ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มละบริ ชุมชนที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตเดิม มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนกับธรรมชาติ
ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มละบริ ชุมชนที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตเดิม มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนกับธรรมชาติ
ชุมชนบ้านห้วยหยวกเป็นชุมชนชาติพันธุ์ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง มีหลายตระกูลแซ่อาศัยอยู่ร่วมกันในลักษณะหมู่บ้านขนาดกลาง โดยตระกูลแซ่สำคัญ ได้แก่ แซ่เล้า แซ่โซ้ง แซ่หลี แซ่เฮ้อ และแซ่วื้อ เดิมชาวม้งกลุ่มนี้มีถิ่นฐานอยู่บริเวณดอยภูคา อำเภอปัว ต่อมาใน พ.ศ. 2490 ได้อพยพย้ายถิ่นมาอาศัยอยู่ที่บ้านภูเค็ง และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่นจนถึง พ.ศ. 2517 ใน พ.ศ. 2518 ชาวม้งบางส่วนได้ชักชวนกันออกมาประกอบอาชีพทำไร่ทำสวน พร้อมทั้งอพยพย้ายถิ่นฐานกระจายไปตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลแม่ขะนิง ได้แก่ บ้านห้วยไฟ บ้านตะเคียนทอง และบ้านห้วยนางิ้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านห้วยหยวก โดยในระยะแรกมีประมาณ 20 หลังคาเรือน ในช่วงเวลาดังกล่าว บ้านห้วยหยวกยังคงเป็นหมู่บ้านสาขาของบ้านป่าแพะ หมู่ที่ 3 ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และมีนายเก้า แซ่เล้า ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน ระหว่าง พ.ศ. 2518-2533
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 บ้านห้วยหยวกได้รับอนุญาตจากทางราชการให้แยกออกจากบ้านป่าแพะ และจัดตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการในชื่อ "บ้านห้วยหยวก" หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่ม ได้แก่ ชาวม้ง และชาวมละบริ และเป็นหมู่บ้านสาขาของบ้านห้วยหยวก เมื่อราว พ.ศ. 2549-2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมหมู่บ้านของชนเผ่ามละบริ และทรงแสดงความห่วงใยต่อการดำรงอยู่ของอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของชนเผ่ามละบริที่อาจสูญหายไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงทรงมีพระราชดำริแนวทางการพัฒนาชุมชนที่มุ่งให้ชาวมละบริสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าในวิถีดั้งเดิม พร้อมทั้งสามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เผ่ามละบริที่ บ้านห้วยหยวก ถือเป็นสถานที่ที่มีชาวมละบริมากที่สุด เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ของชาวมละบริ ชาวมละบริถูกรวบพลไว้ ณ จุดนี้ เพื่อดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพ ฯ ครั้งเสด็จบ้านห้วยหยวก
แนวทางดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของชาวมละบริให้ดีขึ้น โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุตรหลานตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดูแลด้านสุขอนามัย ตลอดจนการอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าให้คงอยู่สืบไป ปัจจุบันมีการดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารของชุมชนบ้านห้วยหยวกตามพระราชดำริ ซึ่งมุ่งเน้นการคุ้มครองวิถีชีวิตของมละบริ ควบคู่ไปกับการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกข้าวเพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือน และเพื่อสร้างรายได้เสริมสำหรับใช้จ่ายในครอบครัวของชุมชนมละบริอีกด้วย
บ้านห้วยหยวก เป็นชุมชนที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2517 โดยประชากรส่วนหนึ่งอพยพมาจากอำเภอปัว จังหวัดน่าน พื้นที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดน่านประมาณ 37 กิโลเมตร ตามถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1091 สายน่าน-บ้านหลวง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางบ้านปางเป๊ย การเดินทางแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรกเป็นถนนลาดยางระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร และช่วงที่สองเป็นถนนดินลูกรังระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ทำให้การคมนาคมค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มีพื้นที่ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง ลักษณะภูมินิเวศเป็นพื้นที่ลาดชันอยู่ในเขตป่าที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ
อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ บ้านปางเป๋ย อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
- ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านห้วยจำปู อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
- ทิศตะวันตก ติดกับ เขตอำเภอบ้านหลวง
- ทิศใต้ ติดกับ บ้านห้วยนางิ้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
ชาวมละบริเริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนประมาณ พ.ศ. 2542 และเริ่มมีบ้านเป็นของตนเอง ลักษณะบ้านส่วนใหญ่มีพื้นติดดิน หลังคามุงหญ้าคา และผนังทำจากฟากไม้ เดิมทีชาวมละบริมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน อาศัยอยู่ตามป่าโดยใช้ใบไม้ในป่าสร้างเป็นเพิงพักชั่วคราว และมีการย้ายที่อยู่อาศัยไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ภายในป่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนบ้านห้วยหยวก วิถีชีวิตดังกล่าวเริ่มมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรมากขึ้น การใช้ประโยชน์พื้นที่ของชนเผ่ามละบริบ้านเรือนพักอาศัยขนาดเล็กทำจากไม้ไผ่ มีจุดเด่นที่การสานลายของประตูบ้านที่ทำจากไม้ไผ่ หรือไม้จากป่าหลังคามุงด้วยหญ้าคา ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่ทำเป็นฟาก มีจุดเด่นที่การสานลายของประตูบ้านจากไม้ไผ่
ชาวมละบริ โดยทั่วไปไม่นิยมการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ จึงทำให้การแต่งงานส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ส่งผลให้ในบางกรณีผู้ชายอาจแต่งงานกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าตน เนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนคู่ครองภายในกลุ่ม แม้ว่าจะมีการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์เกิดขึ้นบ้าง แต่พบได้น้อยมาก
ในสังคมมละบริ ผู้ชายมีบทบาทสำคัญในการล่าสัตว์ โดยมักรวมกลุ่มกันออกล่าและอาศัยความร่วมมือในเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งกว้างขวางกว่าความสัมพันธ์ในระดับครัวเรือนหรือเครือญาติ การล่าสัตว์จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ผู้ชายจะได้แสดงบทบาทตามความคาดหวังของสังคมในฐานะ "ผู้แบ่งปัน" เนื่องจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้จะถูกแบ่งปันให้กับสมาชิกอื่น ๆ ในชุมชน ความสำเร็จในการล่าสัตว์จึงส่งผลต่อสถานภาพทางสังคมของนายพรานและกลุ่มผู้ล่า อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการหาคู่ครองอีกด้วย ขณะที่ผู้หญิงในสังคมมละบริมีบทบาทหน้าที่ที่หลากหลายและรับผิดชอบงานหลายด้าน เช่น การหาอาหาร การทำอาหาร การสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การตักน้ำ และการดูแลบุตร อย่างไรก็ตามในบางโอกาสผู้หญิงก็สามารถช่วยผู้ชายในการล่าสัตว์ได้ และในทางกลับกันผู้ชายก็สามารถช่วยทำงานบางอย่างของผู้หญิงได้เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทหน้าที่ทางเพศในสังคมมละบริ แม้จะมีกรอบเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความยืดหยุ่นและไม่ตายตัว
ในด้านระบบครอบครัวและเครือญาติ นิพัทธ์เวช สืบแสง (2531) อธิบายว่า แม้สังคมมละบริจะมีจำนวนประชากรไม่มาก แต่ก็มีข้อห้ามการแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิด ทั้งญาติพี่น้องแนวขวาง (cross cousin) และญาติพี่น้องแนวขนาน (parallel cousin) ดังนั้น รูปแบบการแต่งงานของชาวมละบริจึงเป็นการแต่งงานนอกกลุ่มเครือญาติ (exogamy) และโดยทั่วไปยึดถือการครองคู่แบบสามีภรรยาเดียว (monogamy)
ต่อมาใน พ.ศ. 2553 ภายหลังจากที่ชาวมละบริได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย เจ้าหน้าที่ของรัฐและมิชชันนารีได้ดำเนินการตั้งนามสกุลให้แก่ชาวมละบริ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบทะเบียนราษฎรของรัฐ ในแต่ละชุมชนจึงปรากฏนามสกุลที่แตกต่างกัน สำหรับชุมชนบ้านห้วยหยวกมีประชากรชาวมละบริประมาณ 192 คน (ข้อมูล พ.ศ. 2559) และมีการใช้นามสกุลหลักจำนวน 6 นามสกุล ได้แก่ หิรัญคีรี เมลืองไพร อนันตพฤกษ์ ไพรนิวาส สุชนคีรี และคนธพฤกษ์
