลูกพืช เช่น กล้วย มะนาว และพริก ครอบครัวของนายค้อน (นามสมมติ) เป็นหนึ่งในครอบครัวที่เข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากการที่บิดาทำงานกับการรถไฟ โดยมีที่ดินส่วนตัวใกล้แนวทางรถไฟประมาณ 7 ไร่ และเช่าพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อทำสวนในอัตราค่าเช่าปีละ 300 บาท ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกแบ่งให้สมาชิกในครอบครัวดูแล และต่อมาได้พัฒนาเป็นชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันในปัจจุบัน

ต่อมาซึ่งไม่ทราบปีที่แน่ชัด นายก้อนได้ประกอบอาชีพเป็นพนักงานตรวจรถไฟสายใต้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และได้เช่าพื้นที่ดังกล่าวต่อจากครอบครัว ก่อนจะเลิกเช่าในเวลาต่อมา เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทยมิได้เรียกเก็บค่าเช่า ทั้งนี้ไม่ทราบช่วงปีที่ยกเลิกการเช่าแน่ชัด

ช่วงปี พ.ศ. 2519 นายค้อนได้มีการชักชวนนายลักษณ์ (นามสมมติ) เข้ามาอยู่อาศัยในเขตที่ดินของการรถไฟ โดยเริ่มแรกตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณพื้นที่ข้างบ้านของนางจินดา (นามสมมติ) ในปัจจุบันก่อนจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานท้ายชุมชน บริเวณใกล้คลองปู่เต็ง เนื่องจากบ้านนายลักษณ์ มีสมาชิกในครอบครัวจำนวนมาก ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ 

ช่วงปี พ.ศ. 2532 นายค้อนได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในฝั่งที่เป็นชุมชนปัจจุบัน เนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟเดิมเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นมากขึ้น จึงย้ายข้ามฝั่งมาเพื่อประกอบอาชีพค้าขาย

ช่วงปี พ.ศ. 2534 ชุมชนเริ่มมีการจัดตั้งผู้นำชุมชนอย่างเป็นทางการ โดยมี "นายรุ่ง" เป็นผู้นำชุมชนคนแรก

ช่วงปี พ.ศ. 2537 ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้มีพระราชดำริโครงการพระราชดำริทางคู่ขนานลอยฟ้า

ช่วงปี พ.ศ. 2539 ชุมชนอพยพครั้งที่ 1 เนื่องจากมีโครงการพระราชดําริทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้มีพระราชกฤษฎีกา มีการกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงพิเศษหมายเลข 338 สายบางกอกน้อย - นครชัยศรี ที่สี่แยกพุทธมณฑล ส่งผลให้มีผู้คนอพยพเข้ามา 2 กลุ่มคนด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มแรก “คนงานก่อสร้าง” ได้เข้ามาถางพื้นที่บริเวณข้างหน้าชุมชน และมีการจัดตั้งแคมป์พักพิงชั่วคราวสำหรับแรงงานก่อสร้าง เมื่อโครงการเสร็จสิ้น เมื่อปี พ.ศ. 2541 คนงานส่วนใหญ่ได้ย้ายออกจากพื้นที่ แต่บางส่วนยังคงอาศัยอยู่ที่เดิม และกลุ่มที่สอง “กลุ่มคนที่อพยพมาจากบริเวณสะพานพระราม 8” ซึ่งประสบปัญหาการไม่มีที่อยู่อาศัย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณท้ายชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน 

จนกระทั่ง สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีนโยบายด้านการปฏิรูปการทะเบียนราษฎรและการจัดการที่ดิน โดยมุ่งเน้นการจัดระเบียบชุมชนแออัดและการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนในเขตเมือง หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการให้บ้านเลขที่ชั่วคราว เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอรับบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ในกระบวนการดังกล่าว สำนักงานเขตตลิ่งชันได้เข้ามาดำเนินการสำรวจพื้นที่และจัดทำข้อมูลชุมชนอย่างเป็นระบบ

รวมถึง เครือข่ายสลัมภาคี 4 ภาคได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนการเข้าถึงสาธารณูปโภค โดยได้ดำเนินการขอใช้น้ำประปาให้แก่ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันในลักษณะการติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาขนาดใหญ่ของชุมชน ก่อนจะแบ่งจ่ายน้ำไปยังครัวเรือนแต่ละหลัง 

ช่วงปี พ.ศ. 2547  การอพยพครั้งที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล สายเลียบทางรถไฟสายใต้  ในท้องที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีพัฒนา แขวงฉิมพลี แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน แขวงบางบำหรุ แขวงบางพลัด แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด และแขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เกิดการอพยพเข้ามาของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเวนคืนที่ดินในบริเวณดังกล่าว ซึ่งหลังจากถูกเวนคืน มีการอพยพย้ายเข้ามาพื้นที่ชุมชนในปัจจุบัน ประมาณ 2 – 3 หลังคาเรือน

ช่วงปี พ.ศ 2554 เกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ โดยมีปริมาณน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร สภาพบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก และได้รับค่าเยียวยาตามความเหมาะสม

ช่วงปี พ.ศ. 2555 การอพยพครั้งที่ 3 ตามพระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีและเขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางซื่อ และเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ทางพิเศษประจิมรัถยา) ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบบางส่วนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ ประมาณ 10 ครัวเรือน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณช่วงกลางถึงช่วงท้ายของพื้นที่ชุมชน

ช่วงปี พ.ศ. 2559 การอพยพครั้งที่ 4 มีการสร้างทางเชื่อมระหว่าง ทางพิเศษประจิมรัถยาสู่ถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชัน มีการเวนคืนที่สําหรับสร้างทางเชื่อม โดยมีประมาณ 10 ครัวเรือน ที่โดนย้ายออกจากพื้นที่ และได้รับค่าเยียวยาตามความเหมาะสม 

