จุดเด่นของชุมชนบ้านตะเพินคี่คือการเป็นชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ใกล้กับ อุทยานแห่งชาติพุเตย
ตะเพินคี่ มีที่มาจากภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยสะท้อนถึงลักษณะภูมิประเทศของบริเวณที่ตั้งชุมชน คำว่า "ตะเพิน" หมายถึง ลำน้ำหรือลำห้วย ส่วนคำว่า "คี่" หมายถึง ยอดเขา หรือพื้นที่สูง ดังนั้นคำว่า "ตะเพินคี่" จึงสามารถตีความหมายได้ว่า บริเวณลำน้ำที่อยู่ใกล้กับยอดเขา
จุดเด่นของชุมชนบ้านตะเพินคี่คือการเป็นชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ใกล้กับ อุทยานแห่งชาติพุเตย
บ้านตะเพินคี่เป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ใกล้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ อุทยานแห่งชาติพุเตย และผืนป่าที่เชื่อมต่อกับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคตะวันตก
ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมาเป็นเวลานาน โดยสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ได้อพยพเข้ามาจากบริเวณเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศไทยซึ่งเชื่อมต่อกับเขตชายแดนไทย–เมียนมา ตามประวัติศาสตร์การอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ระบุว่ากลุ่มกะเหรี่ยงจำนวนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายจากพื้นที่บริเวณรัฐกะเหรี่ยงและพื้นที่ภูเขาทางตะวันออกของประเทศเมียนมาเข้าสู่ดินแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ การอพยพดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การแสวงหาพื้นที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง และการเคลื่อนย้ายตามวิถีชีวิตของกลุ่มชนภูเขา
จากคำบอกเล่าและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สันนิษฐานว่าชุมชนบ้านตะเพินคี่เริ่มก่อตั้งขึ้นประมาณช่วงต้น พุทธศตวรรษที่ 24 (ประมาณ พ.ศ. 2340-2360) โดยกลุ่มกะเหรี่ยงโผล่วที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณเทือกเขาของจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำไร่หมุนเวียนและการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติ ชาวบ้านในระยะแรกประกอบอาชีพทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน และเก็บของป่าตามฤดูกาล เมื่อเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว กลุ่มกะเหรี่ยงได้เลือกตั้งหมู่บ้านตามแนวลำห้วยและพื้นที่เชิงเขาที่มีแหล่งน้ำและที่ดินเหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรม จนเกิดเป็นชุมชนบ้านตะเพินคี่ในเวลาต่อมา ชุมชนได้พัฒนาขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการขยายจำนวนครัวเรือนและการตั้งถิ่นฐานของเครือญาติในพื้นที่เดียวกัน
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2450-2480 ชุมชนเริ่มมีการขยายตัวของจำนวนประชากร มีการตั้งหมู่บ้านอย่างชัดเจน และเริ่มมีการติดต่อกับชุมชนภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนสินค้าพื้นบ้าน เช่น ข้าว พืชไร่ และของป่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองประมาณ พ.ศ. 2490-2500 รัฐไทยเริ่มขยายการปกครองเข้าสู่พื้นที่ภูเขา มีการสำรวจประชากรและจัดตั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ ทำให้บ้านตะเพินคี่เริ่มมีการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐมากขึ้น
พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา รัฐบาลมีนโยบายประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ภูเขาทางตะวันตก ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนของชุมชนบ้านตะเพินคี่อยู่ในเขตพื้นที่ป่า ชาวบ้านจึงต้องปรับตัวทั้งในด้านการใช้ที่ดินและรูปแบบการทำเกษตรกรรม จากการทำไร่หมุนเวียนมาเป็นการทำเกษตรแบบถาวรและปลูกพืชเศรษฐกิจบางชนิด ต่อมาใน พ.