มละบริชุมชนชาวมละบริบ้านห้วยหยวก ประกอบอาชีพรับจ้างทำไร่ และหาของป่า โดยส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยอยู่กับธรรมชาติ (ป่า) แต่ในอดีตชาวมละบริมักจะหาของป่าเพื่อไปแลกของที่ต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสังคมมีความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย รูปแบบการดำรงชีพและการเข้าถึงทรัพยากรที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวม้งในพื้นที่เดียวกัน พื้นที่ตั้งของชุมชนมละบริอยู่บนเนินเขาเหนือพื้นที่ชุมชนหลัก และเป็นพื้นที่ป่าใช้สอยที่ชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในระยะแรกชาวมละบริมีที่ดินทำกินประมาณ 150 ไร่ และมีการเพาะปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนควบคู่กับการทำงานรับจ้างให้กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น โดยเฉพาะชาวม้ง
ต่อมาชาวมละบริเริ่มเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่ระบบการเพาะปลูกพืชทั้งเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนและเพื่อการจำหน่ายมากขึ้น การเข้าถึงที่ดินเพื่อการเพาะปลูกของชาวมละบริในชุมชนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ ที่ดินที่เป็นของชาวมละบริเอง และที่ดินที่ชาวม้งแบ่งให้ยืมใช้ในการเพาะปลูก ความสัมพันธ์ลักษณะนี้สะท้อนถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างสองกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
ข้อมูลจากศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดน่านระบุว่า ใน พ.ศ. 2543 ชาวมละบริจำนวน 5 ครอบครัวได้ปลูกข้าวไร่ในพื้นที่ที่ชาวม้งแบ่งให้ใช้ หลังการเก็บเกี่ยวสามารถได้ผลผลิตข้าวเปลือกจำนวน 3,200 กิโลกรัม ต่อมาใน พ.ศ. 2544 หน่วยงานภาครัฐได้ส่งเสริมให้ชาวมลาบรีปลูกข้าวไร่เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยมีชาวมละบริจำนวน 5 ครอบครัวใช้พื้นที่รวม 10 ไร่ในการเพาะปลูก และสามารถเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกได้ประมาณ 3,450 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามการเข้าถึงที่ดินของชาวมละบริส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปแบบของการขอยืมที่ดินจากชาวม้ง ทำให้รูปแบบการผลิตบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป โดยชาวมละบริบางครัวเรือนเลือกปลูกพืชเงินสดมากกว่าการปลูกข้าวไร่ซึ่งเป็นพืชอาหาร สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราที่เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของชุมชน ส่งผลให้รูปแบบการผลิตและการบริโภคของชาวมละบริเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงกลางทศวรรษ 2540
ใน พ.ศ. 2546 พบว่าชาวมละบริในหมู่บ้านเริ่มมีการใช้เงินสดในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การซื้อรถจักรยานยนต์มือสอง และการใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารจากพ่อค้าแม่ค้าชาวม้งที่นำอาหารสดเข้ามาจำหน่ายในชุมชน นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าม้งจากหมู่บ้านอื่นเดินทางเข้ามาค้าขายในพื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนเริ่มมีความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจภายนอกมากขึ้น
ในด้านการส่งเสริมอาชีพ หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการดำรงชีพของชาวมลาบรีอย่างต่อเนื่อง โดยใน พ.ศ. 2543 มีการส่งเสริมให้ชาวมละบริเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ได้แก่ ไก่ เป็ด และปลา ควบคู่กับการปลูกพืชอาหาร เช่น ผักสวนครัว ข้าวไร่ และกล้วย ต่อมาใน พ.ศ. 2544 ได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรแบบขังคอกเพื่อเป็นแหล่งอาหารและรายได้เสริมของครัวเรือน ใน พ.ศ. 2545 การส่งเสริมอาชีพยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการสนับสนุนสัตว์เลี้ยงให้กับชุมชน ได้แก่ หมูจำนวน 8 ตัว และไก่จำนวน 105 ตัว รวมทั้งส่งเสริมการปลูกข้าวไร่ในพื้นที่ที่ชาวม้งจำนวน 6 รายแบ่งให้ใช้รวม 16 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกเผือกบริเวณสองข้างทางในพื้นที่ประมาณ 2 งาน รวมทั้งการปลูกผักสวนครัวและไม้ผลภายในบริเวณชุมชน
