Advance search

ชุมชนบ้านห้วยผักเน่ามีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทแดง ทั้งด้านภาษา การแต่งกาย ประเพณี พิธีกรรมดั้งเดิม และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีแก่งลำน้ำธรรมชาติที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชน

หมู่ที่ 1
บ้านห้วยผักเน่า
ลาดค่าง
ภูเรือ
เลย
อบต.ลาดค่าง โทร. 0 4203 9935
สลิลทิพย์ ยศไทย
5 มี.ค. 2026
สลิลทิพย์ ยศไทย
6 มี.ค. 2026
บ้านห้วยผักเน่า


ชุมชนบ้านห้วยผักเน่ามีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทแดง ทั้งด้านภาษา การแต่งกาย ประเพณี พิธีกรรมดั้งเดิม และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีแก่งลำน้ำธรรมชาติที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชน

บ้านห้วยผักเน่า
หมู่ที่ 1
ลาดค่าง
ภูเรือ
เลย
42160
17.468925532039925
101.26690921768045
องค์การบริหารส่วนตำบลลาดค่าง

บ้านห้วยผักเน่า หมู่ที่ 1  ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย นับเป็นชนเผ่าที่เก่าแก่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับคนพื้นเมืองจังหวัดเลย โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ปะปนกันอยู่ในเขตอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มานานแล้วแต่เพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาจึงไม่เป็นที่รู้จักมากนัก อีกทั้งชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่นิยม เปิดเผยให้แก่คนภายนอกได้รับรู้ เพราะคิดว่าเป็นเพียงชนเผ่ากลุ่มเล็ก ๆ ที่มาปะปนอยู่กับกลุ่มคนอื่น ชาวไทแดงมีถิ่นฐานอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าสิบสองจุไท หรือ สิบผู้ไททางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม และ ลาวชาวไทแดงอพยพมาจากเมืองที่ชื่อว่าเมืองกี่ ในดินแดนสิบสองจุไทเข้ามายังเมืองสบแอดเซียงค้อ ในแคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหกของประเทศลาวในปัจจุบัน และอพยพมาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2417 เนื่องจาก มีเหตุการณ์พวกฮ่อธงลาย ฮ่อธงแดง โดยมีนายทับฮ่อ ที่ชื่ออมยิบคุมไพร่ประมาณสองพันคนเศษ เข้าตีเมือง สบแอด เจ้าเมืองสบแอดสู้ฮ่อไม่ได้จึงพาราษฎรชาวไทแดงอพยพมาอยู่ในเมืองนากาว แขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และอีกกลุ่มได้อพยพไปอยู่ที่เมืองเฟืองแขวงเวียงจันทน์ที่บ้านนาโพน นากลาง จากนั้นจึงอพยพเข้ามาในประเทศไทยทางฝั่ง อำเภอท่าลี่ โดยการนําของเจ้าทึบหล่ำ ผู้นําชาวไทแดง มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเหืองอยู่ที่บ้านกี่ แต่ว่าชัยภูมิที่ตั้งไม่เหมาะแก่การอาศัยอยู่ทำมาหากินจึงพากันอพยพเข้ามาตามภูเขาเรื่อย ๆ และมาตั้งหมู่บ้านอยู่บนภูเขาขนาดใหญ่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เจ้าทึบหล่ำ จึงพาชาวไทแดงตั้งบ้านเรือนอยู่บน ภูเขา และตั้งชื่อหมู่บ้านว่าบ้านสันแปร เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่บนสันเขาพอดี และอยู่มาได้ไม่นานก็เกิดความ แห้งแล้งไม่มีน้ำในการบริโภคอุปโภค 

ชาวไทแดงจึงอพยพกลับไปยังประเทศลาวที่บ้านนากลางแขวง เวียงจันทน์ แต่ในขณะที่บ้านเขตเวียงจันทน์มีปัญหาการเจรจากับฝรั่งเศสชาวไทแดงจึงอพยพข้ามแม่น้ำโขง ย้อนกลับมายังฝั่งไทยโดยผ่านอำเภอเชียงคาน เพื่อไปยังอำเภอผาขาว และไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านในอำเภอผาขาวอยู่ระยะหนึ่ง จึงอพยพจากอำเภอผาขาวเพื่อไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านห้วยทรายขาว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ในปัจจุบัน แต่ภูมิประเทศไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิต จึงได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านห้วยผักเน่า ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เพราะสภาพเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึงมีป่าเขาลำเนาไพร คล้ายถิ่นฐานดั้งเดิมที่อพยพจากมาและยังมีแม่น้ำขนาดใหญ่ที่เรียกกันในหมู่ไทแดงหรือหมู่คนพื้นถิ่นเดิมว่า น้ำสาน ที่ไหลผ่านหล่อเลี้ยงชาวไทยแดงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

