ชุมชนบ้านเสมาเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น
ตามคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่น เมื่อมีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่ภายหลัง ชาวบ้านได้พบหลักหินเสมาหรือเศษชิ้นส่วนของใบเสมาโบราณกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณวัด เนินดิน หรือพื้นที่เกษตรกรรม ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า บ้านเสมา ตามลักษณะของโบราณวัตถุที่พบ และใช้ชื่อนี้เป็นชื่อหมู่บ้านสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ชุมชนบ้านเสมาเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น
ในบริเวณชุมชนบ้านเสมา ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่สำคัญ เช่น พระธาตุยาคู ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองฟ้าแดดสงยางในสมัยทวารวดี
พื้นที่บริเวณอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะที่ตั้งของเมืองโบราณ ฟ้าแดดสงยาง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของวัฒนธรรมสมัยทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในพื้นที่แห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การพัฒนาเมือง และความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน
พื้นที่บริเวณเมืองฟ้าแดดสงยางมีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีหลักฐานการขุดค้นพบโบราณวัตถุ เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือโลหะ เครื่องประดับ และหลักฐานการฝังศพ ซึ่งสามารถกำหนดอายุได้ตั้งแต่ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 3-8 (ประมาณ พ.ศ. 200-800) หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้มีชุมชนมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่มาเป็นเวลานานก่อนที่จะพัฒนาเป็นเมืองในสมัยประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา
ต่อมาในช่วงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 12-16 (ประมาณ พ.ศ. 1100-1600) ซึ่งเป็นช่วงเวลาของวัฒนธรรมทวารวดี พื้นที่บริเวณนี้ได้พัฒนาเป็นชุมชนเมืองที่มีความสำคัญอย่างมาก เมืองฟ้าแดดสงยางได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของวัฒนธรรมทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมในยุคดังกล่าว
เมืองฟ้าแดดสงยางตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำปาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่มและมีแหล่งน้ำสำคัญ ทำให้พื้นที่แห่งนี้สามารถพัฒนาเป็นชุมชนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อกับลุ่มแม่น้ำชีและลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งทำให้เมืองแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการติดต่อระหว่างชุมชนต่าง ๆ ในภูมิภาค
หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดของเมืองฟ้าแดดสงยาง คือ การค้นพบใบเสมาหินจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปวัฒนธรรมสมัยทวารวดี ใบเสมาเป็นหลักหินที่ใช้กำหนดเขตพุทธาวาสของวัดในพระพุทธศาสนา โดยมักตั้งล้อมรอบบริเวณอุโบสถหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จากการสำรวจพบว่าในพื้นที่เมืองฟ้าแดดสงยางมีใบเสมาหินมากกว่า 100 หลัก และหลายหลักมีการแกะสลักลวดลายที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติและชาดก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและบทบาทสำคัญของพระพุทธศาสนาในชุมชน
นอกจากใบเสมาแล้ว ยังพบโบราณวัตถุอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูป เครื่องประดับ และจารึก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญทางศิลปกรรมและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับศูนย์กลางทวารวดีในภูมิภาคอื่น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศิลปกรรมที่พบในเมืองฟ้าแดดสงยางมีลักษณะคล้ายคลึงกับศิลปะทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย เช่น การใช้รูปแบบธรรมจักร การสร้างสถูป และการแกะสลักภาพพุทธประวัติ
ในด้านผังเมือง เมืองฟ้าแดดสงยางมีลักษณะเป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ซึ่งเป็นรูปแบบของการวางผังเมืองที่พบได้ทั่วไปในสมัยทวารวดี ลักษณะผังเมืองมีรูปทรงคล้ายวงรี และต่อมามีการขยายพื้นที่เมืองออกไปจนมีลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมมุมมน ภายในเมืองพบโบราณสถานจำนวนมาก เช่น ฐานเจดีย์ วิหาร และศาสนสถาน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วบริเวณเมือง แสดงให้เห็นว่าเมืองแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางศาสนาและชุมชนขนาดใหญ่
