Advance search

คลองบางหลวง

ชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยอยุธยา จุดเด่นของชุมชนมีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ทั้งพุทธศาสนา และอิสลาม

วัดโมลีโลกยาราม
วัดอรุณ
บางกอกใหญ่
กรุงเทพมหานคร
สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ โทร. 0 2868 1253
เบญญทิพย์ ไขแสง
16 ธ.ค. 2025
เบญญทิพย์ ไขแสง
13 มี.ค. 2026
วัดโมลีโลกยาราม
คลองบางหลวง

ชุมชนตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร


ชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยอยุธยา จุดเด่นของชุมชนมีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ทั้งพุทธศาสนา และอิสลาม

วัดโมลีโลกยาราม
วัดอรุณ
บางกอกใหญ่
กรุงเทพมหานคร
10600
13.740490355057139
100.4892341808294
กรุงเทพมหานคร

ชุมชนฝั่งธนบุรี มีหลักฐานพบว่าเป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่โบราณ มีหลักฐานยืนยันว่ามีชุมชนตั้งอยู่ และเป็นเมืองตั้งแต่สมัยอยุธยาในฐานะเมืองหน้าด่านทางการค้าและการเดินทางซึ่งมีบทบาทในการเป็นเส้นทางเดินเรือติดต่อค้าขายที่สำคัญระหว่างกรุงศรีอยุธยากับต่างชาติที่เข้ามาทางอ่าวไทย เรือจาก อินโดนีเซีย จีน โปรตุเกส ฝรั่งเศส อังกฤษ ฮอลันดา เข้ามาจอดพักบริเวณหน้าด่านเพื่อเสียภาษี สำหรับทำการค้ากับอยุธยาและชาติอื่นๆ จึงเกิดชุมชนขึ้นมา บางกอกเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเล และเป็นที่ตั้งของด่านขนอน ด่านเก็บภาษีที่สำคัญแห่งหนึ่งของอยุธยา ความคึกคักของการค้า ทำให้ผู้คนเข้ามาทำการค้าที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศรัทธาเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยมีชุมชนชาวจีน มอญ ญวน ลาว มุสลิม และชาวไทย อยู่ปะปนกันไป มีการตั้งเมืองบางกอกนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร" แต่การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของผู้คนส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านฝั่งตะวันตกของคลองลัดบางกอก เพราะมีพื้นที่ดินดอนกว่าทางฝั่งตะวันออก เกิดเป็นชุมชนย่านสวนผลไม้ที่มีการขยายตัวไปจนถึงเขตแม่น้ำอ้อมที่บางกรวย

สมัยอยุธยา

พื้นที่ชุมชนวัดโมลีโลกยารามเดิมทีมีผู้คนอาศัยอยู่ เดิมไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการเป็นเพียงชุมชนขนาดเล็ก บ้านเรือนของผู้คนตั้งอยู่บริเวณริมคลองริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีการสร้างวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร ไม่ปรากฏว่าสร้างเมื่อพุทธศักราชเท่าใด และใครเป็นผู้สร้าง มีชื่อเรียกทั่วไปว่า "วัดท้ายตลาด" มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยามา จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากตั้งอยู่ต่อจากตลาดเมืองกรุงธนบุรีเนื่องจากสมัยอยุธยามีการค้า แลกเปลี่ยน ต่างชาติเข้ามาทำการค้าจำนวนมาก เกิดเป็นชุมชนที่อยู่อาศัย การเกิดขึ้นของชุมชนในบริเวณปากคลองบางหลวงและกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนอย่างหนาแน่น เป็นชุมชนผสมระหว่างชุมชนพุทธและชุมชนมุสลิม สมัยสมเด็จพระไชราชาธิราช (พ.ศ. 2077-2111) ซึ่งเป็นช่วงของการเกณฑ์แรงงานอาสาต่างชาติเพื่อทำศึกสงครามและบูรณะประเทศ โดยเฉพาะการขุดคลองลัดบางกอก พ.ศ. 2085 มีชาวมุสลิมเชื้อสายจามเข้ามาเป็นกองกำลังอาสาต่างชาติ จากการขุดคลองลัดบางกอกจึงทำให้มีชุมชนชาวมุสลิมเกิดขึ้นบริเวณท้ายป้อมเมืองบางกอกหรือป้อมวิชัยประสิทธิ์ในปัจจุบัน