นอกจากหน่วยงานภาครัฐแล้ว องค์กรพัฒนาเอกชนก็เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชนด้วย เช่น ใน พ.ศ. 2546 องค์กรไฮเฟอร์อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้เข้ามาดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพ โดยสอนการเพาะเห็ดฮังการีและการเลี้ยงปลาดุก พร้อมทั้งขุดบ่อน้ำจำนวน 3 แห่งให้ชุมชนใช้เลี้ยงปลา อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวดำเนินการเพียงระยะสั้น และเมื่อองค์กรถอนตัวออกไป บ่อปลาก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ต่อจนกลายเป็นพื้นที่รกร้างในที่สุด ต่อมาในช่วงปลาย พ.ศ. 2549 การพัฒนาด้านอาชีพและการปศุสัตว์ของชุมชนมีความเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากโครงการพัฒนาชาวมละบริบ้านห้วยหยวกได้รับความสนพระทัยจากสมเด็จพระเทพ ฯ ส่งผลให้หลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินงานพัฒนาในพื้นที่ เช่น การสนับสนุนกระบือเพศผู้ 1 ตัว กระบือเพศเมีย 5 ตัว และสุกรเพศผู้และเพศเมียจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีการให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิดโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดน่าน ในปีเดียวกันชุมชนมีการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ได้แก่ กระบือ 12 ตัว สุกรลูกผสมพันธุ์ลาร์จไวท์ 15 ตัว สุกรพื้นเมืองและลูกผสมหมูป่า 11 ตัว แกะ 6 ตัว และไก่พื้นเมืองประมาณ 300 ตัว
ต่อมาใน พ.ศ. 2552 จังหวัดน่านได้เร่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวมลาบรีตามโครงการในพระราชดำริ โดยมีการสนับสนุนพันธุ์ข้าวไร่ พันธุ์ปลาดุก พันธุ์กบ และพันธุ์พืชสวนให้กับชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น การเลี้ยงสุกร กระบือ ไก่ สัตว์น้ำ และการปลูกพืชเพื่อบริโภคในครัวเรือน ในด้านการจัดสรรที่ดินทำกิน ชาวมละบริมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 51 ไร่ ซึ่งใช้เพื่อการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก และส่วนที่เหลือจากการบริโภคสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมของครอบครัว นอกจากการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์แล้ว การทำงานรับจ้างยังคงเป็นอาชีพสำคัญของชาวมลาบรี โดยแรงงานส่วนใหญ่จะรับจ้างทำงานในไร่ของชาวม้งตามรอบฤดูกาลผลิต ในอดีตเมื่อประมาณกว่า 20 ปีก่อน การจ้างแรงงานมักให้ค่าตอบแทนเป็นสิ่งของหรืออาหาร เช่น การนำหมูมาให้เป็นค่าจ้าง เพื่อให้แรงงานชาวมละบริช่วยทำงานในไร่ตลอดทั้งปี เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวชาวมละบริยังไม่คุ้นเคยกับการใช้เงินตรา
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2546 ระบบค่าจ้างแรงงานเริ่มเปลี่ยนเป็นเงินสด โดยค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50-80 บาทต่อวัน และหากเป็นการจ้างเหมาทั้งปีอาจได้รับค่าจ้างประมาณ 5,000 บาทต่อคน ต่อมาใน พ.ศ. 2553 ค่าแรงงานได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 120-150 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตามนายจ้างมักจัดหาอาหารให้กับแรงงานระหว่างการทำงานในไร่ โดยบางรายอาจจัดหาเพียงข้าวให้ ส่วนกับข้าวแรงงานต้องหาเองจากทรัพยากรในพื้นที่ นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น พื้นที่ชุมชนมละบรินี้ยังเป็นสถานที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพื่อเยี่ยมชมวิถีการดำเนินชีวิต ทั้งปัจจุบันและแบบดั้งเดิม มีการจำลองวิถีชีวิตมีการสร้างอาชีพ การถักถุงย่ามใส่ของที่ทำจากเถาวัลย์ หรือภาษามลาบรี เรียกว่า "ทะแป๊ด" เป็นของฝากของที่ระลึก
วิถีชีวิตของชาวมละบริบ้านห้วยหยวกมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปฏิทินการเกษตรของชุมชนชาวม้ง เนื่องจากชาวมลาบรีจำนวนมากทำงานรับจ้างในไร่ของชาวม้ง การทำงานในไร่จึงสามารถแบ่งออกตามช่วงการเจริญเติบโตของพืชได้เป็น 3 ระยะ
