ชุมชนมอญขนาดเล็กที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับชาวมอญรามัญ พบเจดีย์มอญเก่าแก่และพระเครื่องดินเผา "พระโคนสมอ"
บ้านเก่า ในภาษาไทยหมายถึง หมู่บ้านดั้งเดิม หรือ ชุมชนที่ตั้งมานาน ซึ่งมีความหมายคล้ายกับพื้นที่บริเวณนี้ที่มีชาวมอญอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา
ชุมชนมอญขนาดเล็กที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับชาวมอญรามัญ พบเจดีย์มอญเก่าแก่และพระเครื่องดินเผา "พระโคนสมอ"
ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งเกิดการรบในกรุงศรีอยุธยาช่วง พ.ศ. 2310 บันทึกไว้ว่า ได้มีกองกำลังมอญกลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้าอาณาจักรสยามทางด่านเจดีย์สามองค์ ได้นำไม้ไผ่มาต่อทำแพ ล่องมาตามแม่น้ำแควน้อย จนถึงบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จากนั้นทิ้งแพแล้วขึ้นมาพักที่บริเวณ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วเดินทางเข้ากรุงศรีอยุธยา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางลัดเลาะจากเมืองกาญจนบุรี ผ่านพื้นที่สุพรรณบุรี ถึงเมืองอุทัยธานี ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ ตำบลอุทัยเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ขณะนั้นมีนายทองดีเป็นเจ้าเมืองอุทัย จึงต้อนรับมอญกลุ่มนี้โดยให้ไปตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันออกของเมือง ยกพื้นที่ให้ปลูกสร้างบ้านเรือนและทำมาหากินตามลำคลอง ปัจจุบันยังคงเรียกว่า คลองมอญ
เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าเข้าปกครองสยาม พร้อมกับประกาศว่า มอญพำนักอยู่ที่ใดจะล้างผลาญให้สิ้นซาก เป็นเหตุให้นายทองดีหนีไปพักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดกำลังพลเคลื่อนย้ายทางเรือไปสมทบกำลังกับเจ้าพระยาจักรีเมืองอุทัยธานี ในช่วงเวลานั้นได้เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก ผู้คนชาวมอญล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือจึงคิดสร้าง วัดทุ่งทอง เพื่อให้ลูกหลานคนมอญได้บวชเรียนหนังสือไทยควบคู่ไปกับหนังสือมอญ พร้อมกันนี้ได้สร้างโบสถ์โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อให้รำลึกนึกถึงกรุงหงสาวดี อีกทั้งได้รับพระประธานองค์ใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งฉลองกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2325 ปรากฏจารึกพุทธศักราชไว้ที่ฐานพระ พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระยาทะละ กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งได้พาผู้คนชาวมอญอพยพมาอยู่ที่เมืองอุทัยธานี ได้ทรงสร้างเจดีย์ทรงมอญไว้ที่ใจกลางชุมชน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุประจำตระกูลกษัตริย์มอญไว้ให้ลูกหลานมอญได้สักการะแทนเจดีย์ชเวดากองในเมืองมอญ
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีสร้างวัดขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งชื่อว่า วัดโบสถ์ อยู่ไม่ไกลกับเจดีย์ทรงมอญที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมมีรับสั่งกับคนมอญที่ใกล้ชิดว่า หลังจากพระองค์สวรรคตแล้ว ให้สร้างพระเจดีย์ไว้บนหลุมฝังพระศพของพระองค์และน้องทั้งสองพระองค์ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย ยังคงพบเห็นพระเจดีย์ที่ประดิษฐานคลุมหลุมพระศพทั้งสามพระองค์อยู่ด้านหลังโบสถ์ แม้จะเก่าแก่เป็นปูชนียวัตถุยืนนานมาหลายศตวรรษ แต่เจดีย์ทรงมอญยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาจชำรุดทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม วัดโบสถ์ได้กลายเป็นวัดร้างไปแล้วในปัจจุบัน