พ.ศ 2231 มีการสร้างมัสยิดต้นสนซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของพระนารายณ์มหาราช โดยใช้มัสยิดต้นสนเป็นพื้นที่ในการเก็บส่วย เป็นศูนย์กลางของชุมชนมุสลิม มีการอพยพมาสร้างบ้านเรือนใกล้ๆกับมัสยิดต้นสนและล่องแพมาจอดพำนักอาศัยเพิ่มเติมเรื่อย ๆ จนคลองบางกอกเป็นพื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในสมัยนั้น โดยการพำนักอาศัยเรือนแพเป็นส่วนใหญ่ จึงถูกขนานนามจากชาวสยามว่า "แขกแพ" โดยมีชุมชนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณมัสยิดต้นสนนั้นนิยมอยู่ตามเรือนแพ ซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนไทยหนึ่งหรือสองหลังปลูกซ้อนกันเรียงรายไปตามสองฝั่งคลอง นับตั้งแต่บริเวณหน้าวัดโมลีโลกยารามไปจนถึงบริเวณหน้าวัดหงส์รัตนารามและฝั่งตรงข้าม ชาวแขกแพเหล่านั้นมีอาชีพค้าขายเป็นหลัก ขายสินค้าในเรือนแพของตน โดยมีผู้ซื้อพายเรือมาซื้อของที่เรือนแพ และใช้เรือพายไปขายสินค้าตามชุมชนต่าง ๆ อาทิ ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน กานพลู ผ้าแพรพรรณ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผ้าที่มาจากประเทศอินเดียและถ้วยโถโอชามต่าง ๆ

สมัยธนบุรี

หลังจากการเสียกรุงครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตัดสินพระทัยตั้งบางกอกเป็นราชธานีแห่งใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะคล้ายคลึงกับอยุธยา มีคลองมากมายสำหรับใช้สัญจรและสามารถออกสู่ทะเลได้ มีการตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นย่อมๆ โดยส่วนมากเป็นชุมชนของผู้คนที่มีความเชื่อทางศาสนา และพิธีกรรมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปากคลองบางกอกใหญ่ มีการตั้งบ้านเรือนของกลุ่มผู้คนมุสลิม ชาวมอญ ชาวจีน และฝรั่ง ตั้งแต่พระราชวังเดิมยาวไปจนถึงคลองสาน

ชุมชนวัดโมลีโลกยารามตั้งแต่อดีตเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางความเชื่อและศาสนา มีทั้งวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร และมัสยิดต้นสนที่อยู่ร่วมกันได้ การตั้งราชธานีใหม่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีการขยับขยายพื้นที่  ชุมชนมุสลิมยังคงยึดถิ่นเดิมอยู่ต่อไปเพราะมีศาสนสถานหรือสุสานอยู่ก่อนอย่างมั่นคง เช่นในกรณีมัสยิดต้นสน การอพยพย้ายเข้ามาของกล่มคนที่ถูกกวาดต้อนลงมาจากกรุงศรีอยุธยา ปักหลักอยู่กับคนที่อยู่แต่เดิมจากเป็นเพียงกลุ่มบ้านย่อย ๆ กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ผู้คนที่อาศัยอยู่ตลอดสองฝั่ง ตั้งแต่ปากคลองบางกอกใหญ่ลึกเข้าไปจนถึงตลาดพลู ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวมุสลิมที่มาตั้งบ้านเรือน ชาวมุสลิมอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณมัสยิดเพิ่มขึ้น ชุมชนมัสยิดต้นสนในขณะนั้นจึงเต็มไปด้วยผู้คน มีการประดับโคมไฟในบริเวณมัสยิดและตามทางเดิน มีร้านค้าขายอาหารและขนม ตั้งเรียงรายจากหน้าวัดหงส์รัตนารามถึงวัดโมลีโลกยาราม