ศ. 2541 ได้มีการประกาศจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติพุเตย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภูเขาและป่าธรรมชาติในอำเภอด่านช้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงกับบ้านตะเพินคี่ ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับการอนุรักษ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ในปัจจุบัน บ้านตะเพินคี่เป็นชุมชนกะเหรี่ยงที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ทั้งภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ นอกจากนี้พื้นที่โดยรอบยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ เช่น การเดินป่าศึกษาธรรมชาติและการขึ้นชมวิวบนยอดเขาเทวดาในเขต อุทยานแห่งชาติพุเตย ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของชุมชนทั้งในด้านวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติของภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย
อาณาเขตติดต่อ
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ พื้นที่ป่าภูเขาในเขตของ อุทยานแห่งชาติพุเตย
- ทิศใต้ ติดต่อกับ พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมของตำบลวังคัน อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ พื้นที่ป่าและแนวภูเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์ของ อุทยานแห่งชาติพุเตย
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ผืนป่าตะวันตกของประเทศไทยซึ่งมีความเชื่อมต่อกับพื้นที่ของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่ของชุมชนบ้านตะเพินคี่มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางค่อนข้างมาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และพื้นที่ลาดชัน ทำให้การตั้งถิ่นฐานของชุมชนมักกระจายตัวตามบริเวณลำห้วยหรือพื้นที่ราบเชิงเขา ซึ่งเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและการทำเกษตรกรรมของชุมชน
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
พื้นที่ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสายที่หล่อเลี้ยงชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ลำห้วยต่าง ๆ ในบริเวณนี้ไหลรวมกันเป็นลำน้ำสำคัญของพื้นที่ ทำให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำในการดำรงชีวิตและการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง เช่น น้ำตกและจุดชมวิวบนภูเขาในเขต อุทยานแห่งชาติพุเตย
ภูมิอากาศ
บ้านตะเพินคี่มีลักษณะภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน มี 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว โดยฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมากเนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขาและป่าต้นน้ำ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์
จากข้อมูล แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566-2570) องค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านตะเพินคี่ มีครัวเรือนทั้งสิ้น 101 ครัวเรือน จำนวนประชาชนทั้งสิ้น 280 คน โดยแบ่งออกดังนี้ประชากรชาย157 และประชากรหญิง 123
ระบบเครือญาติ
ชุมชนบ้านตะเพินคี่มีลักษณะเป็นเครือญาติแบบใกล้ชิด เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือการแต่งงานเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบครอบครัวขยาย สมาชิกในชุมชนมักให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งในด้านการทำงาน การเกษตร และกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เช่น การจัดพิธีกรรม งานบุญ หรือประเพณีของชุมชน ระบบเครือญาติจึงมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่และความเข้มแข็งของชุมชน
ชาติพันธุ์