จากหลักฐานทางโบราณคดี นักวิชาการสันนิษฐานว่าเมืองฟ้าแดดสงยางมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางทางศาสนา เนื่องจากพบศาสนสถานและศิลปวัตถุทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางของชุมชนในลุ่มน้ำชี ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญต่อการเกษตรและการคมนาคม การตั้งอยู่ในบริเวณที่สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางการค้าภายในภูมิภาค ทำให้เมืองแห่งนี้อาจมีบทบาทเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมระหว่างชุมชนต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา) ความสำคัญของเมืองฟ้าแดดสงยางเริ่มลดลง ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายการค้า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และอิทธิพลของรัฐโบราณอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อาณาจักรเขมร ทำให้ชุมชนเมืองค่อย ๆ เสื่อมความสำคัญลง และประชากรบางส่วนได้ย้ายถิ่นฐานไปตั้งชุมชนในพื้นที่อื่น
ในช่วงเวลาต่อมา พื้นที่บริเวณเมืองโบราณได้กลายเป็นพื้นที่ชุมชนชนบท และมีการตั้งหมู่บ้านต่าง ๆ ขึ้นในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชุมชนบ้านเสมา ชุมชนดังกล่าวยังคงรักษาร่องรอยของอดีตผ่านโบราณวัตถุและโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่
จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เมืองฟ้าแดดสงยางจึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนในสมัยทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การพัฒนาเมือง และความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา เมืองโบราณแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในระดับท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในระดับภูมิภาค เนื่องจากเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีในดินแดนลุ่มแม่น้ำชีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
อาณาเขตติดต่อ
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านข้าวหลาม
- ทิศใต้ ติดต่อกับ บ้านสงยาง
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ บ้านสะอาดศรี
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลโนนศิลา
สภาพภูมิประเทศ
สภาพชุมชนโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีลักษณะเป็นทุ่งนาและพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ ดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายและดินเหนียวซึ่งเหมาะสมต่อการเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนาข้าวซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านมาตั้งแต่อดีต นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บางส่วนที่ใช้ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และพืชผักสวนครัวเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน แหล่งน้ำธรรมชาติถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของชุมชน โดยพื้นที่บริเวณนี้อยู่ในเขตลุ่มน้ำชี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีลำห้วย หนองน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดเล็กกระจายอยู่ในพื้นที่ ซึ่งใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการอุปโภคบริโภคของประชาชนในชุมชน
สภาพแวดล้อม
โดยรอบชุมชนส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ชนบทที่มีธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก พื้นที่เกษตรกรรม ทุ่งนา และแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญของภูมิทัศน์ชุมชน ส่งผลให้ชุมชนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ วิถีชีวิตของชาวบ้านจึงผูกพันกับฤดูกาลทางการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
จากข้อมูล แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566-2570) เทศบาลตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านเสมา มีครัวเรือนทั้งสิ้น 254 ครัวเรือน จำนวนประชาชนทั้งสิ้น 901 คน โดยแบ่งออกดังนี้ประชากรชาย 425 คน และประชากรหญิง 476 คน
ระบบเครือญาติ ชุมชนบ้านเสมามีลักษณะของความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่ค่อนข้างแน่นแฟ้น ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยาย ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหลายรุ่นอาศัยอยู่ร่วมกันหรืออยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน ทั้งในด้านการช่วยเหลือกันในการทำเกษตรกรรม การจัดงานประเพณี และการดูแลสมาชิกในครอบครัว
ด้านชาติพันธุ์ ประชากรในชุมชนบ้านเสมาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสาน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