ระยะแรก คือ ช่วงเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ต้องใช้แรงงานหนักในการตัด ฟัน ถาง โค่น ตาก และเผาต้นไม้เพื่อเปิดพื้นที่ทำไร่ให้โล่งเตียนสำหรับการเพาะปลูก พื้นที่ที่เตรียมไว้นี้จะใช้ปลูกพืชสำคัญ เช่น ข้าวไร่และข้าวโพด ในช่วงเวลานี้ครัวเรือนชาวมละบริจำนวนมากจะออกไปพักค้างแรมตามไร่ของชาวม้งเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อช่วยเตรียมพื้นที่เพาะปลูก หลังจากการถางและเผาพื้นที่แล้วจะมีการขุดหลุมทั่วบริเวณ จากนั้นจึงเริ่มหยอดเมล็ดข้าวและข้าวโพดในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน
ระยะที่สอง คือ ช่วงดูแลต้นกล้า ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกไว้จะเริ่มเจริญเติบโตเป็นต้นกล้า งานในไร่ช่วงนี้เน้นการดูแลแปลงเพาะปลูก โดยเฉพาะการควบคุมวัชพืชด้วยการฟันหญ้าไม่ให้เจริญเติบโตแข่งขันกับต้นกล้า งานในช่วงนี้ถือว่าเบากว่าช่วงการเตรียมพื้นที่ ทำให้ชาวมละบริมีเวลาว่างมากขึ้น ในช่วงฤดูฝนนี้พวกเขาจึงมักออกไปหาของป่าและล่าสัตว์ในพื้นที่ป่านอกเขตเพาะปลูกของชาวม้ง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำงาว - น้ำสวด
ระยะที่สาม คือ ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งเป็นช่วงที่งานในไร่กลับมาหนักอีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคม เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวไร่และข้าวโพด ส่วนพืชบางชนิด เช่น ขิง จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน หลังจากการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว พื้นที่เพาะปลูกจะถูกปล่อยพักตามแบบแผนการใช้ที่ดินตามจารีตของชาวม้ง ซึ่งถือเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลทำไร่ในรอบปี
หลังจากสิ้นสุดฤดูการเกษตร ชาวม้งจะหยุดทำงานในไร่เพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงประเพณีปีใหม่ของชุมชนในช่วงปลายเดือนมกราคม ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่ชาวมละบริมีเวลาว่างมากขึ้น และมักออกไปหาของป่าเพื่อนำมาบริโภคในครัวเรือน หรือจำหน่ายเพื่อหารายได้เสริม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ป่าบริเวณหุบเขาบ้านห้วยหยวกมีสัตว์ขนาดใหญ่เหลืออยู่น้อย สัตว์ที่สามารถนำมาจำหน่ายได้จึงมักเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กระรอกป่า ซึ่งในช่วง พ.ศ. 2546 มีราคาประมาณตัวละ 40 บาท ขณะที่ของป่าประเภทหน่อไม้ที่นำไปขายให้พ่อค้าคนกลางชาวม้งมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท
นอกจากการทำงานในไร่และการหาของป่าแล้ว ชาวมละบริยังมีโอกาสรับจ้างแรงงานในกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ เช่น ใน พ.ศ. 2553 ภายใต้โครงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าในบริเวณโครงการ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ดำเนินการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าใช้สอยประมาณ 150 ไร่ และมีการจ้างแรงงานชาวมละบริให้เข้าร่วมปลูกกล้าไม้ โดยได้รับค่าจ้างประมาณคนละ 150 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการสร้างรายได้ให้กับชุมชนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาวมละบริ
ทุนทางภูมิปัญญา
ชาวมละบริมีความสามารถและเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวกับป่าเขา เช่น หากมีของป่ามาวาง 10 ชนิด มี 1 ชนิดที่กินไม่ได้ แต่ชาวมละบริสามารถรู้ว่าคือชนิดใด คุณ โทษ ของพืช ผัก สมุนไพร ตลอดจนการนำวัสดุที่ได้จากป่ามาใช้ในการประดิษฐ์สร้างสรรค์เพื่อการดำรงชีพ
ทุนทางกายภาพ
ชุมชนบ้านหยวกมีทัศนียภาพที่งดงามสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบป่าเขา
ชาวมละบริ บ้านห้วยหยวก ใช้ภาษามละบริ ในการสื่อสารกันเอง หรือในบางครั้งก็มักจะใช้ภาษามละบริในการทักทายผู้มาเยือน แต่ก็สามารถใช้ภาษาไทยกลางหรือถิ่นเหนือได้ด้วยเช่นกัน
ชาวมละบริในชุมชนยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินของครัวเรือนที่เกิดจากการทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ เช่น การปลูกข้าวโพด ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละครัวเรือนมีหนี้สินจากการผลิตประมาณ 10,000 บาท ขณะที่รายได้จากการปลูกข้าวโพดในหนึ่งฤดูกาลต่อปีมีจำนวนไม่มาก บางครัวเรือนมีรายได้เพียงประมาณ 9,000 บาทเท่านั้น ส่งผลให้รายได้จากการผลิตพืชเงินสดไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและการชำระหนี้
ด้วยเหตุนี้หลายครัวเรือนจึงต้องพึ่งพาการทำงานรับจ้างเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยเฉพาะการรับจ้างทำงานให้กับชาวม้งในพื้นที่ แม้ว่าบางครัวเรือนยังคงใช้ที่ดินเพื่อทำการเพาะปลูกอยู่บ้าง แต่สำหรับครัวเรือนที่มีฐานะยากจนมาก การทำเกษตรกลับกลายเป็นภาระที่เพิ่มภาระหนี้สินและแรงงาน จึงเลือกที่จะไม่ทำการเพาะปลูก และหันไปพึ่งพาการทำงานรับจ้างเป็นหลัก ซึ่งบางครั้งนายจ้างจะจัดหาอาหารให้ระหว่างการทำงาน
เนื่องจากชุมชนมลาบรี เป็นชาติพันธุ์กลุ่มน้อยในพื้นที่ตำบลแม่ขะนิง ลำน้ำแม่ขะนิง ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ที่ไม่ค่อยจะยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมภายนอกเท่าที่ควรอีกทั้ง เด็กเยาวชนเผ่าชาวมลาบรี จะอยู่กันเป็นกลุ่มสังคม และสถานที่ที่อยู่อาจเป็นปัจจัยให้ไม่ทันต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมภายนอก
ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง น้ำอุปโภค-บริโภคไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง
การส่งเสริมการศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะความเคยชินในวิถีชีวิตเดิม
เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบสูงภูเขาสลับซับซ้อน เสี่ยงจากภัยจากธรรมชาติ ดินโคลนถล่ม เพราะการถูกบุกรุกหรือทำลายโดยประชาชนในพื้นที่ เผาป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพด ทำสวน ในการหาเลี้ยงชีพ การใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสมยังขาดการจัดระเบียบในพื้นที่ให้สมดุลกลมกลืนกับธรรมชาติ ถึงแม้จะมีปัญหามากแต่โดยรวมยังคงคุณค่าควรแก่การยกย่องให้เป็นมรดกจังหวัด เนื่องจากเป็นย่านชุมชนเก่าที่มีเอกลักษณ์ ด้านการเป็นชุมชนชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์มละบริมีเพียงแห่งเดียวของจังหวัดน่าน ที่สามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้ แม้ในด้านสภาพแวดล้อมจะมีปัญหาเนื่องจากลักษณะเฉพาะตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองมีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งในอนาคตเมื่อมีการประกาศให้รับรู้ว่าเป็นแหล่งอันควรอนุรักษ์ที่มีเอกลักษณ์เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหา รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม. (ม.ป.ป.). ย่านชุมชนเก่าบ้านห้วยหยวก. แหล่งศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์. สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2569, จาก https://culturalenvi.onep.go.th/site/detail/578
ชุมพล โพธิสาร. (2568). มละบริ. สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2569, จาก https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/194/
ปรารถนา ยศสุข. (ม.ป.ป.). ผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศต่อชุมชนและครัวเรือนในชุมชนที่มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชนบทภาคเหนือของประเทศไทย. รายงานผลการวิจัย. มหาวิทยาลัยแม่โจ้. http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/research
มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ชนเผ่าพื้นเมือง มละบริ. สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2569, จาก https://iwgia.org/images/publications/
สุภามาศ สงวนศักดิ์สันติ และลิวา ผาดไธสง. (2564). โครงสร้างประชากรและสถานการณ์สุขภาพของชาวมลาบรี (ตองเหลือง) บ้านห้วยหยวก จังหวัดน่าน : การวิเคราะห์เชิงพื้นที่. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 16(2), 240-247.
อัญชัญ อันชัยศรี. (28 พฤษภาคม 2568). “มละบริ” วิถีชีวิตคนป่า ที่ถูกทำให้กลายเป็นวิญญาณผ่านวาทกรรม “ผีตองเหลือง”. ค้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569, จาก https://imnvoices.com/?p=5963