"คลองบางหลวง" เพี้ยนมาจากคำว่า "คลองบางข้าหลวง" เนื่องจากในสมัยตั้งกรุงธนบุรี เป็นย่านที่อยู่อาศัยของข้าราชการ ขุนนาง และข้าหลวงทั้งชาวไทยและชาวมุสลิม พื้นที่บริเวณ คลองบางหลวง ถือเป็นชุมชนสำคัญที่ตั้งอยู่ใกล้ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในอดีต ส่งผลให้บริเวณนี้มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งข้าราชการ พ่อค้า และช่างฝีมือ เกิดเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา

สมัยรัตนโกสินทร์

ในเวลาต่อมาเมื่อเข้าสู่ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ชุมชนวัดโมลียังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะชุมชนริมน้ำที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับลำคลองและการสัญจรทางน้ำ บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ตั้งเรียงรายตามแนวคลอง มีสะพานไม้เชื่อมต่อถึงกัน เกิดเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนริมน้ำแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ ชุมชนวัดโมลียังเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น งานหัตถกรรม การแสดงพื้นบ้าน และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน รวมทั้งยังมีศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร และมัสยิดต้นสน ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจิตใจของคนในชุมชน

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับ กำแพงกองทัพเรือ กรมสื่อสารทหารเรือ
  • ทิศใต้ ติดต่อกับ คลองบางกอกใหญ่ ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งวัดกัลยาณมิตร
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

ลักษณะสภาพพื้นที่

ช่วงรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช กษัตริย์รัชกาลที่ 13 แห่งกรุงศรีอยุธยา มีการขุดคลองเพื่อเชื่อมการคมนาคมทั้งในเกาะกรุงศรีอยุธยาเองและสถานที่ใกล้เคียง รวมทั้งมีการขุดคลองลัดในลำน้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง เพื่อให้เรือเดินทางจากปากน้ำ ไปสู่กรุงศรีอยุธยาได้สะดวก ทั้งนี้ก่อนจะขุดคลองลัด หากมาจากกรุงศรีอยุธยาจะต้องเลี้ยวเข้าคลองน้อย ไปเลี้ยวตรงวัดขี้เหล็ก ตลิ่งชัน กว่าจะมาถึงคลองบางกอกใหญ่ก็ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

คลองสำคัญที่ขุดในครั้งนั้นก็คือ คลองลัดบางกอก โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงที่ไหลคดโค้งเพื่อย่นระยะทางของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้กระแสน้ำไหลเข้าคลองลัดกัดเซาะตลิ่งสองข้างจนกว้างออกกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ (ช่วงที่ผ่านหน้าโรงพยาบาลศิริราชกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) โดยบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่เป็นที่ดอน มีชุมชนตั้งหนาแน่น ส่วนฝั่งตะวันออกเป็นที่ลุ่มต่ำสลับหนองบึง ขณะที่ส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็แคบลงเป็นคลอง (คือคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน) ทำให้คลองลัดแม่น้ำแห่งนี้เก่าแก่กว่าคลองลัดอื่นๆ และเมื่อขุดเสร็จทำให้ "ตำบลบางกอก" กลายเป็น "เกาะบางกอก" ไป และเกิดเมืองบางกอกขึ้นทั้งสองฝั่งของคลองลัด ซึ่งเมื่อมีการขุดคูเมืองขึ้นก็ทำให้กลายเป็นเมืองอกแตกไป

ในอดีตมีลักษณะเป็นชุมชนแออัดที่มีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างอย่างไม่เป็นระเบียบเรียงรายตามแนวคลองและพื้นที่ว่าง โดยมีลักษณะเป็นบ้านไม้ยกพื้นหรือเพิงพักขนาดเล็กตั้งชิดติดกัน ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านพื้นที่ใช้สอยและสภาพแวดล้อมโดยรวมไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ทางเดิน น้ำสะอาด และการระบายน้ำ ยังไม่เพียงพอ ทำให้ในบางช่วงเวลาชุมชนมีสภาพใกล้เคียงกับชุมชนแออัดหรือสลัม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนมีความแออัดในอดีต เกิดจากการขยายตัวของประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการอาศัยอยู่ใกล้แหล่งงานในเขตเมือง ประกอบกับพื้นที่ชุมชนตั้งอยู่บนที่ดินของวัด จึงไม่มีการวางผังอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การก่อสร้างบ้านเรือนเป็นไปตามความจำเป็นของผู้อยู่อาศัยมากกว่าการคำนึงถึงระเบียบแบบแผนของชุมชนโดยรวม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ชุมชนได้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากความร่วมมือของคนในชุมชนเองและการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บ้านเรือนได้รับการปรับปรุงให้มีความมั่นคงและเป็นระเบียบมากขึ้น มีการจัดระเบียบทางเดินและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้มีความเหมาะสมและเพียงพอ

เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีการตั้งบ้านเรือนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้มีกลุ่มคนที่หลากหลายทางศาสนา สังคม และวัฒนธรรม อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่อดีต มีชุมชนมุสลิม ชาวจีน มอญ และชาวไทย แต่ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ภายในชุมชนเป็นชาวไทยดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบ ๆ ชุมชน และชาวมุสลิมบางส่วน 

ชุมชนที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยประกอบด้วยประชากรทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังเคยมีกลุ่มชาวมอญตั้งถิ่นฐานอยู่ แต่ได้ลดจำนวนลงและไม่ปรากฏบทบาทอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจในอดีต พบว่ามีกลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวกันผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยาสระผมและน้ำยาล้างจาน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีระบบการจ้างงานภายในชุมชน เช่น การรับจ้างทำตาลปัตรพระ โดยมีตัวกลางเป็นผู้รับงานจากภายนอกและกระจายงานให้สมาชิกในชุมชนดำเนินการผลิต ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกันภายในชุมชน

ในปัจจุบัน ชุมชนมีการพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยมีผู้นำชุมชน ประธาน และรองประธาน ทำหน้าที่ประสานงานและขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชุมชนมากขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดตั้งกลุ่มและองค์กรชุมชนเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ความเข้มแข็งดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการสร้างอำนาจต่อรองของชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นด้านสิทธิในการอยู่อาศัย เนื่องจากพื้นที่ชุมชนตั้งอยู่บนที่ดินของวัด ทำให้ในอดีตมีความเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อ อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นชุมชนที่มีการรวมตัวและจัดการอย่างเป็นระบบ จึงส่งผลให้การดำรงอยู่ของชุมชนมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน

ชุมชนชาวพุทธ วิถีชีวิตส่วนใหญ่โดยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขายขนาดย่อม และบางส่วนประกอบอาชีพรับราชการ กิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนมักยึดโยงกับวัดเป็นศูนย์กลาง โดยมีการจัดประเพณีสำคัญตามปฏิทินทางพระพุทธศาสนา เช่น งานสงกรานต์ งานเข้าพรรษา และวันสำคัญทางศาสนาอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่สะท้อนความเป็นชุมชนร่วมสมัย เช่น การจัดงานวันเด็กบริเวณลานใต้ สะพานข้ามคลองบางหลวงหน้าวัดโมลีโลกยาราม ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนในชุมชนใช้ร่วมกัน กิจกรรมดังกล่าวมีบทบาทในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีของคนในชุมชน

ในส่วนของชุมชนชาวมุสลิม มีวิถีชีวิตที่ยึดมั่นตามหลักศาสนาอิสลาม โดยมีการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด เช่น การละหมาดวันละ 5 เวลา การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการจ่ายซะกาตเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ศูนย์กลางของกิจกรรมทางศาสนาคือ มัสยิดต้นสน ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานสำคัญตามปฏิทินอิสลาม เช่น วันอีดิ้ลฟิตรี (หลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอน) และวันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการรวมตัวของครอบครัวและชุมชนเพื่อประกอบพิธีกรรมและทำกิจกรรมร่วมกัน

ภายในชุมชนมีลักษณะการอยู่อาศัยแบบพหุวัฒนธรรม โดยประชากรทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมสามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างสันติ ซึ่งปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันคือการมี พื้นที่สาธารณะ ที่ใช้ร่วมกันภายในชุมชน