บ้านห้วยผักเน่าห่างจากอำเภอภูเรือ 12 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองจังหวัดเลย 65 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่พื้นที่สูง บริเวณโดยรอบชุมชนรายล้อมไปด้วยป่าไม้และภูเขาสลับซับซ้อน เป็นพื้นที่ราบตามร่องเขา มีแม่น้ำสายสำคัญระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดกับ บ้านโคกหางวัง หมู่ที่ 3 ตำบลลาดค่าง
  • ทิศใต้ ติดกับ บ้านลาดค่าง หมู่ที่ 4 ตำบลลาดค่าง
  • ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านไฮตาก หมู่ที่ 2 ตำบลลาดค่าง
  • ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

ลักษณะภูมิอากาศมีลักษณะเย็น และอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมี 3 ฤดู ดังนี้

  • ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม อากาศร้อนและแห้งแล้งโดยจะมีอุณหภูมิระหว่าง 34-39.9 องศาเซลเซียส ร้อนจัดจะอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ฝนตกมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 
  • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงเดือนตุลาคมยาวนานราว 1-2 สัปดาห์ เป็นช่วงที่เปลี่ยนฤดูฝนเป็นฤดูหนาว อากาศแปรปรวนไม่แน่นอน อาจจะเริ่มมีอากาศเย็นหรืออาจจะยังมีฝนฟ้าคะนอง

ในปัจจุบันบ้านห้วยผักเน่ามีสถานศึกษาในชุมชนคือ โรงเรียนบ้านห้วยผักเน่า เปิดสอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยผักเน่า 

บ้านห้วยผักเน่า หมู่ที่ 1 มีจำนวนประชากรทั้งหมด จำนวน 324 คน โดยจำแนกเป็นเพศชาย 161 คน และเพศหญิง 163 คน และมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด จำนวน 102 ครัวเรือน (ข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) กรมการปกครอง ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568)

การประกอบอาชีพของชาวบ้านห้วยผักเน่าในอดีต ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร โดยเน้นการผลิตเพื่อการดำรงชีพเป็นหลัก พืชที่นิยมปลูก ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง มันเทศ ถั่วลิสง พริก แตงโม ถั่วลันเตา ต้นปอป่าน และฝ้าย นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหม่อนไหมเพื่อผลิตเส้นใยสำหรับนำมาใช้ในการทอผ้า รวมทั้งมีการเลี้ยงครั่งซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของชุมชน

ในด้านการทำสวน ชาวบ้านมีการปลูกไม้ผล เช่น มะขาม และลำไย รวมถึงการเพาะปลูกพืชอื่น ๆ เช่น เห็ด และคราม ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการย้อมผ้า อีกทั้งยังมีการปลูกข้าวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน โดยลักษณะการปลูกข้าวส่วนใหญ่เป็นการปลูกแบบข้าวไร่ เนื่องจากสภาพพื้นที่ของชุมชนมีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดชันตามไหล่เขา ทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรแบบนาข้าว

ในปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพด้านการเกษตรเป็นอาชีพหลัก โดยมีทั้งการทำนาและการทำไร่ พืชที่นิยมปลูกในลักษณะของการทำไร่ ได้แก่ ข้าวโพดและมันสำปะหลัง นอกจากนี้ยังมีการทำสวนผลไม้ควบคู่กันไป เช่น การปลูกมะขามหวาน ลำไย และกล้วยน้ำว้า

วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ตามฤดูกาลของชาวบ้านในชุมชนบ้านห้วยผักเน่า มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในพื้นที่ โดยในแต่ละฤดูกาลชาวบ้านจะปรับรูปแบบการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านนิยมปลูกผักสวนครัวเพื่อจำหน่ายสู่ตลาดและเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือน ส่วนในฤดูร้อน ชาวบ้านมักออกหาอาหารหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติ เพื่อนำมาประกอบอาหารสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว โดยวัตถุดิบที่พบมากและเป็นที่นิยม ได้แก่ ไข่มดแดงและผักหวานป่า ขณะที่ในฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการหาอาหารจากธรรมชาติ เช่น เก้ง กบ เขียด อึ่งอ่าง เห็ด และหน่อไม้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำมาประกอบอาหารในครัวเรือน

ชุมชนบ้านห้วยผักเน่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองไว้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านภาษาพูด ภาษาเขียน ขนบธรรมเนียมประเพณี และรูปแบบการดำรงชีวิตที่ยังคงผูกพันกับพิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิม แม้ว่าปัจจุบันจะได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว และยังคงวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับชุมชนอื่น ๆ อยู่ เช่น ประเพณีทำบุญข้าวประดับดิน ประเพณีทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก ประเพณีบุญหลวง และประเพณีตรุษสงกรานต์หรือบุญสรงน้ำ (บุญเดือนห้า) นอกจากนี้ยังมีประเพณีและกิจกรรมทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้านเองที่จัดขึ้นตามช่วงเดือนหรือฤดูกาลต่าง ๆ ดังนี้