โครงสร้างทางสังคม ที่สะท้อนลักษณะของสังคมชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนที่ใกล้ชิดและมีการรวมกลุ่มกันในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการบริหารจัดการชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาของชุมชน มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคม คนในชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มหรือองค์กรชุมชนขึ้นเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนในหมู่บ้านเพื่อดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ทั้งในด้านการส่งเสริมอาชีพ การออมเงิน และการจัดกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ของชุมชน นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มในด้านวัฒนธรรมและประเพณี เช่น การร่วมกันจัดงานบุญประจำปีของหมู่บ้าน งานบุญตามฮีตสิบสอง และกิจกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นที่วัด ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชน
ด้านอาชีพ ประชาชนในชุมชนบ้านเสมาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของครัวเรือนในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีการปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย หรือพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคและจำหน่าย สำหรับอาชีพเสริมของคนในชุมชน ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ การค้าขายขนาดเล็ก การรับจ้างทั่วไป และการทำงานในภาคบริการหรือภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง การรวมกลุ่มประกอบอาชีพในชุมชนมักอยู่ในรูปแบบของกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มอาชีพที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยเหลือกันในการทำงาน
วิถีชีวิตของชุมชนบ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความผูกพันกับความเชื่อ ประเพณี และพระพุทธศาสนาแบบชาวอีสาน ซึ่งสะท้อนผ่าน ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ อันเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและการประกอบพิธีกรรมประจำปีของชุมชน นอกจากการทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักแล้ว คนในชุมชนยังร่วมกันจัดงานบุญประเพณีตามเดือนต่าง ๆ ดังนี้
- เดือนมกราคม : บุญเข้ากรรม ชาวบ้านร่วมทำบุญที่วัด พระสงฆ์เข้าปริวาสกรรม และเป็นช่วงพักหลังฤดูเก็บเกี่ยว
- เดือนกุมภาพันธ์ : บุญคูณลาน ทำบุญคูณลานเพื่อขอบคุณพระแม่โพสพ
- เดือนมีนาคม : บุญข้าวจี่ ชาวบ้านนำข้าวเหนียวย่างทาไข่ไปถวายพระที่วัด เป็นการทำบุญตามประเพณี
- เดือนเมษายน : บุญผะเหวด/สงกรานต์ มีการเทศน์มหาชาติ ฟังพระเวสสันดรชาดก และจัดกิจกรรมสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
- เดือนพฤษภาคม : บุญบั้งไฟ ชาวบ้านจัดงานบุญบั้งไฟเพื่อขอฝนก่อนเข้าสู่ฤดูทำนา
- เดือนมิถุนายน : บุญซำฮะ ทำพิธีชำระบ้านเมือง ปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมความเป็นสิริมงคลให้หมู่บ้าน
- เดือนกรกฎาคม : บุญเข้าพรรษา ชาวบ้านถวายเทียนพรรษาและเครื่องไทยธรรมให้พระสงฆ์
- เดือนสิงหาคม เป็นช่วงฤดูทำนา ชาวบ้านดำนาและดูแลนาข้าวเป็นหลัก
- เดือนกันยายน : บุญข้าวประดับดิน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับตามความเชื่อของชาวอีสาน
- เดือนตุลาคม : บุญข้าวสาก ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ โดยนำอาหารไปถวายพระ
- เดือนพฤศจิกายน : บุญออกพรรษา/บุญกฐิน ชาวบ้านร่วมทำบุญตักบาตรและทอดกฐินที่วัด
- เดือนธันวาคม : เป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยว ชาวบ้านพักผ่อนและเตรียมพื้นที่เพาะปลูกสำหรับปีถัดไป
พระธาตุยาคู
พระธาตุยาคูเป็นโบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองโบราณแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางชุมชนสำคัญในลุ่มน้ำชีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงวัฒนธรรมทวารวดี
จากการศึกษาทางโบราณคดีพบว่า พระธาตุยาคูน่าจะสร้างขึ้นในช่วงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 12-16 ซึ่งตรงกับช่วงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของพระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มีรูปแบบศิลปกรรมที่สอดคล้องกับศาสนสถานในสมัยทวารวดีที่พบในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
บริเวณโดยรอบพระธาตุยาคูพบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก โดยเฉพาะ ใบเสมาหินทราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนาในวัฒนธรรมทวารวดี ใบเสมาบางแผ่นมีการสลักภาพเรื่องราวจากชาดกและพุทธประวัติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาในอดีต นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุอื่น ๆ เช่น เศษภาชนะดินเผา อิฐโบราณ และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองฟ้าแดดสงยางในช่วงเวลานั้น
จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า พระธาตุยาคูมีการก่อสร้างและบูรณะหลายครั้งในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยฐานล่างสุดเป็นฐานเจดีย์แบบทวารวดี ต่อมาในสมัยอยุธยามีการสร้างเจดีย์ซ้อนทับบนฐานเดิม และในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการบูรณะเพิ่มเติม ทำให้รูปแบบของพระธาตุในปัจจุบันเป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมจากหลายยุคสมัย
นอกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว พระธาตุยาคูยังมีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาในหมู่ชาวบ้านเกี่ยวกับการสร้างพระธาตุแห่งนี้ โดยตำนานกล่าวว่า ในอดีตบริเวณเมืองฟ้าแดดสงยางเคยมีพระเถระผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมือง ชื่อว่า พระยาคู หรือ ยาคู ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกพระอาจารย์หรือพระเถระผู้ทรงศีลในภาษาท้องถิ่นอีสาน
ตามตำนานกล่าวว่า พระยาคูได้เดินทางมาจำพรรษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองฟ้าแดดสงยาง จนเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในเมือง เมื่อพระยาคูมรณภาพลง ชาวเมืองจึงได้ร่วมกันสร้างพระธาตุขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของท่านไว้เป็นที่ระลึก และเพื่อเป็นสถานที่สักการบูชาของชุมชน จึงเรียกพระธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุยาคู ตามชื่อของพระเถระผู้เป็นที่เคารพ
มีการใช้ภาษาอีสานในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการใช้ภาษาไทยกลางในด้านการศึกษาและการติดต่อราชการ
การสำรวจเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางเริ่มต้นอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2481 เมื่อพระพาหิรัชต์พิบูล ข้าราชการสรรพากรจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าไปสำรวจโบราณสถานภายในเมือง และได้ทำการถ่ายภาพใบเสมา พระพุทธรูป และโบราณสถานต่าง ๆ รวมทั้งพระธาตุยาคู เพื่อนำข้อมูลส่งให้กับนายฟรานซิส เฮนรี ไกส์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรและเป็นกรรมการบริหารของสยามสมาคม พระพาหิรัชต์พิบูลยังได้บันทึกตำนานเกี่ยวกับเมืองและร่างแผนผังของเมืองโดยสังเขป พร้อมทั้งรายงานว่าบริเวณเมืองโบราณแห่งนี้พบใบเสมาหินจำนวนมาก โดยชาวบ้านได้ช่วยกันนำใบเสมาที่พบในพื้นที่มารวมกันไว้ระหว่าง พ.ศ. 2478-2479 ประมาณ 2,000 แผ่น ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของศาสนสถานในสมัยทวารวดี
พ.ศ. 2497 นายอิริค ไชเดนฟาเดน อดีตพันตรีแห่งกองทัพไทย ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งนี้ลงในวารสารทางวิชาการ โดยเรียกเมืองนี้ว่า "กนกนคร" และได้กล่าวถึงแผนผังของเมือง รวมถึงรูปแบบศิลปกรรมของใบเสมาที่พบในบริเวณพระธาตุยาคูและศาสนสถานโดยรอบ พร้อมทั้งเสนอความเห็นว่าเมืองฟ้าแดดสงยางเป็นเมืองโบราณในสมัยทวารวดี
พ.ศ. 2499 ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศกุล ได้ศึกษารูปแบบศิลปกรรมของใบเสมาที่พบในเมืองฟ้าแดดสงยาง และเสนอว่าภาพสลักบนใบเสมาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มตามลักษณะการเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา พร้อมทั้งกำหนดอายุของใบเสมาเหล่านี้ว่ามีอายุอยู่ในช่วงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 14-15 ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาของวัฒนธรรมทวารวดี
พ.ศ. 2506 กรมศิลปากร โดยนายมานิต วัลลิโภดม และนายจำรัส เกียรติก้อง พร้อมคณะ ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางอย่างเป็นระบบ รวมถึงบริเวณพระธาตุยาคู โดยได้จัดทำแผนผังเมืองและบันทึกภาพโบราณสถานต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาทางโบราณคดี
พ.ศ. 2509 ศาสตราจารย์บวรเซอนิเยร์ แห่งมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส ได้เดินทางมาสำรวจเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง และให้ความเห็นว่าเมืองโบราณแห่งนี้ยังคงมีโบราณสถานที่สมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก จึงควรดำเนินการสำรวจและขุดแต่งทางโบราณคดีเพิ่มเติมเพื่อศึกษาหลักฐานของวัฒนธรรมทวารวดี ก่อนที่โบราณสถานเหล่านี้จะถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
หลังจากนั้น กรมศิลปากรได้มอบหมายให้หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ดำเนินการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถานภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง โดยใน พ.ศ. 2510 นายหวัน แจ่มวิมล พร้อมคณะได้ทำการขุดแต่งโบราณสถานจำนวน 9 แห่ง และใน พ.ศ. 2511 ได้ดำเนินการขุดแต่งเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง รวมเป็น 14 แห่ง การศึกษาดังกล่าวนำไปสู่ข้อสรุปว่าเมืองฟ้าแดดสงยางเคยเป็นชุมชนโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 12-16 และมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยาประมาณ พุทธศตวรรษที่ 19–23