พื้นที่สาธารณะดังกล่าว ได้แก่ ลานกีฬา ลานอเนกประสงค์ และพื้นที่ใต้ สะพานข้ามคลองบางหลวงหน้าวัดโมลีโลกยาราม ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมชุมชน ทั้งในด้านนันทนาการ การออกกำลังกาย และการจัดกิจกรรมทางสังคม เช่น งานวันเด็ก การประชุมชุมชน หรือกิจกรรมตามเทศกาลต่าง ๆ พื้นที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มวัยและทุกศาสนาได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

ทุนทางวัฒนธรรม

1.วัดโมลี

วัดนี้เป็นวัดโบราณ สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ไม่ปรากฏว่าสร้างเมื่อพุทธศักราชเท่าใด และใครเป็นผู้สร้าง มีชื่อเรียกทั่วไปว่า วัดท้ายตลาด มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยามา จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากตั้งอยู่ต่อจากตลาดเมืองกรุงธนบุรี คำว่า ตลาดเมืองธนบุรี นั้น ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า เดิมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ตัดเป็นเส้นตรงอย่างเช่นทุกวันนี้ ช่วงระหว่างปากคลองบางกอกน้อยบริเวณโรงพยาบาลศิริราชถึงบริเวณท่าเตียนนั้นเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขุดขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 13 (พ.ศ. 2077-2089) แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อย่นระยะทางอันเป็นประโยชน์ต่อการสัญจรทางน้ำ การสงคราม การค้าขายทั้งในและนอกราชอาณาจักร สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมในช่วงบางกอกนั้นเป็นสายที่คดเคี้ยว เมื่อไหลเข้าสู่บางกอกจะไหลวกเข้าสู่คลองบางกอกน้อยเชื่อมต่อคลองบางกอกใหญ่ ไหลมาออกที่ปากน้ำบริเวณหน้าวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) กับบริเวณข้างวัดกัลยาณมิตร ทำให้เสียเวลาในการเดินทางเรือ จึงโปรดให้ขุดคลองลัดบางกอกดังที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งบริเวณเหล่านี้ในสมัยนั้นเป็นตลาดน้ำขนาดใหญ่ที่มีเรือสินค้าทุกประเภทจอดเรียงรายเพื่อค้าขายสินค้าทุกชนิดเต็มไปหมด ซึ่งได้แก่บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่และปากคลองตลาดทุกวันนี้ วัดนี้จึงเรียกว่า วัดท้ายตลาด พระอารามนี้มีความสำคัญต่อประเทศชาติและพระราชวงศ์ ดังนี้

เมื่อสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเป็นราชธานีแห่งใหม่ของสยามประเทศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงเห็นว่าบริเวณเขตพระราชวังมีความคับแคบ เนื่องจากมีวัดขนาบอยู่ทั้งสองด้าน จึงทรงรวมเขตพื้นที่ของวัดทั้ง 2 คือวัดท้ายตลาดกับวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) เข้าเป็นเขตพระราชวัง จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำตลอดสมัยกรุงธนบุรี วัดท้ายตลาดและวัดแจ้งจึงนับเป็นพระอารามในเขตพระราชวังเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงย้ายราชธานีไปตั้งอยู่ฟากฝั่งตะวันออกคือ กรุงรัตนโกสินทร์ทรงโปรดให้สร้างเสนาสนะขึ้นที่วัดแจ้งและวัดท้ายตลาด เฉพาะวัดท้ายตลาดโปรดให้พระมหาศรี เปรียญเอกวัดพลับ (วัดราชสิทธาราม) เป็นพระเทพโมลี ต่อมาภายหลังจึงได้รับการสถาปนาเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ โปรดให้นำพระสงฆ์อันดับมาครองวัดท้ายตลาด ซึ่งพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยหลายพระองค์ ทรงศึกษาอักขรสมัยในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) อีกทั้งพระองค์เจ้าชายทับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ผนวช ยังได้เป็นพระราชกรรมวาจา (ภิกษุผู้มีหน้าที่สวดประกาศในพิธีอุปสมบท เพื่อแจ้งรายละเอียดของผู้ขอบวชแก่สงฆ์ และถามมติสงฆ์ว่าจะยอมรับให้บวชหรือไม่ เป็นพระคู่สวดกับพระอนุสาวนาจารย์ในพิธีบวช) ส่วนวัดแจ้งโปรดให้พระปลัดในสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระโพธิวงศาจารย์ พระครูเมธังกร เป็นพระศรีสมโพธิแล้วโปรดให้พระราชาคณะทั้ง 2 รูป ไปครองวัดแจ้ง ทำให้วัดท้ายตลาดและวัดแจ้งจึงมีพระสงฆ์อยู่ประจำและเป็นพระอารามหลวงนับแต่นั้นมา