ช่วงปี พ.ศ. 2567 ตามพระราชกฤษฎีกา ประกาศกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีแขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟฟ้าตามโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 

ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน ตั้งอยู่เลียบทางรถไฟสายใต้ เริ่มจากบางกอกน้อย ไปยัง ภาคใต้ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในเขตตลิ่ง แขวงตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ 

  •  ทิศเหนือ ติดกับ  ทางพิเศษประจิมรัถยา
  •  ทิศใต้ ติดกับ ถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชัน
  •  ทิศตะวันตก ติดกับ ถนนราชพฤกษ์
  •  ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่บ้านร่มรื่น เขตตลิ่งชัน แขวงตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

การเดินทาง

การเดินทางเข้าไปยังชุมชนจะใช้เส้นทางถนนบรมราชชนนีก่อนถึงทางคู่ขนานถนนบรมราชชนนี โดยแยกจากถนนหลักไปทางซ้ายซึ่งจะลอดใต้สะพานทางเข้าชุมชนให้สังเกตร้านก๋วยเตี๋ยวแชมป์ โดยตั้งอยู่ฝั่งทางด้านซ้ายและทางเข้าชุมชนเป็นซอยเล็ก ๆ เข้าไปโดยมีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มในเขตชานเมือง การเดินทางเข้าถึงภายในชุมชมชนต้องพึ่งพาทางเดินขนาดเล็ก และซอยย่อยเป็นหลัก 

ลักษณะบ้านเรือนชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน

ในปัจจุบัน บ้านเรือนของชุมชนมีลักษณะการกระจายตัวของที่อยู่อาศัยในแนวขนานไปกับแนวรางรถไฟสายใต้ ซึ่งบ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างเรียงต่อกันเป็นแนวยาวมีระยะห่างระหว่างบ้านค่อนข้างน้อย ส่งผลให้พื้นที่อยู่อาศัยมีสภาพแออัดและมีความหนาแน่นสูง โดยลักษณะทางกายภาพของบ้านเรือนโดยทั่วไปมี หน้าบ้านที่แคบ และพื้นที่ด้านหลังบ้านเกือบชิดติดกับแนวรางรถไฟ ลักษณะบ้านเรือนประกอบด้วยบ้านไม้ หรือบ้านไม้ผสมปูน โดยบ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว 

พื้นที่สาธารณะและสาธารณูปโภคในชุมชน 

พื้นที่สาธารณะเนื่องจากชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันเป็นชุมชนที่มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานตามแนวรางรถไฟ ซึ่งก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านพื้นที่ใช้สอยและการพัฒนาพื้นที่สาธารณะภายในชุมชนจึงไม่ปรากฏพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่เช่น ลานกิจกรรม หรือสวนสาธารณะสำหรับการรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านเป็นพื้นที่สำหรับการพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันในลักษณะไม่เป็นทางการ

ด้านสาธารณูปโภค ชุมชนสามารถเข้าถึงระบบไฟฟ้าได้เกือบครบทุกหลังคาเรือน อย่างไรก็ตาม ยังมีบางครัวเรือนที่ไม่ได้ติดตั้งไฟฟ้า และต้องอาศัยการต่อพ่วงไฟฟ้าจากบ้านเรือนใกล้เคียง นอกจากนี้ ชุมชนยังสามารถใช้น้ำประปาจากการประปานครหลวงได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันแต่ระบบสาธารณูปโภค โดยรวมยังคงมีลักษณะชั่วคราว ซึ่งชุมชนมีการบริหารจัดการค่าน้ำประปาโดยมอบหมายให้ตัวแทนชุมชนที่ดูแลเป็นผู้จัดเก็บค่าใช้น้ำจากครัวเรือน และนำเงินไปชำระให้แก่การประปานครหลวง  

การจัดการขยะภายในชุมชนมีจุดทิ้งขยะเฉพาะ โดยมีรถขยะเข้ามาเก็บทุกวันจันทร์ และ วันพุธ ทุกสัปดาห์ ซึ่งต้องจ่ายให้กับสำนักงานเขตตลิ่งชันครัวเรือนละ 10 บาทต่อเดือน ซึ่งจะให้จ่ายพร้อมค่าน้ำประปา

ประชากรของชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน มีโครงสร้างสัดส่วนประชากร เพศหญิงและเพศชายจำนวนเท่าๆ หรือใกล้เคียงกัน โดยเมื่อสรุปภาพรวมพบว่าชุมชนแห่งนี้มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 148 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นประชากรที่อพยพมาจากภาคอีสานปะปนกับประชากรจากภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ภาคกลางและภาคเหนือ เป็นต้น ส่วนใหญ่อาศัยเครือข่าย ทางสังคมจากญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่ชักชวนให้เข้ามาอยู่อาศัย 

ทั้งนี้ ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันมีลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่ชัดเจน โดยเฉพาะตระกูลของนางจินดา ซึ่งนับเป็นครอบครัวดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน และยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลกิจการของชุมชน ต้นสายครอบครัวเริ่มตั้งแต่บิดามารดาของนายค้อน โดยบิดาเคยทำงานกับการรถไฟ ทำให้ครอบครัวมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่บริเวณทางรถไฟ มารดาจึงเริ่มเช่าพื้นที่เพื่ออยู่อาศัย ต่อมานายค้อนได้สืบต่อการเช่าพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน นางจินดาซึ่งเป็นบุตร ได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้ดูแลชุมชน สะท้อนถึงการสืบทอดบทบาทจากรุ่นสู่รุ่น 