  1. ประเพณีเส็งกลองหาง เป็นการตีกลองยาวของผู้ชายในงานประเพณีต่าง ๆ หรือใช้ในการต้อนรับแขกผู้มาเยือน โดยลักษณะการตีจะมีท่วงท่าลวดลายที่แตกต่างกันไปตามความสามารถและลีลาของแต่ละคน
  2. ประเพณีฟ้อนก๋ายลาย เป็นการแสดงฟ้อนรำของผู้ชายที่มีท่าทางเข้มแข็ง ดุดัน สื่อถึงลักษณะของนักรบ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ฟ้อนมวย"
  3. ประเพณีเอ็ดจ๋า เป็นพิธีการเลี้ยงผีที่ชาวบ้านนิยมจัดขึ้นในช่วงเดือน 5-6 ของทุกปี เพื่อแสดงความกตัญญูและขอบคุณต่อแถนหรือพญาแถน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ปกปักรักษาชุมชนมาอย่างยาวนาน
  4. ประเพณีกินข้าวใหม่ จัดขึ้นภายหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยมักจัดในช่วงเดือน 11-12 มีการจัดกิจกรรมร้องรำและสังสรรค์ร่วมกันภายในเครือญาติและชุมชน
  5. ประเพณีการเลือกคู่ครอง เมื่อหนุ่มสาวเข้าสู่ช่วงวัย ในช่วงฤดูหนาวจะมีการรวมกลุ่มปั่นฝ้ายในช่วงค่ำ ผู้ชายจะชวนกันไปเกี้ยวหญิงสาวที่กำลังปั่นฝ้าย โดยการเป่าปี่และขับลำนำโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวตามลานบ้านหรือข่วงหมู่บ้าน จนถึงเวลาค่ำจึงแยกย้ายกลับเรือน
  6. ประเพณีงานศพ เมื่อมีผู้เสียชีวิต ชาวบ้านจะยิงปืนขึ้นฟ้า 3 นัด เพื่อแจ้งข่าวแก่ชาวบ้านในชุมชน จากนั้นชาวบ้านจะหยุดการทำงานเพื่อร่วมพิธีศพ ญาติพี่น้องจะช่วยกันอาบน้ำศพและแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองตามประเพณี มีการฆ่าวัวหรือควายเพื่อจัดทำอาหารสำหรับพิธีทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย เรียกว่า "เอ็ดงาย" ในช่วงเย็นจะเชิญหมอมดหรือหมอมนต์มาประกอบพิธีสวดและขับลำเพื่อส่งดวงวิญญาณ ต่อมาในวันรุ่งขึ้นจะนำศพไปฝัง และเมื่อครบ 10 วัน จะประกอบพิธีเชิญวิญญาณของผู้ตายขึ้นเป็นผีเรือน โดยนำไปไว้ในห้องด้านในสุดของบ้าน เรียกว่า "ห้องเปิง" เพื่อคุ้มครองสมาชิกในครอบครัวให้มีความสุขความเจริญ

ในด้านการแต่งกาย ชาวบ้านยังคงรักษารูปแบบการแต่งกายดั้งเดิม ซึ่งมักใช้ผ้าที่ผ่านการย้อมจากสีธรรมชาติ เช่น สีเหลือง สีแดง สีดำ และสีคราม เป็นต้น ผู้ชายมักสวมเสื้อคอจีนหรือเสื้อแถบ และเสื้อฮบซึ่งมีลักษณะคล้ายเสื้อกั๊ก สวมกางเกงก๊วยสีขาวหรือสีดำ และนุ่งผ้าโสร่ง นอกจากนี้ยังนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีดำที่มีลวดลายตรงชายผ้า และบางคนมีการสักลายตามร่างกายเพื่อแสดงถึงความเป็นชายอย่างเต็มตัวสำหรับผู้หญิง การแต่งกายจะมีความหลากหลายมากกว่า โดยนิยมสวมเสื้อ 2 ลักษณะ ได้แก่ เสื้อสั้นและเสื้อแขนยาวหรือเสื้อล่าม ซึ่งมักสวมในฤดูหนาว ตัวเสื้อมีแถบลวดลายขิดหรือแถบสีแดง และประดับกระดุมเงินลักษณะคล้ายปีกแมลงปอ ส่วนผ้านุ่งนิยมใช้ซิ่นมัดหมี่ลวดลายต่าง ๆ เช่น ซิ่นมุขต่อตีนขิดที่มีลวดลายเป็นรูปสัตว์ในตำนาน หรือซิ่นคั่น นอกจากนี้ยังนิยมเกล้าผมมวยไว้เหนือศีรษะ เรียกว่า "จอกมวยต่องหางหมา" ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสตรีในชุมชนบ้านห้วยผักเน่า