ความเป็นมาของชุมชนมอญเมืองอุทัยธานีว่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยง ในช่วงที่เกิดสงครามครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) หรือพระอักษรสุนทร ได้รวบรวมคนมอญขึ้นมาปกครองดูแลเมืองอุทัยธานี ปรากฏข้อมูลว่า แต่เดิมเป็นบ้านคนกะเหรี่ยง ในสมัยบุเรงนอง พม่ามาตีกรุงศรีอยุธยา กวาดต้อนผู้คนสยามและคนกะเหรี่ยงไปจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังจับคนตั้งท้องฆ่าทิ้งหมด ต่อมาพระชนกขึ้นเป็นใหญ่ ควบคุมดูแลมอญที่ตามขึ้นมาจากปากเกร็ด มาเป็นเมืองหน้าด่านคอยระวังเหตุ มอญกลุ่มนี้เรียกกันว่า มอญชาวเรือ มี พญาองค์ เป็นหัวหน้า ทุกวันนี้ยังเหลือแต่ซากเนินดินที่เคยเป็นวัดโบราณอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดพญาองค์ มีการเล่าถึงพระยาทะละ เป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของมอญที่ถูกกษัตริย์พม่าเข้าตี ปี พ.ศ. 2300 คงสู้ไม่ได้แล้วเพราะว่ากำลังพลมีจำนวนมาก พระยาทะละมีพระราชโอรสองค์โต ชื่อพระยาองค์ องค์กลางมีอายุไล่เลี่ยกัน ส่วนองค์เล็กเป็นพระราชธิดาอายุเพียง 3 ขวบ พี่ชายจึงพามาเมืองอุทัยธานีด้วยแพไม้ไผ่ขนาดลำใหญ่ ได้ประมาณสองวัน ครั้นหงสาวดีแตก พาพระโอรสและพระราชธิดามาเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ปี พ.ศ. 2300 ช่วงเดือน 6 แรม 15 ค่ำ ได้มาต่อแพที่เกิงกะเวีย (สังขะ) ลงแม่น้ำแควน้อย (แม่น้ำซองกะเรีย) กำลังพลที่พามาถึงราชอาณาจักรสยามประมาณหมื่นเศษ จนมาถึงตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง
จากนั้นทิ้งแพ้แล้วขึ้นบก ให้กำลังพลส่วนใหญ่เข้ากรุงศรีอยุธยา ส่วนบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระยาทะละ พร้อมทั้งนักรบฝีมือดีเพื่อเตรียมการจะกอบกู้อิสรภาพจากพม่าประมาณ 500-600 คน เดินเลาะมาจากเมืองกาญจน์ ผ่านบ่อพลอย เข้ามาด่านช้างสุพรรณบุรี ตัดเข้ามาที่อุทัยธานี นายทองดีจึงให้ที่พักอาศัย อยู่ทางทิศตะวันออกของอุทัยธานี บริเวณวัดทุ่งทองในปัจจุบัน คำว่าวัดทุ่งทองคือ ซื้อด้วยทอง ภาษามอญเรียกว่า เวียทอ ไม่มีเงินซื้อนาจึงเอาทองซื้อแทน แลกกับนา
ชุมชนมอญดั้งเดิมในจังหวัดอุทัยธานียังมีร่องรอยอยู่ที่บ้านเก่าริมคลองมอญหน้าวัดป่าช้า ยังพบชื่อคลองมอญ น้ำไหลไปออกแม่น้ำสะแกกรัง แถวบ้านโคกหม้อ อยู่ต่อมาจึงขยับขยายไปบ้านป่าแดง ทุ่งหลวง ทุ่งพง หนองสรวง หนองหมอ หนองนกยูง หนองแก บ้านยางครึ่งเส้น บ้านล่อมพัก บ้านหนองกลางดง บ้านท่าซุง บ้านหนองน้ำคัน บ้านคลองค่าย ตลอดไปจนถึงแถวทัพทัน พบสกุลคนมอญ เช่น คำสิทธิ์ สีขาว จันทร์น้อย นิยม เป็นต้น
อาณาเขตติดต่อ
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านเนินสาธารณ์ หมู่ที่ 1
- ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลหนองฉาง
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลหนองฉาง
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลทุ่งพึ่ง
ลักษณะภูมิประเทศ
ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีพื้นที่บางส่วนเป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์และมีบริเวณกว้างเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างยิ่ง โดยประชากรส่วนใหญ่ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฉาง ประกอบอาชีพทางด้านการทำเกษตรกรรม เช่น การทำนา การปลูกข้าวโพด และประกอบอาชีพด้านการเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงวัว กระบือ สุกร
จากข้อมูลระบบสถิติทางทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พ.ศ. 2567 บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี มีประชากรรวมทั้งหมด 177 คน ครัวเรือนทั้งหมด 62 ครัวเรือน โดยแบ่งออก ดังนี้
- บ้านเก่า หมู่ที่ 5 จำนวน 32 ครัวเรือน ชาย 38 คน หญิง 51 คน รวมทั้งหมด 89 คน
- บ้านเก่า หมู่ที่ 6 จำนวน 19 ครัวเรือน ชาย 19 คน หญิง 31 คน รวมทั้งหมด 50 คน
- บ้านเก่า หมู่ที่ 7 จำนวน 11 ครัวเรือน ชาย 16 คน หญิง 22 คน รวมทั้งหมด 38 คน
ชุมชนบ้านเก่ามีรากฐานเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางของประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ กลุ่มมอญมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีในหลายพื้นที่ของภาคกลาง อัตลักษณ์บางประการ เช่น ภาษา ประเพณี และความเชื่อ ยังคงปรากฏในรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่น แม้ปัจจุบันจะผสมผสานกลมกลืนกับสังคมไทยส่วนใหญ่แล้ว อีกทั้งมีการกล่าวถึงตระกูลสำคัญในพื้นที่ เช่น ตระกูล ศรีขาว (หรือที่เรียกกันในสำเนียงท้องถิ่นว่า สีขาว) โดยบรรพบุรุษเป็นชาวมอญที่อยู่ในวังแล้วอพยพมาอยู่ที่ปัจจุบัน
มอญชุมชนเก่าแก่ที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่อเนื่องยาวนาน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ ควบคู่กับการประกอบอาชีพรับจ้างและค้าขายขนาดย่อมในชุมชน ลักษณะการตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านกระจายตัวตามพื้นที่ราบลุ่มและแหล่งน้ำ สะท้อนรูปแบบสังคมชนบทภาคกลาง
วิถีชีวิตของชาวมอญบ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับระบบเกษตรกรรม พุทธศาสนา และจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ชาวบ้านกำหนดตามรอบปีทางเกษตรกรรมเป็นสำคัญ ช่วงต้นฤดูฝนเป็นระยะเตรียมดินและปักดำข้าว กลางฤดูเป็นช่วงดูแลรักษา และปลายปีเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความร่วมแรงร่วมใจของเครือญาติและเพื่อนบ้าน ควบคู่กับปฏิทินทางพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วิสาขบูชา เข้าพรรษา และออกพรรษา ซึ่งวัดประจำชุมชนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรม นอกจากนี้ยังมีงานบุญประจำปีและพิธีกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์มอญ เช่น
- ประเพณีสงกรานต์มอญ หรือ ประเพณี "อะห์ต๊ะห์ ส่างกร่าน" จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญ โดยเฉพาะที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอหนองฉาง โดยชาวบ้านจะแต่งชุดพื้นถิ่น ตักบาตรข้าวแช่ (เปิงฮงกราบ) ทำบุญกลางบ้าน และสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี พิธีสงกรานต์ของชาวมอญจะเริ่มจากการทำบุญฉลองสงกรานต์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ คือ การแห่ข้าวแช่ แห่น้ำปลาหวาน ปล่อยปลา แห่สงกรานต์ และจบลงด้วยการทำบุญกลางบ้าน และรำเจ้าประจำปีของแต่ละหมู่บ้าน คนมอญถือกันว่าประเพณีนี้เป็นการขึ้นศักราชใหม่ จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ด้วย การทำบุญรักษาศีลเพื่อเป็นการต้อนรับศกใหม่ และเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และนางสงกรานต์