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันมีลักษณะหลากหลายและยืดหยุ่น โดยสมาชิกในชุมชนประกอบอาชีพทั้งภาคบริการ แรงงานรับจ้าง และงานฝีมือ ได้แก่ คนขับแท็กซี่ คนขับสามล้อ พนักงานรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) พนักงานบริษัท งานก่อสร้าง การรับจ้างทั่วไป การเก็บของเก่า ตลอดจนการค้าขาย ในด้านงานฝีมือ พบกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง เช่น กลุ่มเย็บผ้า กลุ่มเย็บรองเท้า และกลุ่มทำจีวรพระ โดยครัวเรือนส่วนใหญ่นำอาชีพเดิมติดตัวมาจากภูมิลำเนาเดิม ไม่ได้ย้ายเข้ามาเพื่อแสวงหาอาชีพใหม่ภายในพื้นที่ชุมชนโดยตรง

ในส่วนของระบบเศรษฐกิจของชุมชนมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอกอย่างชัดเจน แรงงานจำนวนมากเดินทางออกไปทำงานนอกชุมชนในภาคบริการและภาคแรงงานรับจ้าง ขณะเดียวกัน งานบางประเภท เช่น งานก่อสร้างหรือการจ้างแรงงานชั่วคราว อาจมีแรงงานจากภายนอกเข้ามาทำงานในพื้นที่เป็นครั้งคราวรวมถึงเครือข่ายการค้าขายของกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะงานเย็บรองเท้าและงานฝีมือ มีลักษณะพึ่งพาตลาดภายนอกชุมชนเป็นสำคัญ 

ในอดีต ชุมชนมีการจัดตั้งตำแหน่งประธานชุมชนเพื่อประสานงานและบริหารจัดการภายใน โดยเฉพาะในช่วงที่เข้าร่วมกับ “เครือข่ายภาคี 4 ภาค” ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่สนับสนุนการจัดการด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในเมือง โดยการเข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวส่งผลให้ชุมชนต้องดำเนินงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น การจัดตั้งองค์กรชุมชน การส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ และการเข้าร่วมกิจกรรมเรียกร้องสิทธิด้านที่อยู่อาศัยร่วมกับชุมชนอื่น อย่างไรก็ตาม บทบาทของเครือข่ายต้องอาศัยการเข้าประชุม อบรม และทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการดำเนินงานที่สมาชิกต้องรับผิดชอบเอง ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและภาระส่วนบุคคล ทำให้ผู้นำชุมชนในเวลาต่อมาตัดสินใจยุติการเข้าร่วมเครือข่าย ส่งผลให้ปัจจุบันไม่มีประธานชุมชนอย่างเป็นทางการ และรูปแบบความร่วมมือในระดับเครือข่ายลดบทบาทลง เหลือเพียงบุคคลบางส่วน (ประมาณ 5 คน) ที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว

ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันโดยภาพรวม ไม่มีพื้นที่สาธารณะหรือสถานที่เฉพาะสำหรับการจัดกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในอดีตชาวบ้านในชุมชนจะเดินทางไปเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาและกิจกรรมตามประเพณีทางสังคม ณ วัดโบสถ์น้อย ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญในพื้นที่ใกล้เคียง โดยกิจกรรมที่ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นประจำ ได้แก่ วันเข้าพรรษา โดยจะมีกิจกรรมอย่าง หล่อเทียนพรรษา ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมประจำทุกปี และภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมทางศาสนาควบคู่กับกิจกรรมสันทนาการและการแสดงพื้นบ้าน เช่น การเล่นตะกร้อลอดห่วง การฉายหนังกลางแปลง และการแสดงลิเก เป็นต้น

ต่อมาในปัจจุบัน รูปแบบการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของชาวบ้านในชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไป โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มักเลือกเดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเข้าร่วมประเพณีวัฒนธรรมไทยในพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน เช่น วัดช่างเหล็ก และวัดตลิ่งชัน

นอกจากนี้ ในอดีตชุมชนได้มีการจัดกิจกรรมประจำปีอย่างเป็นทางการ ภายใต้การนำของผู้นำชุมชนในขณะนั้น โดยกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของชาวบ้านภายในชุมชน ซึ่งทำให้เห็นว่ามีกระบวนการรวมกลุ่มของชุมชนในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ชุมชนได้มีการจัดกิจกรรมประจำปีที่สำคัญได้แก่ 

  • งานวันเด็ก ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคม
  • ประเพณีวันสงกรานต์ จัดขึ้นในเดือนเมษายน
  • กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม - ต้นเดือนมกราคม 

โดยกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่มีการจัดการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ ภายในชุมชน สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมดังกล่าว จะมีการจัดการแข่งขันกีฬาในแต่ละประเภทล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อน และประเภทกีฬาที่จัดการแข่งขัน ได้แก่ กีฬาฟุตบอล กีฬาตะกร้อ และกีฬาอื่น ๆ โดยใช้พื้นที่ลานกิจกรรมซึ่งประกอบด้วยสนามฟุตบอลขนาดเล็กและสนามออกกำลังกาย ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ข้างชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่ของเอกชน (ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รกร้าง)

ปัจจุบัน ชุมชนไม่ได้มีการจัดกิจกรรมทางสังคมในลักษณะที่เป็นทางการเหมือนกับในอดีต เหลือเพียงการจัดกิจกรรมวันเด็กซึ่งยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน  และจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ภายในกิจกรรมวันเด็กมีการจัดกิจกรรมขนาดเล็ก เช่น การแจกขนม การรับประทานอาหารร่วมกัน การร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในชุมชนในการจัดเตรียมอาหาร และแลกของขวัญ 

นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ชุมชนมีการจัดกิจกรรมในลักษณะที่เป็นจุดย่อยที่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ภายในชุมชน เช่น บริเวณหน้าบ้านของตนเอง หรือร้านค้าภายในชุมชน เป็นต้น โดยไม่ได้มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบของกิจกรรมส่วนกลางของชุมชนเช่นที่เคยปรากฏในอดีต

1. นายเหยี่ยว (นามสมมติ) อดีตผู้นำชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน

เป็นอดีตผู้นำชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน เดิมมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในย่านวัดช่างเหล็ก เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เติบโตมาในครอบครัวที่บิดาประกอบอาชีพรับราชการอยู่แถววังสวนกุหลาบ เริ่มเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1-4 ณ โรงเรียนเทเวศน์ ต่อมาย้ายไปศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาปีที่ 5-6 ณ โรงเรียนวัดโสมมนัส และภายหลังได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จนสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมงกุฎกษัตริย์ หลังจากสำเร็จการศึกษา ได้เข้ารับราชการทหาร โดยปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานด้านสวัสดิการร้านค้าของกองทัพบก และในเวลาต่อมาได้ปลดประจำการ โดยภายหลังการปลดประจำการจึงได้เริ่มต้นสร้างครอบครัว และย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนริมทางริมทางรถไฟตลิ่งชัน พร้อมด้วยภรรยาและบุตรจำนวน 2 คน โดยในระยะแรกประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลัก ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาประกออาชีพรับเหมาก่อสร้าง ควบคู่กับการเก็บของเก่า

กระทั่ง ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนคนที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยได้แบ่งพื้นที่ชุมชนออกเป็น 3 โซนด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกและง่ายต่อการดูแล ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ดำเนินการและพัฒนาสาธารณูปโภคภายในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้างถนน การติดตั้งระบบไฟฟ้า การวางท่อน้ำประปาใหม่ การติดตั้งลำโพงเพื่อใช้ในการกระจายข่าวสารภายในชุมชน ตลอดจนการจัดระบบการจัดเก็บขยะ นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น งานวันเด็ก งานประเพณีสงกรานต์ และงานเทศกาลปีใหม่ 

2. นางจินดา (นามสมมติ) ปัจจุบันดำรงบทบาทเป็นผู้ดูแลชุมชน

ในด้านการศึกษา ได้เริ่มรับการศึกษาระดับปฐมวัย ตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่ 1-3 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดิลกศึกษา จากนั้นศึกษาต่อระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ณ โรงเรียนวัดช่างเหล็ก และเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1-3 ณ โรงเรียนมหรรณพาราม ภายหลังสำเร็จการศึกษามัธยมตอนต้นแล้ว ได้ศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1-3 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีตั้งตรงจิตร และศึกษาต่อเนื่องในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 1-2 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีวิลบริหารธุรกิจ โดยภายหลังสำเร็จการศึกษา ได้เริ่มเข้าสู่การทำงาน โดยการประกอบอาชีพในกิจการร้านอาหารร่วมกับพี่สาวบริเวณใต้สะพาน (ในพื้นที่ถูกเวนคืน) ร้านดังกล่าวเป็นร้านราดหน้า ก่อนจะย้ายเข้ามาพักอาศัยอยู่ภายในชุมชนเมื่อ พ.ศ. 2547 และได้เริ่มกิจการร้านค้าขายของชำในชุมชน โดยดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

กระทั่งได้เข้ามาดำรงบทบาทผู้ดูแลชุมชนตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2567 โดยรับผิดชอบการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยในหน้าที่หลัก คือ การดูแลและประสานด้านการจัดเก็บค่าน้ำประปาภายในชุมชน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์และแจ้งข่าวสาร การดูแลระบบท่อระบายน้ำและการจัดการขยะ การให้ความช่วยเหลือในการซ่อมแซมถนน ตลอดจนการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการแก้ไขปัญหาภายในชุมชน

ทุนมนุษย์ 

1. นายกลม คำเปล่ง หรือ “ตากลม” อายุ 70 ปี เป็นช่างเย็บรองเท้าที่ประกอบอาชีพนี้มากว่า 30 ปี เริ่มต้นจากการเป็นช่างเย็บรองเท้าแบบรถเข็นเคลื่อนที่ เดินรับจ้างตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ก่อนหน้านั้นเคยเป็นแรงงานก่อสร้างและรับจ้างทั่วไป

ในระยะแรก ตากรมและเพื่อนช่างจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมกลุ่มกันประมาณ 3 คน ก่อนจะแยกย้ายไปรับงานตามย่านต่าง ๆ เช่น บางบอน และย่านช่างชุย อาชีพเย็บรองเท้าเป็นการต่อยอดจากทักษะงานฝีมือดั้งเดิมของคนอีสาน เช่น การทอแหและการทำเครื่องมือดักปลา ซึ่งล้วนต้องอาศัยความประณีต ความอดทน และความชำนาญเฉพาะตัว

ปัจจุบัน ในชุมชนเหลือผู้ประกอบอาชีพเย็บรองเท้าเพียงตากลมคนเดียว แต่ยังมีการถ่ายทอดทักษะให้กับสมาชิกในครอบครัว เช่น ลูกชายและพี่คัมภีร์ แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะมีทางเลือกทางอาชีพที่หลากหลายมากขึ้นก็ตาม สะท้อนให้เห็นถึงการสืบทอดทุนความรู้ภายในครัวเรือน

2. นางจันทรี คำเปล่ง อายุ 65 ปี ประกอบอาชีพเย็บผ้า โดยมีลักษณะการรวมกลุ่มและเส้นทางอาชีพที่คล้ายคลึงกับกลุ่มเย็บรองเท้าของตากลม กล่าวคือ เป็นกลุ่มแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อพยพเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร และรวมกลุ่มกันตามทักษะด้านงานฝีมือ