ในด้านความเชื่อและพิธีกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ส่งผลให้วิถีชีวิตปรับเปลี่ยนไปตามบริบท โดยชาวบ้านยังคงรักษาความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างไว้ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับผีแถนหรือพญาแถน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลกและคอยปกปักรักษามนุษย์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับพญาหมาป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมาในชุมชน

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ชุมชนบ้านห้วยผักเน่ามีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน หนึ่งในภูมิปัญญาที่สำคัญ คือ การทำเครื่องใช้ภายในครัวเรือนจากวัสดุธรรมชาติ เช่น การทำหมอนจากนุ่น เสื่อ นอกจากนี้ ผ้าห่มและเครื่องนุ่งห่มของชาวบ้านยังนิยมทำจากเส้นใยฝ้าย ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น

งานหัตถกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ภายในครัวเรือน ไม่ได้มุ่งเน้นการผลิตเพื่อจำหน่าย และในบางโอกาสชาวบ้านจะจัดทำเครื่องใช้หรือเครื่องนุ่งห่มบางส่วนเพื่อถวายวัดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีความรู้และทักษะด้านการจักสาน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ โดยเฉพาะไม้ไผ่ มาแปรรูปเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การจักสานกระติบข้าวเหนียว หวดนึ่งข้าว และตะกร้า เครื่องจักสานเหล่านี้ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ภายในครัวเรือนของชาวบ้านเอง

ในด้านการทอผ้า ชุมชนบ้านห้วยผักเน่ายังคงสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ฝ้าย ไหม และใยป่าน ผ้าที่ทอขึ้นส่วนใหญ่ใช้สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันของคนในชุมชน นอกจากนี้ยังมีการทำหีบเก็บของจากไม้ ซึ่งนิยมใช้สำหรับเก็บรักษาสิ่งของสำคัญภายในครัวเรือน ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาด้านงานไม้ที่ยังคงปรากฏอยู่ในชุมชน

ในด้านอาหารพื้นถิ่น ชาวบ้านบ้านห้วยผักเน่ามีการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติในท้องถิ่นมาประกอบอาหารหลากหลายชนิด เช่น การนำหน่อไม้มาถนอมอาหารโดยการทำหน่อไม้ดอง ซึ่งสามารถนำไปประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น แอ๊บหน่อไม้ส้ม นอกจากนี้ยังมีอาหารพื้นถิ่นอื่น ๆ ได้แก่ แอ๊บปลา อ่อมไก่หรือซุปไก่ รวมถึงน้ำปูหรือน้ำบี๋ปู ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตของชุมชน นอกจากภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมและอาหารพื้นถิ่นแล้ว ภายในชุมชนยังมีสถานที่สำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน คือ วัดใหม่พัฒนาราม ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวบ้านใช้ประกอบพิธีกรรม ประเพณี และกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ของชุมชน

ทุนทางธรรมชาติของบ้านห้วยผักเน่า ยังประกอบด้วยแก่งลำน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ สามารถดึงดูดผู้คนที่สนใจเดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

การสื่อสารชาวบ้านมีการใช้ภาษาไทแดงเป็นภาษาหลักในการสื่อสารภายใน แต่เนื่องจากบุคคลภายนอกชุมชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทแดงได้ จึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร ใช้ภาษาไทเลยสำเนียงด่านซ้าย เพื่อให้สามารถสื่อสารกับบุคคลภายนอกชุมชนได้สะดวกยิ่งขึ้น 

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

มนตรี คำวัน. (2564). ตามรอยชนเผ่าไทแดงกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกลืม: กรณีศึกษาชนเผ่าไทแดง บ้านห้วยผักเน่า ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 16(57), 77-88. https://so05.tci-thaijo.org/

ไทยโรจน์ พวงมณี และคณะ. (2564). เรื่องเล่ากลุ่มชาติพันธุ์ไทแดง บ้านห้วยผักเน่า: พื้นที่ ความเป็นมาและสิ่งทอการรื้อฟื้นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 16(55), 13-14. https://so05.tci-thaijo.org/

องค์การบริหารส่วนตำบลลาดค่าง. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพื้นฐาน. https://ladkang.go.th/public/

มะเขือขื่นข่าวเชียงคาน. (11 ธันวาคม 2567). บ้านห้วยผักเน่า ตำบลลาดล่าง อำเภอภูเรือ เลย. Facebook. https://www.facebook.com/100050201661951/posts/

อบต.ลาดค่าง โทร. 0 4203 9935