- ประเพณีแต่งงาน ประเพณีนี้ก็มีการเกี่ยวข้องกับผู้เช่นกัน เหมือนประเพณีอื่น ๆ เมื่อจะประกอบพิธีการสู่ขอจะต้องมีการไหว้ผีบ้านผีเรือน หรือผีประจำ ตระกูลของฝ่ายหญิง การทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการให้ความเคารพและขอโทษเจ้าของบ้านนั้น นับเป็นการไหว้ผีครั้งแรกเช่นกัน เมื่อฝ่ายหญิงตกลงยกลูกสาวให้ก็ต้องมีการกำหนดวันทำพิธีแต่งงาน ในตอนที่ นำขันหมากมาในวันแต่งงานนี้ก็ต้องมีการไหว้ผีกันอีก โดยมีความเชื่อว่าเจ้าบ่าวไปอยู่บ้านเจ้าสาวต้องถอนเสาบ้านเจ้าสาวออก 1 ต้น และเจ้าบ่าวต้องเอาเสาบ้านเจ้าบ่าวมา ใส่แทน ถ้าไม่เปลี่ยนเสาบ้าน จะอยู่ไม่เป็นสุข เจ็บป่วยบ่อย แต่ถ้าเปลี่ยนเสา จะอยู่สุขสบาย
- ประเพณีรำผีมอญ เป็นพิธีกรรมความเชื่อดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายมอญ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษ แก้ไขความผิดผี หรือแก้บนเมื่อคนในครอบครัวเจ็บป่วย ในตระกูลชาวมอญ ถ้ามีใครในบ้านเจ็บ ป่วยแล้วรักษาไม่หายป่วยเรื้อรัง ต้องไปหาต้นตระกูลผีไปรับรองว่า ถ้าหายป่วยจะไปรำถวายให้แก่ผีมอญ จัดขึ้นในเดือนคู่ (มักเป็นเดือน 4-6) โดยใช้ปี่พาทย์มอญประกอบการรำ ในโรงพิธีที่สร้างขึ้นเฉพาะ แสดงถึงความกตัญญูและเชื่อมสัมพันธ์เครือญาติ
- พิธีบวงสรวงบรรพบุรุษ กิจกรรมสืบสานวิถีชีวิตชาวมอญ ขึ้นที่วัดป่าช้า อ.หนองฉาง อุทัยธานี โดยช่วงเช้าจะมีพิธีบวงสรวงสักการะพรรพบุรุษชาวมอญ ต่อด้วยการทำบุญใส่บาตร
- ประเพณีการแต่งกาย ชาวมอญมีลักษณะรูปร่างคล้ายคนไทย แต่โดยทั่วไปมักสูงล่ำ ผิวคล้ำ ผมดำ และตาสีเข้ม การแต่งกายดั้งเดิมนิยมผ้านุ่งลายตาหมากรุก ผู้ชายนุ่ง สะล่ง (คล้ายโสร่ง) สวมเสื้อคอกลมผ่าอก ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้า กานิน หรือผ้าตาโถง และมักเดินเท้าเปล่าเวลาไปทำบุญ ในอดีตหญิงมอญนิยมไว้ผมยาวเกล้ามวยต่ำด้านหลัง ปัจจุบันผู้สูงอายุยังคงแต่งกายและไว้ผมแบบเดิม ขณะที่คนรุ่นใหม่แต่งกายตามสมัยนิยมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนุ่งผ้าพื้นเมืองยังพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันและงานบุญประเพณี สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดอยู่
บ้านเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี มีทุนทางวัฒนธรรมคือความเป็นชุมชนมอญ จากการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาวมอญที่อพยพเข้ามาในพื้นที่ภาคกลาง และค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับสังคมไทยโดยยังคงรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมบางประการไว้ อัตลักษณ์มอญจึงไม่ได้ปรากฏในลักษณะโดดเด่นแยกขาด หากแต่แทรกอยู่ในวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชน ความเป็นมอญสะท้อนผ่านการดำรงชีวิตแบบเกษตรกรรมที่ผูกพันกับรอบปีธรรมชาติและปฏิทินพุทธศาสนา การทำบุญประจำปี การอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และการรวมญาติในโอกาสสำคัญ แสดงให้เห็นความสำคัญของครอบครัวและสายตระกูล ระบบเครือญาติแบบขยายที่ยังคงเข้มแข็ง เป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกื้อกูลและสร้างความสามัคคีในชุมชน
วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทั้งด้านศาสนาและกิจกรรมสาธารณะ เป็นพื้นที่รวมกลุ่มถ่ายทอดประเพณี และปลูกฝังค่านิยมร่วม ความเคารพผู้ใหญ่ ความกตัญญู และการยึดมั่นในศาสนา เป็นคุณค่าที่สืบทอดต่อกันมา ขณะเดียวกัน การแต่งกายพื้นเมือง ภาษา กลายเป็นเอกลักษณ์