นางจันทรีและตากลมเป็นชาวอีสานเช่นเดียวกัน และเป็นสามี-ภรรยากัน มาก่อนการเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แม้จะประกอบอาชีพต่างสายกัน แต่ต่างมีพื้นฐานจากทุนทักษะงานฝีมือ โดยนางจันทรีเริ่มประกอบอาชีพเย็บผ้าตั้งแต่อายุประมาณ 20 กว่าปี และดำเนินอาชีพดังกล่าวควบคู่ไปกับการสร้างครอบครัวและการตั้งถิ่นฐานในชุมชน

ภายในชุมชนมีการใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาหลักในการสื่อสารทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารภายในกลุ่มหรือในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน ยังคงมีการใช้ภาษาถิ่นควบคู่กันไป โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวภาคอีสาน จึงพบการใช้ภาษาอีสานในการสื่อสารกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ชุมชนยังประกอบด้วยประชากรจากภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ภาคใต้และภาคเหนือ อีกด้วย


สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลง ความท้าทาย และรูปแบบการมีส่วนร่วมของ “ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน” สะท้อนผ่านกระบวนการเมืองการปกครองในระดับผู้นำชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยการเปลี่ยนผ่านผู้นำในแต่ละช่วงเวลาได้แสดงให้เห็นพัฒนาการของชุมชน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านผู้นำในแต่ละยุคสมัยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ผู้นำคนที่ 1 คือ “นายรุ่ง” เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 โดยเป็นการแต่งตั้งกันเองของคนในพื้นที่ เนื่องจากในขณะนั้นนายรุ่งเป็นแกนนำเครือข่ายสลัมภาคี 4 ภาค สถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ชุมชนยังมีลักษณะการอยู่อาศัยแบบกระจายตัว ต่างคนต่างอยู่ ความสัมพันธ์ทางสังคมยังไม่แน่นแฟ้นมากนัก แม้จะเริ่มมีถนนภายในพื้นที่แล้ว แต่ยังเป็นถนนลูกรัง และมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานบางส่วน เช่น แทงค์น้ำ สำหรับอุปโภคบริโภค นายรุ่งดำรงตำแหน่งอยู่ประมาณ 4 ปี ก่อนลาออกเนื่องจากปัญหาส่วนตัว ในด้านความท้าทาย สมัยของนายรุ่ง ชุมชนยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการก่อรูป โครงสร้างพื้นฐานยังจำกัด เช่น ถนนลูกรังและระบบน้ำแบบแทงค์น้ำ ทำให้การบริหารจัดการต้องอาศัยทั้งการประสานงานภายนอกและการสร้างความร่วมมือภายในควบคู่กัน และนายรุ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางสำหรับการรวมตัวของคนในชุมชน ใช้เป็นสถานที่ประชุม ปรึกษาหารือ และประสานความร่วมมือ 

ผู้นำคนที่ 2 คือ “นายเหยี่ยว (นามสมมติ)” เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2538 นับเป็นผู้นำเพียงคนเดียวของชุมชนที่มาจากการเลือกตั้ง โดยในสมัยนั้น นายเหยี่ยวได้เป็นทำหน้าที่เป็นรองแกนนำเครือข่ายสลัมภาคี 4 ภาค สถานการณ์ชุมชนในตอนนั้น ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน เริ่มมีการก่อตัวป็นชุมชน มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแล้ว ซึ่งบทบาทของนายเหยี่ยว ได้จัดระเบียบการดูแลพื้นที่ โดยแบ่งชุมชนออกเป็น 3 โซน ได้แก่ ช่วงทางเข้าถึงกลางซอย ช่วงกลางซอยถึงบ้านนายค้อน และช่วงท้ายชุมชน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบตามโซน ทำให้การบริหารจัดการมีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ในด้านความท้าทาย แม้ชุมชนจะมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นและมีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านส่วนตัวของนายเหยี่ยว นั่นก็คือ การเปลี่ยนอาชีพทำให้ไม่สามารถอยู่แก้ไขปัญหา เวลาชุมชนมีปัญหาได้ตลอด ทั้งเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการและการรักษาความร่วมมือภายในอย่างต่อเนื่อง และในด้านการมีส่วนร่วม ในสมัยนายเหยี่ยว ชุมชนมีความร่วมมือภายในสูง มีการติดตั้งลำโพงเสียงตามสายเพื่อกระจายข่าวสารและเรียกประชุม ส่งผลให้การสื่อสารทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมส่วนรวม เช่น งานวันเด็ก ประเพณีสงกรานต์ และงานวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันกีฬาภายในชุมชน เช่น ฟุตบอลและตะกร้อ โดยใช้พื้นที่ของเอกชน ได้แก่ ลานกิจกรรมข้างชุมชนเป็นพื้นที่จัดงาน อีกทั้งเมื่อเกิดปัญหา เช่น การซ่อมแซมถนน คนในชุมชนก็ร่วมแรงช่วยกันดำเนินการ

ผู้นำคนที่ 3 คือ “นายกุ้ง” ได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนต่อจากผู้นำชุดก่อน โดยแม้จะไม่ปรากฏข้อมูลปีที่แน่ชัด แต่เป็นที่ทราบว่าเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมาก่อน จึงมีความคุ้นเคยกับระบบงานภายใน เมื่อเข้ารับตำแหน่งได้มีการจัดตั้งทีมทำงานชุดใหม่ขึ้นเพื่อดูแลกิจการของชุมชน ช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นระยะของการปรับทีมและสร้างความเชื่อมั่นจากสมาชิกในชุมชน ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การประสานความร่วมมือภายในทีมใหม่ และการรักษาเสถียรภาพของการบริหารให้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือจากคนในชุมชนโดยรวม ต่อมาได้เกิดปัญหาภายในโดยไม่ปรากฏรายละเอียดแน่ชัด จนชาวบ้านตัดสินใจเชิญนายเหยี่ยวกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำอีกครั้ง นับเป็นการกลับมาบริหารในสมัยที่ 2