สมัยรัชกาลที่ 2 ทรงปฏิสังขรณ์วัดท้ายตลาดและพระราชทานนามว่า "วัดพุทไธศวรรย์" ในรัชกาลนี้ สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี ทรงสร้างพระอุโบสถขึ้นหลังหนึ่ง คือ พระอุโบสถหลังปัจจุบัน มีพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) เป็นราชาคณะขณะนั้นซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของเจ้านายในสมัยนั้นมากและยังเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์

สมัยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้บูรณะวัดท้ายตลาดใหม่ทั้งอารามและพระราชทานนามใหม่ว่า วัดโมลีโลกย์สุธาราม สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากมีพระเกศาของรัชกาลที่ 3 และ 4 ประดิษฐานอยู่ ต่อมาเรียกวัดนี้ว่า วัดโมลีโลกยาราม ในรัชสมัยนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถึงแก่มรณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2386 รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ประดิษฐานไว้ในหอที่วัดโมลีโลกยารามเพื่อสักการบูชา นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรื้อพระตำหนักแดง ที่เคยประทับในพระบรมมหาราชวังไปสร้างถวายที่พระราชวังเดิมทั้งหมู่ ครั้นเมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำหนักแดงไปสร้างถวายเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม

สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กระทำผาติกรรม ย้ายพระตำหนักแดงไปสร้างเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทรงปฏิสังขรณ์ และทรงสร้างกุฏิตึกพระราชทานเจ้าอาวาส หอสวดมนต์ และหอกลาง

สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิสังขรณ์วัดโมลีโลกยาราม อีกครั้งหนึ่ง คือ หอพระไตรปิฎก ซึ่งบูรณะในสมัยพระธรรมเจดีย์ (อยู่) เป็นเจ้าอาวาส

2.มัสยิดต้นสน

มัสยิดต้นสน หรือ กุฎีบางกอกใหญ่ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กุฎีใหญ่ ชื่อกุฎีบางกอกใหญ่ หรือกุฎีใหญ่นั้น เพราะมัสยิดตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ ส่วนชื่อมัสยิดต้นสนนั้น ได้มาจากต้นสนคู่ที่ปลูกใหม่หน้าประตูกำแพงหลังเสร็จสิ้นการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ จึงเรียกชื่อดังกล่าวสืบมา มัสยิดต้นสน ตั้งอยู่บริเวณใกล้ปากคลองบางกอกใหญ่ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ สถานะเป็นสถานที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม

ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นศาสนสถานที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีศาสนกิจฝังศพ เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) นายทหารคู่พระทัยและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และพระราชทานที่ดินขยายพื้นที่จากเดิมที่เจ้าพระยาราชวังสันเสนีย์ (ม๊ะหูด) บุตรเจ้าพระยารามเดโชชัยสร้างไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

มัสยิดนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างในปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2231 โดย เจ้าพระยาราชวังสันเสนีย์ (ม๊ะหมูด) เดิมเรียกกันว่า กุฎีใหญ่ ซึ่งเรียกย่อมาจาก กุฎีบางกอกใหญ่ อาคารเดิม สร้างเป็นเรือนไม้สักยกพื้น หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา รูปทรงคล้ายศาลาการเปรียญที่อยู่ในวัดศาสนาพุทธ ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการสร้างใหม่อีกครั้ง โดยสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ได้ปลูก ต้นสนคู่ไว้ที่หน้าประตูกำแพงมัสยิดต่อมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็นทางการว่า "มัสยิดต้นสน" มัสยิดต้นสนในระยะแรกก่อตั้งมีลักษณะเป็นเรือนไม้ยกพื้น ฝาขัดแตะ หลังคามุงจากขนาดเล็ก มีนอกชานอยู่ด้านหน้า ต่อมาเมื่อจำนวนมุสลิมมากขึ้น จึงขยายมัสยิด ให้กว้างขวางขึ้นเป็นเรือนไม้สัก ยกพื้น ฝาขัดแตะ เปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาและกระเบื้องทราย มีรูปร่างลักษณะคล้ายศาลาการเปรียญตามวัดต่าง ๆ