ใช้ภาษาไทยในการพูดคุยและติดต่อราชการ มีการใช้ภาษาถิ่นร้อยละ 10% ซึ่งมีเพียงผู้สูงอายุบางส่วนที่ยังคงพูดคุยภาษาถิ่น
ชุมชนบ้านเก่าเป็นชุมชนที่มีพื้นฐานทางชาติพันธุ์มอญ ซึ่งปรากฏผ่านประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม และวิถีชีวิตเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่าปัจจุบันมีการจัดกิจกรรม ถ่ายทอดวิถีชุมชน และกิจกรรมส่งเสริมอาหารพื้นบ้านมอญ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น สะท้อนว่ามีความพยายามธำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมควบคู่กับการพัฒนา ขณะเดียวกัน การใช้ภาษามอญในชีวิตประจำวันลดบทบาทลง โดยส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การแต่งกายแบบดั้งเดิมพบในบริบทงานบุญหรือกิจกรรมแสดงอัตลักษณ์มากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวัน
หน่วยงานท้องถิ่นให้การสนับสนุนและจัดกิจกรรมประเพณีมอญบ้านเก่าเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมและรักษาให้คงอยู่ อีกทั้งเป็นการสร้างอัตลักษณ์ของชุมชนในการท่องเที่ยว โดยมีการโปรโมทและจัดกิจกรรม เช่น สงกรานต์มอญ ตลาดนัด วิถีชีวิตมอญบ้านเก่า และการสนับสนุนการแต่งกายแบบมอญ ช่วยทำให้วัฒนธรรมที่เคยจำกัดอยู่ในครัวเรือนหรือกลุ่มผู้สูงอายุ กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดการ มองเห็น อัตลักษณ์มอญในระดับชุมชน และช่วยกระตุ้นความตระหนักในการสืบทอดวัฒนธรรม
กรมการปกครอง. (2567). ข้อมูลทะเบียนราษฎร สถิติจำนวนประชากรและบ้าน ข้อมูลปี 2567. สืบค้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://stat.bora.dopa.go.th
ธาวิดา ศิริสัมพันธ์. (2561). ชุมชนมอญ “บ้านเก่า หนองฉาง” เมืองอุทัยธานี. สืบค้นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.khaosod.co.th
เสริม นิยม. (2555). มอญบ้านเก่า อุทัยธานี. วารสารเสียงรามัญ. 6 (33), กรกฎาคม-ธันวาคม. 11-12.
สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์, จักรี โพธิมณี และสุธาสินี บุญเกิด. (2560). พิธีรำผีมอญ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร. ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นไทย. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://rituals.sac.or.th
องค์ บรรจุน. (2552). ชุมชนมอญในประเทศไทย - มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี. คลังเอกสารสาธารณะ. สืบค้นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.openbase.in.th
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองฉาง. (2562). แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2561-2565. สืบค้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, จาก https://www.nongchanglocal.go.th
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองฉาง. (2565). กิจกรรมประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ตำบลหนองฉาง. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, จาก https://nongchanglocal.go.th
สถาบันวัฒนธรรมภูมิภาคตะวันตก มหาวิทยาลัยศิลปากร. (ม.ป.ป.). มอญ การแต่งกาย ประเพณีและความเชื่อ. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จาก http://www.snc.lib.su.ac.th/libmedia