ผู้นำคนที่ 4 คือ “นายพจน์” ได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชน โดยไม่ทราบข้อมูลปีที่เข้ารับตำแหน่งเช่นกัน แต่สมัยของนายพจน์ถือเป็นช่วงเวลาที่ชุมชนเผชิญความตึงเครียดสำคัญ เนื่องจากเกิดการประท้วงภายใน อันมีที่มาจากความกังวลเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าที่สูง และเงินส่วนกลางที่ไม่เพียงพอ ปัญหาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกที่มีต่อการบริหารงาน แสดงถึงความท้าทายในช่วงนี้ ที่มุ่งเน้นที่การจัดการต้นทุนค่าสาธารณูปโภค การฟื้นฟูสภาพคล่องทางการเงิน และการสร้างความโปร่งใสในการบริหาร รวมถึงการรักษาความสามัคคีท่ามกลางความเห็นต่าง เหตุการณ์ดังกล่าวท้ายที่สุดนำไปสู่การเชิญนายเหยี่ยวกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง เป็นสมัยที่ 3 

ผู้นำคนที่ 5 คือ “นางจินดา (นามสมมติ)” ได้เข้ามาดำรงบทบาทผู้ดูแลชุมชนตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2567 ภายหลังนายเหยี่ยววางมือ โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นคณะกรรมการและช่วยดูแลการเก็บค่าน้ำ จึงมีความเข้าใจระบบภายในชุมชน ช่วงที่นางจินดาเข้ามาทำหน้าที่ผู้ดูแลชุมชน ถือเป็นระยะเปลี่ยนผ่านของการนำ เนื่องจากชุมชนไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ โครงสร้างการบริหารจึงอยู่ในลักษณะไม่เป็นทางการมากนัก การดำเนินงานต่าง ๆ เน้นการดูแลภารกิจพื้นฐาน เช่น การจัดเก็บค่าน้ำ และการรักษาความเรียบร้อยภายในพื้นที่ ขณะเดียวกัน บริบทของชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย รูปแบบการสื่อสารและการประสานงานหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มไลน์ ในการแจ้งข่าวสาร นัดหมาย และพูดคุยแก้ไขปัญหา ส่งผลต่อความท้าทายของชุมชน ได้แก่ โครงสร้างที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้การกำหนดทิศทางพัฒนาในระยะยาวยังไม่เด่นชัด อีกทั้งด้านการมีส่วนร่วม จากการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ แม้ช่วยให้สะดวกและรวดเร็ว แต่อาจลดการมีส่วนร่วมแบบพบหน้า และก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารได้


ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันซึ่งที่ตั้งอยู่บนที่ดินของการรถไฟ จึงต้องเผชิญกับกระบวนการเวนคืนพื้นที่อย่างต่อเนื่องในหลายช่วงเวลา สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างทางสังคมและองค์ประกอบด้านประชากรของชุมชน อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในพื้นที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 จากพระราชดำริ ณ วันที่ 22 มีนาคม 2537 “โครงการพระราชดําริทางคู่ขนานลอยฟ้า” ถนนบรมราชชนนี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)  ซึ่งต่อมาได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ในในวันที่ 16 เมษายน 2539  และเสด็จฯทรงเปิดทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541 โดยระหว่างช่วงการก่อสร้าง เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรในหลายลักษณะ ในลักษณะแรก มีกลุ่มแรงงานก่อสร้างเข้ามาตั้งแคมป์พักอาศัยชั่วคราวภายในบริเวณชุมชน ระหว่างดำเนินโครงการ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ แรงงานส่วนหนึ่งได้ย้ายออกจากพื้นที่ และยังมีบางส่วนที่เลือกตั้งถิ่นฐานถาวร ขณะเดียวกัน กลุ่มประชาชนจากบริเวณ สะพานพระราม 8 ซึ่งได้รับผลกระทบจากกระบวนการเวนคืนพื้นที่ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ โดยเข้าไปตั้งถิ่นฐานบริเวณท้ายของชุมชน การอพยพย้ายถิ่นในลักษณะทำให้ชุมชนมีการขยายตัวของประชากรอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดการปรับตัวการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเดิมกับกลุ่มผู้ย้ายเข้าใหม่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรอีกครั้ง จากการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเพื่อเวนคืน สำหรับก่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายเลียบทางรถไฟสายใต้ ซึ่งครอบคลุมหลายพื้นที่ในในท้องที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีพัฒนา แขวงฉิมพลี แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน แขวงบางบำหรุ แขวงบางพลัด แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด และแขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังการเวนคืนที่ดิน มีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 2–3 ครอบครัว ที่อพยพย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟ ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเกิดการเปลี่ยนแปลง 

ในปี พ.ศ. 2555 มีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเพื่อเวนคืน สำหรับก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ใต้ ซึ่งครอบคลุมหลายพื้นที่ในในท้องที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีพัฒนา แขวงฉิมพลี แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน แขวงบางบำหรุ แขวงบางพลัด แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด และแขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนได้รับผลกระทบและต้องย้ายที่อยู่อาศัย จากการเวนคืนดังกล่าว มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 10 ครัวเรือนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณช่วงกลางถึงช่วงท้ายของพื้นที่ชุมชน การย้ายเข้ามาครั้งนี้ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