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและ ชาวมุสลิมในบริเวณคลองบางกอกใหญ่ เห็นสมควรให้สถาปนามัสยิดใหม่เป็นอาคารแบบก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงโรง แต่ทำเป็นอาคารดาดฟ้า มีลูกกรงเป็นระเบียงล้อมรอบชายคาทั้ง 4 ด้าน หน้าบันมีลวดลายลงรักปิดทอง ประดับช่อฟ้าใบระกา มัสยิดหลังใหม่นี้จึงมีลักษณะคล้ายวัด

รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกช่อฟ้าออกเพื่อมิให้เกิดการเข้าใจผิด มัสยิดสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2359 สร้างกำแพงล้อมรอบมัสยิดเป็นกำแพงอิฐหนามากอยู่คงทนมาจนถึงปัจจุบัน สมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และคณะกรรมการมัสยิดต้นสนเห็นควรรื้อมัสยิดหลังเดิมออกเนื่องจากชำรุดทรุดโทรมเกินกว่าที่จะบูรณะได้ และมีมติให้สร้างหลังใหม่ขึ้นในปี 2495

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของมัสยิดต้นสน ในชุมชนแห่งนี้ ที่ใกล้ชิดกับราชสำนักสยามมาโดยตลอด จึงทำให้มัสยิดต้นสนมีหลักฐานกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงธนบุรี ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ยุคต้นจนถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคพร้อมด้วยพระอนุชา(พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9) ชุมชนมัสยิดต้นสน เป็นการส่วนพระองค์โดยมีจุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) พระยามไหสวรรย์ (นายกเทศมนตรีนครธนบุรี) พร้อมด้วยอิหม่ามและคณะกรรมการมัสยิดต้นสนรับเสด็จฯ

ภายในมัสยิดต้นสนมีวัตถุโบราณและของสำคัญทางศาสนา เช่น

  • เมี๊ยะร๊อบ ใช้เป็นสถานที่ที่อิหม่าม (ผู้นำละหมาด) นำมาละหมาดโดยผู้เป็นอิหม่ามเข้าไปละหมาดภายใน สร้างคล้ายศาลาขนาดเล็ก โดยในมัสยิดต้นสนมีเมี๊ยะร็อบลักษณะแบบเตียงสวดของพระสงฆ์ในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หลังคาหน้าจั่วสองชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยช่อฟ้ามีจงอยปากแบบปากนก ส่วนหางหงส์ ตัวกรอบหน้าจั่ว แบบนาคลำยองที่เป็นตัวนาคคดโค้ง ใบระกาแทนครีบนาค ส่วนหางหงส์ตกแต่งแบบนาคปักแปลงเป็นรูปของหางหงส์แทนนาค 5 เศียร ของพุทธศาสนา
  • กระดานสลักลายอัลกุลอ่าน เดิมปิดทองล่องชาด จำหลักภาพมหาวิหารกะอ์บะห์ในอดีตและยกโองการจากมหาคัมภีร์อัล-กุรอานจำหลักประดับ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "เครื่องประดับชุมทิศ" ของมัสยิดเก่าแห่งใดแห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 (พ.ศ.2310) และลอยตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมา ได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังปรากฏร่องรอยไฟไหม้
  • พระปมาภิไธย์รัชกาลที่ 8-9 วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงเสด็จพระราชดำเนินมายังมัสยิดต้นสนเป็นการส่วนพระองค์ เสด็จออกประทับที่หน้ามุขของมัสยิด ทรงมีพระกระแสพระราชดำรัสต่อมัสยิดต้นสน และทรงลงพระปรมาภิไธย์ในสมุดเยี่ยมของมัสยิด ทรงเสด็จพระราชดำเนินชมบริเวณอาคารมัสยิดประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ชุมชนวัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนา ส่งผลให้ลักษณะการใช้ภาษาของคนในชุมชนมีความหลากหลายตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรม โดยภาษาหลักที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันคือภาษาไทยกลาง ซึ่งใช้ทั้งในการติดต่อสื่อสารทั่วไป การประกอบอาชีพ และการดำเนินกิจกรรมของชุมชน