สำหรับกะเหรี่ยงในภาคตะวันตกของประเทศไทยได้เคลื่อนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในความปกครองของกษัตริย์สยามและเคยเข้าร่วมในกองทัพของสยามเพื่อต่อสู้กับพม่าเมื่อสองร้อยปีที่แล้ว ทำให้บางคนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงในกองทัพ นอกจากนี้ การที่พระเจ้าอลองพญาได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดจากการทำสงครามกับกษัตริย์มอญ ในปี พ.ศ. 2298 ทำให้กะเหรี่ยงซึ่งอยู่ใต้อาณัติของมอญ ต้องอพยพโยกย้ายเข้ามาในเขตปกครองของอาณาจักรไทย แถบพื้นที่ป่าเขาของจังหวัดอุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี และต่อมาทางกษัตริย์สยามก็ได้แต่งตั้งเจ้าเมืองคนกะเหรี่ยง ให้ดำรงตำแหน่งพระศรีสุวรรณคีรี คอยดูแลหัวเมืองหน้าด่าน มีผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองต่อเนื่องกันมาห้าคน ก่อนที่จะมีการปรับปรุงระบบบริหารราชการใหม่และยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง เจ้าเมืองคนสุดท้ายได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมู่บ้านสะเนพ่อง อำเภอสังขละบุรี และได้รับพระราชทานนามสกุล เสตะพันธุ์ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ. 2459
ประชากรส่วนใหญ่ของบ้านตะเพินคี่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยเฉพาะกะเหรี่ยงกลุ่ม โผล่ว ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของประเทศไทยมานานหลายชั่วอายุคน มีความโดดเด่นด้านภาษาที่หลากหลายสำเนียงและถิ่นที่แต่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจภายในกลุ่ม การแต่งกายที่บ่งบอกถึงธรรมเนียมปฏิบัติและสถานภาพ ขณะเดียวกันก็มีความเข้มแข็งด้านความเชื่อ ประเพณี และวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันบูรณาการความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศาสนาสากล และยังคงรักษาวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมในการทำไร่หมุนเวียนอันเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่แสดงถึงความเคารพและนอบน้อมต่อธรรมชาติ ถือเป็นวิถีวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและสะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน
โพล่งโครงสร้างทางสังคม
โดยทั่วไปแล้ว ครอบครัวกะเหรี่ยงมีรูปแบบเป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก แต่ก็ยังปรากฏรูปแบบครอบครัวขยายอยู่ด้วย เพราะในบางครอบครัวอาจมีพ่อแม่ของฝ่ายหญิงอาศัยอยู่ด้วย นอกจากนี้การที่สังคมกะเหรี่ยงนับถือญาติฝ่ายแม่ เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายชายต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง นับถือญาติทางฝ่ายหญิง ในครอบครัวจึงมีครอบครัวของลูกสาวและลูกเขยอยู่อีกครอบครัวหนึ่ง จนกระทั่ง 1 ปี ผ่านไป หรือหากน้องสาวแต่งงาน ครอบครัวพี่สาวจึงจะแยกออกไปสร้างบ้านอยู่ใกล้ ๆ สำหรับบุตรสาวคนสุดท้องจะต้องอยู่กับพ่อแม่แม้จะแต่งงานแล้วก็ตาม เพราะมีหน้าที่เลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ดังนั้น ลูกสาวคนสุดท้องจึงได้รับมรดก เช่น ที่นาและวัวควายหากครอบครัวใดที่ไม่มีลูกสาว ลูกชายจะทำหน้าที่แทน ส่วนครัวเรือนที่แม่บ้านเสียชีวิต จะต้องรื้อบ้านทิ้งแล้วสร้างใหม่ เพื่อลูกสาวที่แต่งงานแล้วจะได้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพบุรุษได้
ครอบครัวกะเหรี่ยงมีรูปแบบเป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก แต่ก็ยังปรากฏรูปแบบครอบครัวขยายอยู่ด้วย เพราะในบางครอบครัวอาจมีพ่อแม่ของฝ่ายหญิงอาศัยอยู่ด้วย นอกจากนี้การที่สังคมกะเหรี่ยงนับถือญาติฝ่ายแม่ เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายชายต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง นับถือญาติทางฝ่ายหญิง ในครอบครัวจึงมีครอบครัวของลูกสาวและลูกเขยอยู่อีกครอบครัวหนึ่ง จนกระทั่ง 1 ปีผ่านไป หรือหากน้องสาวแต่งงาน ครอบครัวพี่สาวจึงจะแยกออกไปสร้างบ้านอยู่ใกล้ ๆ สำหรับบุตรสาวคนสุดท้องจะต้องอยู่กับพ่อแม่แม้จะแต่งงานแล้วก็ตาม เพราะมีหน้าที่เลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ดังนั้น ลูกสาวคนสุดท้องจึงได้รับมรดก เช่น ที่นาและวัวควายหากครอบครัวใดที่ไม่มีลูกสาว ลูกชายจะทำหน้าที่แทน ส่วนครัวเรือนที่แม่บ้านเสียชีวิต จะต้องรื้อบ้านทิ้งแล้วสร้างใหม่ เพื่อลูกสาวที่แต่งงานแล้วจะได้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพบุรุษได้
องค์กรชุมชน