รวมถึงในปี พ.ศ. 2559 เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร เนื่องจากมี โครงการก่อสร้างทางเชื่อมระหว่าง ทางพิเศษประจิมรัถยากับถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชัน ซึ่งมีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการก่อสร้าง ส่งผลให้ประชาชนประมาณ 10 ครัวเรือนต้องย้ายออกจากพื้นที่ และได้รับค่าเยียวยาตามความเหมาะสม ซึ่งการเวนคืนครั้งนี้ทำให้จำนวนครัวเรือนในชุมชนลดลง และโครงสร้างประชากรเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง 

สรุปได้ว่า ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้เกิดการย้ายเข้าและย้ายออกของประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรของชุมชนมีลักษณะผันผวน ไม่คงที่ ทั้งในด้านจำนวนครัวเรือน การจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างไม่เป็นทางการ ตลอดจนจำนวนประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน ทำให้ชุมชนต้องดำรงอยู่กับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชันถึงแม้ปัจจุบันจะมีไฟฟ้าใช้เกือบครบทุกหลังคาเรือน และน้ำประปาที่ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในอดีตชุมชนได้ประสบปัญหาในการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ระบบไฟฟ้า น้ำประปา รวมไปถึงการดำเนินการขอเลขที่บ้าน เนื่องจากพื้นที่่อยู่อาศัยของชุมชนมีข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ชุมชนได้พยายามปรับตัวและดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งได้มีการดำเนินการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. การขอรับเลขที่บ้าน การกำหนดเลขที่หมู่บ้าน และชื่อชุมชน

ในช่วงระยะเริ่มแรกของชุมชนได้เริ่มดำเนินการขอรับเลขที่บ้านโดยไม่ทราบข้อมูลปีที่ชัดเจน ซึ่งได้มีเป้าหมายหลักเพื่อให้บุตรหลานของผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาได้อย่างถูกต้องตามระเบียบของรัฐ อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยพื้นที่ชุมชนตั้งอยู่บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้การขอรับเลขที่บ้านจึงไม่สามารถดำเนินการตามกระบวนการปกติในลักษณะรายบุคคลได้ ส่งผลให้คนในชุมชนถูกปฏิเสธจากสำนักงานเขตตลิ่งชัน เนื่องจากหน่วยงานต้องพิจารณาจำนวนผู้อยู่อาศัยในภาพรวมของพื้นที่ก่อน จึงทำให้หน่วยงานดังกล่าวไม่สามารถออกเลขที่บ้านให้กับคนในชุมชนได้โดยตรง

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว คนในชุมชนจึงจำเป็นต้องรวมกลุ่มกันเพื่อเดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานเขตตลิ่งชัน ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการขอเลขที่บ้านนั้น คนในชุมชนจะกำหนดเลขที่บ้านขึ้นล่วงหน้าตามความต้องการของตนเอง ก่อนนำบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียวไปใช้ในการยื่นขอรับเลขที่บ้าน ส่งผลให้เลขที่บ้านที่ได้รับเป็นลักษณะ “เลขที่บ้านชั่วคราว” โดยไม่มีการจัดทำสมุดทะเบียนบ้าน ในระยะเวลาดังกล่าวมีบ้านเรือนประมาณ 50 หลังคาเรือนที่ทยอยได้รับเลขที่บ้านชั่วคราว โดยภายหลังจากที่ได้รับเลขที่บ้านแล้วก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงชัดเจนต่อความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่ทำให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการขอรับเลขที่บ้านในครั้งนั้น อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นหลักฐานที่อยู่ในการติดต่อกับหน่วยงานราชการได้อีกด้วย 

ในปัจจุบัน ยังคงมีบ้านเรือนที่ใช้เลขที่บ้านชั่วคราวหลงเหลืออยู่ประมาณ 4 – 5 หลังคาเรือน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการก่อตัวชุมชน ขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณโซนด้านหน้าของชุมชน (ช่วงทางเข้าชุมชนจนเกือบถึงโซนตรงกลาง) เป็นพื้นที่ของชุมชนที่มีการขยายตัวในระยะหลัง บ้านเรือนในบริเวณดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่ได้รับการกำหนดเลขที่บ้าน เนื่องจากเป็นผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยใหม่ประกอบกับสำนักงานเขตตลิ่งชันได้ยุติการออกเลขที่บ้านในพื้นดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้บ้านเรือนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงการขอรับเลขที่บ้านได้

นอกจากการดำเนินการขอรับเลขที่บ้านแล้ว สำหรับการกำหนดเลขที่หมู่บ้าน และชื่อชุมชน ได้ดำเนินผ่านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยการประชุมและหารือข้อตกลงร่วมกันภายในชุมชน เพื่อกำหนดชื่อชุมชนและเลขที่หมู่บ้านตามที่เห็นสมควร ก่อนจะนำมติข้อตกลงของชุมชนที่ได้ไปยื่นขอรับรองต่อสำนักงานเขตตลิ่งชัน จึงได้ชื่อชุมชนทางเป็นทางการว่า “ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน” และได้จัดให้ชุมชนอยู่ใน “หมู่ที่ 14” 

2. การเข้าถึงระบบไฟฟ้าของชุมชน 

การเข้าถึงระบบไฟฟ้าของชุมชนในระยะเริ่มแรกประสบข้อจำกัดอย่างมาก อันเนื่องมาจากสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อยู่อาศัย เมื่อชุมชนยื่นคำร้องขอใช้ไฟฟ้าผ่านสำนักงานเขตตลิ่งชัน จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้คนในชุมชนต้องร่วมกลุ่มกันเพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แนวทางที่ชุมชนเลือกใช้ในระยะแรกเป็นการขอใช้ไฟฟ้าจากหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ติดกับถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชัน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพื้นที่ชุมชน โดยในช่วงนั้นชุมชนได้อาศัยวิธีการพ่วงสายไฟฟ้าข้ามเข้ามายังฝั่งของชุมชน 