เนื่องจากชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์ ในอดีตจึงมีการใช้ภาษาอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มชาวมุสลิมซึ่งอาจมีการใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามซึ่งมีรากศัพท์จากภาษาอาหรับหรือภาษามลายูในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การละหมาดและการศึกษาคำสอนทางศาสนา ภาษาดังกล่าวมักใช้ในบริบทของศาสนกิจและการเรียนรู้ทางศาสนา

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

Sarakadee.lite. (2565, เมษายน 6). ก่อนจะเป็นกรุงเทพฯ ชื่อ บางกอก เคยปรากฏในแผนที่ฝรั่งตั้งแต่อยุธยาSanook. สืบค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569, จาก https://www.sanook.com

จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (2569, มกราคม 25). ก่อร่างสร้างสยาม : บทบาทมุสลิมในประวัติศาสตร์ไทย [การบรรยาย]. หอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย. ณ มัสยิดต้นสน แขวงวัดอรุณฯ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์ ป.ธ.9). (ม.ป.ป.). ประวัติวัดโมลีโลกยาม.วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร. สืบค้นเมื่อ 21 มกราคม 2569, จาก https://www.watmoli.com

ป.บุนนาค. (2553). ธนบุรีมีอดีต. สำนักพิมพ์ฐานบุ๊ค.

มัสยิดต้นสน. (2553). ท่องวัดผ่านเว็บ หอสมุดวังท่าพระ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569. จาก http://www.thapra.lib.su.ac.th

คณะกรรมการจัดงานเสวนามุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามยุคสมัย. (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามยุคสมัย ประวัติชาวมัสยิดต้นสน บทวิเคราะห์ความเป็นมา 400 ปีเคียงคู่เอกราชชาติไทย. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการฯ

หอสมุดวังท่าพระ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2553). วัดโมลีโลกยาราม. ท่องวัดผ่านเว็บ. สืบค้นเมื่อ 16 มกราคม 2569, จาก http://www.thapra.lib.su.ac.th

สำราญ ผลดี. (2556). พัฒนาการทางประวัติศาสตร์...ธนบุรีศรีมหาสมุทร. มหาวิทยาลัยธนบุรี.

สุนิติ จุฑามาศ. (2563, เมษายน 16). กุฎีใหญ่ต้นสน. The Cloud. สืบค้นเมื่อ16 มกราคม 2569, จาก https://readthecloud.co

อัญชลิตา สุวรรณะชฏ. (2553). มัสยิดกับชีวิตประจำวัน. สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, จาก https://tpir53.blogspot.com

จรัณธร วงศ์วันดี. (2569, มีนาคม 10). ผู้ใหญ่บ้านบ้านเปลือยทอง. ฐิตินันท์ จันทร์เจือ. ผู้สัมภาษณ์

กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิต. (2568, ธันวาคม 13). บุคคลในชุมชนวัดโมลี แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร. สัมภาษณ์โดย เบญญทิพย์ ไขแสง

ดอกไม้ (นามสมมติ). (2568, ธันวาคม 13). บุคคลในชุมชนวัดโมลี แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร. สัมภาษณ์โดย เบญญทิพย์ ไขแสง

ธนกฤต. (2568, ธันวาคม 13). บุคคลในชุมชนวัดโมลี แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร. สัมภาษณ์โดย เบญญทิพย์ ไขแสง

ฤดล. (2568, ธันวาคม 13). บุคคลในชุมชนวัดโมลี แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร. สัมภาษณ์โดย เบญญทิพย์ ไขแสง

สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ โทร. 0 2868 1253