บ้านตะเพินคี่มีการบริหารจัดการตามระบบการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทย โดยมีผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีองค์กรทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน และกลุ่มองค์กรชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
กลุ่มอาชีพ
ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น การทำไร่ ทำสวน และปลูกพืชเพื่อการยังชีพ รวมถึงพืชเศรษฐกิจบางชนิด นอกจากนี้ ยังมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพเพื่อเสริมรายได้ให้แก่ครัวเรือน เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และกลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ศูนย์วัฒนธรรมชุมชนชาวกะเหรี่ยง
ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของคนในชุมชน เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงให้คงอยู่ต่อไป รวมทั้งเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชุมชนและผู้ที่สนใจศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ภายในศูนย์มีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน เครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม เครื่องจักสาน และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน บทบาทเป็นแหล่งรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่ ซึ่งชุมชนตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ อุทยานแห่งชาติพุเตย
ศูนย์วัฒนธรรมชุมชนยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน เช่น พิธีกรรมตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง การถ่ายทอดความรู้ด้านภาษา การทอผ้า และการทำหัตถกรรมพื้นบ้าน รวมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับการประชุมและกิจกรรมของชุมชน ศูนย์วัฒนธรรมชุมชนชาวกะเหรี่ยงจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านตะเพินคี่ และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตลอดจนสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
บ้านตะเพินคี่เป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติและทรัพยากรป่าไม้ เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณภูเขาและป่าธรรมชาติใกล้กับ อุทยานแห่งชาติพุเตย ทำให้การดำรงชีวิตของคนในชุมชนมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและฤดูกาลอย่างใกล้ชิด
วิถีชีวิตของคนในชุมชนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยชาวบ้านนิยมทำไร่ ทำสวน และปลูกพืชเพื่อการยังชีพ เช่น ข้าว ข้าวโพด และพืชพื้นบ้านต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเก็บของป่าตามฤดูกาล เช่น เห็ด หน่อไม้ และพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและรายได้เสริมของครัวเรือน
ลักษณะการดำรงชีวิตของคนในชุมชนยังคงมีความเรียบง่ายและพึ่งพาอาศัยกันในรูปแบบของเครือญาติ สมาชิกในชุมชนมักช่วยเหลือกันในการทำงาน เช่น การช่วยกันทำไร่ การเก็บเกี่ยวผลผลิต และการจัดกิจกรรมของชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์แบบสังคมชนบทที่มีความใกล้ชิดและสามัคคี
เทศกาลและพิธีกรรมสำคัญในรอบปีดังนี้
- เดือนมกราคม ประเพณีกินข้าวใหม่ เป็นงานพิธีที่ต้องทำในแต่ละครอบครัวก่อนที่จะเริ่มต้นทำไร่กันอีกครั้ง และเป็นงานในระดับตำบลโดยหมุนเวียนไปในแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านไหนเป็นเจ้าภาพจะจัดให้มีงาน 4 คืน 3 วัน
- เดือนกุมภาพันธ์ ประเพณีถวายราหุล เป็นการสะเดาะเคราะห์ของชุมชน เพื่อนบ้านมาร่วมกันกวนย่าฮุและนิมนต์พระมาสวดทำพิธี เมื่อสุกนำไปถวายพระ หลังพิธีชาวบ้านจะกินยาฮุแล้วนำมาโปรยรอบบ้านและนำมาวางไว้บนหัวเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์
- เดือนมีนาคม ประเพณีไหว้เจดีย์พระธาตุ ในช่วงขึ้น 15 ค่ำ โดยคนในชุมชนจะร่วมกันนำทรายในห้วยมาก่อเจดีย์ นำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการบูชา
- เดือนเมษายน เป็นทั้งเดือนปีใหม่และวันสงกรานต์ของชาวไทยกะเหรี่ยงโผล่ว มีการจัดงาน 4 คืน 3 วัน โดยเริ่มในคืนวันขึ้น 13 ค่ำตอนเย็น ชาวบ้านเรียกงานลงและเลิกงานในคืนแรม 1 ค่ำ
- เดือนพฤษภาคม หลังพ้นเดือนขึ้นปีใหม่ ทุกครอบครัวจะต้องไหว้พระคุ้มครองบ้าน ผู้หญิงที่อาวุโสสูงสุดในบ้านเป็นคนทำพิธี คนในครอบครัวรวมถึงลูกหลานที่ออกไปทำงานและพี่น้องที่ยังไม่ได้แยกครอบครัวจะกลับมาทำพิธีรวมกันในบ้านเป็นเวลา 2 คืน และต้องนอนรวมกันห้ามแยกไปนอนบ้านอื่น
- เดือนกรกฎาคม ประเพณีเข้าพรรษาจะมีงานบุญ 4 คืน 3 วัน ชาวบ้านจะเข้ารับศีลตั้งแต่คืนวันขึ้น 13 ค่ำและใส่บาตรทุกเช้าเป็นเวลา 3 วัน พอถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 วันพระใหญ่ เป็นวันเข้าพรรษาของฆราวาสเพื่อที่จะได้อธิษฐานจิตว่าตลอดเข้าพรรษาจะปฏิบัติตนอย่างไร วันแรม 1 ค่ำ เป็นวันเข้าพรรษาของพระสงฆ์ ชาวบ้านจะถวายธูป เทียน ดอกไม้ พร้อมทั้งถวายเทียนที่หลอมรวมจากเทียนที่แต่ละครอบครัวนำมาให้
- เดือนสิงหาคม ประเพณีผูกข้อมือ (ไข่จู) มีความหมายสำคัญในการรวมพลังคนในครอบครัวหรือคนในชุมชน ถ้าเป็นการผูกข้อมือในครอบครัวจะทำวันใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นการผูกข้อมือในระดับชุมชนจะทำในวันพระใหญ่ขึ้น 15 หรือ 14 ค่ำเท่านั้น
- เดือนกันยายน งานบุญเรือและถวายน้ำผึ้ง น้ำตาลทราย เป็นงานบุญถวายอาหารให้พระสงฆ์ งานจะเริ่มขึ้นในตอนเย็นขึ้น 13 ค่ำ พระสงฆ์นำสวดมนต์ ตอนเช้าขึ้น 15 ค่ำ แต่ละบ้านจะเอาน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายมาใส่บาตรเพื่อถวายพระสงฆ์ หลังจากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันสร้างเรือจากไม้ไผ่ เตรียมสิ่งของที่ใช้ในงานพิธีนี้ทำในตอนกลางคืน พระสงฆ์สวดมนต์ ชาวบ้านจุดเทียนรอบลำเรือแล้วถวายให้พระสงฆ์
- เดือนตุลาคม ประเพณีออกพรรษาจะมีงาน 4 คืน 2 วัน คืนแรกชาวบ้านจะเข้าวัด สวดมนต์ ช่วงเช้าอีกวันชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร ช่วงกลางวัน พระสงฆ์แสดงธรรมเทศนาเรื่องพระเวสสันดรชาดกตลอด 3 วัน ในคืนสุดท้ายของวันออกพรรษา ชาวบ้านจะเข้าวัด สวดมนต์ ทำบุญถวายสังฆทานให้กับพระ
นอกจากนี้ยังมีประเพณีเพ่อเคอะกู่หว่องทิ (ทำเฉพาะบางปี) เป็นการถวายทานเช่นเดียวกัน แต่จะทำกันที่หมู่บ้านอื่น โดยผู้ร่วมงานจะเดินทางไปหมู่บ้านอื่น รอจนกว่าชาวบ้านจะนอนหลับหมดประมาณตี 2 ผู้ที่มาร่วมงานจะเดินเข้าหมู่บ้านและส่งเสียงตะโกน ตีเกราะให้เสียงดังเพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านตกใจตื่น แล้วจึงไปวัดเพื่อนำของไปถวาย กรวดน้ำ ชาวบ้านเรียกประเพณีนี้ว่าขโมยบุญ
ทุนทางกายภาพ
ชุมชนบ้านตะเพินคี่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงมีทุนทางกายภาพที่สำคัญซึ่งเอื้อต่อการดำรงชีวิตของชุมชนและการพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยทุนทางกายภาพที่สำคัญของพื้นที่ ได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา แหล่งน้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับชุมชน พื้นที่ชุมชนอยู่ใกล้กับ อุทยานแห่งชาติพุเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของจังหวัดสุพรรณบุรี อุทยานแห่งชาติพุเตยมีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของพื้นที่โดยรอบ ทำให้ชุมชนบ้านตะเพินคี่มีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์และเอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ในพื้นที่ใกล้เคียงยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตกตะเพินคี่ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติพุเตย ลักษณะของน้ำตกเกิดจากลำห้วยที่ไหลผ่านพื้นที่ภูเขา ทำให้เกิดความสวยงามตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอด่านช้าง นอกจากนี้ น้ำตกดังกล่าวยังเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของพื้นที่อีกด้วย
นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้เคียงยังมีจุดชมวิวที่สำคัญคือ ยอดเขาเทวดา ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย ยอดเขาเทวดาเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาและป่าไม้ได้อย่างกว้างไกล อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว
ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนในชุมชนส่วนใหญ่คือ ภาษากะเหรี่ยง โดยเฉพาะกะเหรี่ยงกลุ่ม โผล่ว ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันภายในครอบครัวและชุมชน รวมทั้งใช้ในการประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ คนในชุมชนยังสามารถใช้ ภาษาไทย ในการสื่อสารกับบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานของรัฐ เช่น การติดต่อราชการ การศึกษา และการค้าขาย เนื่องจากชุมชนอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทยและมีการติดต่อกับสังคมภายนอกมากขึ้น
ชุมชนแห่งนี้มีลักษณะเป็นชุมชนชนบทที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญ ทำให้ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานมีค่อนข้างจำกัด และการดำรงชีวิตของคนในชุมชนต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ ทำให้ระบบสาธารณูปโภคในชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในอดีต การคมนาคมภายในชุมชนบ้านตะเพินคี่ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางดินหรือเส้นทางธรรมชาติที่ใช้สัญจรระหว่างหมู่บ้านและพื้นที่ทำกิน การเดินทางไปยังพื้นที่อำเภอหรือจังหวัดจึงค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ถนนมีสภาพเป็นโคลนและยากต่อการเดินทาง ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานจากหน่วยงานของรัฐ ได้มีการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมให้เป็นถนนที่สามารถใช้รถยนต์สัญจรได้ ทำให้การเดินทางระหว่างชุมชนกับพื้นที่ภายนอกสะดวกมากขึ้น ส่งผลให้การติดต่อ การขนส่งสินค้า และการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของประชาชนเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ด้านระบบไฟฟ้า เดิมทีชุมชนบ้านตะเพินคี่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน ชาวบ้านต้องใช้แสงสว่างจากตะเกียงหรือไฟจากเชื้อเพลิงธรรมชาติในการดำรงชีวิต แต่ในเวลาต่อมาได้มีการขยายระบบไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้าน ทำให้ครัวเรือนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้มากขึ้น การมีไฟฟ้าใช้ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น ทั้งในด้านการดำรงชีวิตประจำวัน การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการสนับสนุนการศึกษาและการสื่อสารของคนในชุมชน
พุเตย
Thailand
กะเหรี่ยงตะเพินคี่ กับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม. (9 มีนาคม 2548). MGR ONLINE. สืบค้นเมื่อ 9 มีนาคม 2569, https://mgronline.com
นัฐวุฒิ สิงห์กุล. (2562). พลวัตชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตกของไทย ระยะที่ 1 พื้นที่ศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
ชุมพล โพธิสาร. (2568). โพล่ง. ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2569, จาก https://ethnicity.sac.or.th
พัฒน์รพี ขันธกาญจน์. (2536). มาโปงเคิงตะล่อง กตัญญูต่อแผ่นดินของกะเหรี่ยงโปว์ ที่บ้านตะเพินคี่. วารสารสารคดี. 9(105). 148-159.
พิชิตยอดเขาเทวดา-ชมทะเลหมอกใกล้กรุง ที่ “อช. พุเตย” อุทยานฯ แห่งเดียวในเมืองสุพรรณบุรี. (16 ม.ค. 2565). MGR ONLINE. สืบค้นวันที่ 10 มีนาคม 2569, จาก https://mgronline.com
สุนทร พุ่มไพรวัลย์ และคณะ. (2557). รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์การพัฒนาพื้นที่ “กลุซุ” ที่เหมาะสมต่อวิถีชีวิตโดยการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและยาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-กะเหรี่ยง (โผล่ว) บ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
องค์การบริหารส่วนตำบลวังยาว. (2566). แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566-2570). สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2569, จาก https://www.wangyaw.go.th