ในเวลาต่อมา ชุมชนได้ขอซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าจากหมู่บ้านดังกล่าว และดำเนินการย้ายหม้อแปลงมาติดตั้งภายในพื้นที่ของชุมชน เพื่อให้สามารถกระจายไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ภายหลังการไฟฟ้าได้เข้ามาดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้แก่แต่ละครัวเรือน โดยใช้วิธีการเดินสายไฟแยกไปยังบ้านเรือนแต่ละหลังคาเรือน อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการติดตั้งไฟฟ้า ผู้อยู่อาศัยในชุมชนแต่ละหลังคาเรือนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจ้างเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเป็นรายวัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 200 บาท ทั้งนี้ การติดตั้งระบบไฟฟ้าในแต่ละหลังคาเรือนขึ้นอยู่กับความประสงค์และความพร้อมของเจ้าของบ้าน โดยคนในชุมชนจะไปจ้างเจ้าหน้าที่มาดำเนินการติดตั้งด้วยตนเอง

ในปัจจุบัน ชุมชนสามารถเข้าถึงระบบไฟฟ้าได้เกือบครบทุกหลังคาเรือน โดยยังคงมีบ้านในโซนด้านหน้าของชุมชนบางส่วนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยใหม่หรือปลูกสร้างบ้านในระยะหลัง บ้านเรือนที่ยังไม่สามารถติดตั้งระบบไฟฟ้าได้อย่างเป็นทางการ จึงจำเป็นต้องอาศัยการต่อพ่วงไฟฟ้าจากบ้านใกล้เคียงที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว โดยมีการตกลงคิดค่าไฟฟ้าระหว่างกันในอัตราประมาณหน่วยละ 8 - 9 บาท ทั้งนี้ อัตราค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับข้อตกลงของเจ้าของบ้านที่ให้ใช้ไฟฟ้าและความสมัครใจของผู้ที่ขอใช้ 

3. การขอใช้น้ำประปาในชุมชน 

ในอดีต การเข้าถึงระบบประปาของชุมชนในระยะแรกเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการรวมกลุ่มของคนในชุมชน เพื่อยื่นคำร้องต่อการประปาในพื้นที่เขตตลิ่งชัน เนื่องจากสถานะการอาศัยบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่งผลให้การขอใช้น้ำประปาเป็นไปในลักษณะ “ชั่วคราว” ไม่ใช่การติดตั้งถาวรตามระเบียบปกติ และได้มีการคิดอัตราค่าน้ำประปาอยู่ที่ประมาณ  12–13 บาทต่อหน่วย กระบวนการขอใช้น้ำประปาของชุมชนในช่วงเวลาดังดล่าวยังดำเนินควบคู่กับระบบการค้ำประกันภายใน โดยสมาชิกในชุมชนร่วมลงนามค้ำประกันซึ่งกันและกัน เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ใช้น้ำ และสร้างความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานของรัฐ

ต่อมา ภายหลังการประปานครหลวงได้อนุญาตให้ชุมชนใช้น้ำประปา เนื่องจากได้มีเครือข่ายภาคี 4 ภาคที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2539 และได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน โดยได้มีการดำเนินการขอใช้น้ำประปาให้แก่ชุมชน ซึ่งได้มีการติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ชุมชนได้ดำเนินการต่อท่อน้ำประปาหลักและกระจายไปยังแต่ละครัวเรือน พร้อมทั้งติดตั้งมาตรวัดน้ำประจำทุกหลังคาเรือน เพื่อให้สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำและจัดเก็บค่าน้ำได้อย่างเป็นระบบ  


การรถไฟแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน เพื่อรองรับการดำเนินโครงการรถไฟฟ้า โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้คือท้องที่แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ภายในเขตพื้นที่ดังกล่าวการประกาศเวนคืนจึงอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบริบทการอยู่อาศัยของคนในชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนภายในชุมชน

กรมทางหลวง. (2561). โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี. ค้นจาก  https://www.doh.go.th/content/page/page/8016  

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2539). พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงพิเศษหมายเลข 338 สายบางกอกน้อย - นครชัยศรี ที่สี่แยกพุทธมณฑล พ.ศ. 2539. ค้นจาก  https://ratchakitcha.soc.go.th/search-result

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2555). พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ อำเภอ บางกรวย จังหวัด นนทบุรี และเขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางซื่อ และเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2555. ค้นจาก https://ratchakitcha.soc.go.th/search-result

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2547). พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาล สายเลียบทางรถไฟสายใต้ พ.ศ. 2547. ค้นจาก https://ratchakitcha.soc.go.th/search-result

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2567). พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2567. ค้นจาก  https://ratchakitcha.soc.go.th/search-result 

ข้อมูลให้คำสัมภาษณ์

  1. นางจินดา (นามสมมติ)   สัมภาษณ์  3 ธันวาคม 2568
  2. นางเพลิน (นามสมมติ)  สัมภาษณ์   25 ธันวาคม 2568
  3. นายลักษณ์ (นามสมมติ)  สัมภาษณ์ 25 ธันวาคม 2568
  4. นายเหยี่ยว (นามสมมติ)   สัมภาษณ์  18 มกราคม 2569
  5. นางสาวสันต์สินี ยอดแก้ว   สัมภาษณ์ 6 กุมภาพันธ์ 2569

 

นางสาวสันต์สินี ยอดแก้ว (ผู้อาศัยอยู่ในชุมชน) โทร 092-253-7179