หลักฐานสำคัญที่สะท้อนการพัฒนาทางสถาปัตยกรรมคือ พระธาตุยาคู ซึ่งพบว่ามีการก่อสร้างซ้อนทับกันหลายยุคสมัย โดยฐานล่างสุดเป็นฐานเจดีย์แบบทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นฐานแบบอยุธยา และส่วนบนสุดเป็นเจดีย์ทรงเรียวสูงที่มีลักษณะของสมัยรัตนโกสินทร์ แสดงให้เห็นถึงการใช้พื้นที่ศาสนสถานอย่างต่อเนื่องยาวนาน
พ.ศ. 2526 หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ดำเนินการบูรณะเสริมความมั่นคงพระธาตุยาคู โดยเฉพาะบริเวณฐานแปดเหลี่ยมและองค์พระธาตุ เพื่อป้องกันการทรุดตัวของโบราณสถาน
พ.ศ. 2533-2534 กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูและบูรณะโบราณสถานในพื้นที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง โดยมีการขุดลอกคูเมือง ปรับปรุงกำแพงเมือง และดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม รวมทั้งออกแบบการบูรณะโบราณสถานหลายแห่งภายในเมือง
พ.ศ. 2534 กรมศิลปากรได้ร่วมมือกับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เพื่อดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง โดยมุ่งศึกษาลักษณะการตั้งถิ่นฐานและความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณอื่น ๆ การขุดค้นครั้งนี้ได้ดำเนินการในพื้นที่หลายจุดทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมือง รวมถึงบริเวณที่อยู่อาศัยของชุมชนโบราณ
พ.ศ. 2539 สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี ได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะเสริมความมั่นคงพระธาตุยาคู (โบราณสถานหมายเลข 101) พร้อมทั้งเจดีย์บริวารโดยรอบ ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข 102, 103 และ 104 รวมถึงโบราณสถานอื่น ๆ ภายในเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง
ในระยะหลัง กรมศิลปากรยังคงดำเนินงานอนุรักษ์และศึกษาทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง โดยใน พ.ศ. 2554 สำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด ร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการศึกษาพื้นที่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง และจัดทำแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้
ปัจจุบันพระธาตุยาคูและเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในเชิงการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
เสมา
ใบเสมา หรือ สีมา เป็นประติมากรรมหินสลัก ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์หรือเพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในพุทธศาสนา จากการศึกษาพบว่ามีการสร้างอย่างแพร่หลายมาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 ซึ่งเป็นยุคที่วัฒนธรรมทวารวดีเจริญรุ่งเรืองขึ้น การปักใบเสมาดังกล่าวอาจสืบเนื่องมาจากระบบคติความเชื่อ สันนิษฐานว่าอาจจะเกี่ยวกับ
- คติที่สืบทอดมาจากประเพณีการปักหินตั้ง (Megaliths) โดยเชื่อเรื่องการนับถือผีบรรพบุรุษของชนพื้นเมืองในเอเชียอาคเนย์
- คติการสร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนา เพื่อเป็นหลักเขตกำหนดบริเวณศักดิ์สิทธิ์ หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา
- ตัวแทนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเคารพบูชา ทำหน้าที่คล้ายสถูปเจดีย์หรือพระพุทธรูปเพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชา
ใบเสมาที่พบในวัฒนธรรมทวารวดีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่ อาจเป็นลักษณะแท่งหินธรรมชาติ หรือแผ่นหินที่ไม่มีการโกลนให้เป็นรูปร่าง แบบแผ่นหิน (Slab Type) ที่มีการถากโกลนให้เป็นแผ่น หรือแบบแท่งเสา (Pillar Type) ที่มีการถากโกลนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม มีการตกแต่งลวดลายโดยการแกะสลักลงบนใบเสมา ภาพจำหลักบนใบเสมานั้นนิยมสลักเป็นเรื่องราวในชาดก หรือพุทธประวัติ ซึ่งลักษณะเฉพาะของสกุลช่างเมืองฟ้าแดดสงยางจะพบว่ามีรูปพระพักตร์แบบชนพื้นเมือง พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกนก พระเนตรโต ขมวดพระเกศาใหญ่ พระบาทและพระหัตถ์แบะออกด้านข้าง ศิราภรณ์ของรูปบุคคลทำอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ลักษณะเฉพาะที่งดงาม คือ พระโอษฐ์ที่แสดงอาการยิ้ม ปลายพระโอษฐ์ทั้งสองข้างตวัดขึ้นอย่างมาก และหางพระเนตรชี้ขึ้นเล็กน้อย
ชัยชนะ แสงสว่าง. (2557). วิวัฒนาการการตั้งถิ่นฐาน เมืองฟ้าแดดสงยาง: มุมมองจากภาพถ่ายทางอากาศ การขุดแต่งและการขุดค้นทางโบราณคดี. UNISEARCH (Unisearch Journal). 1(4) พฤษภาคม - สิงหาคม. 11-16.
เทศบาลตำบลหนองแปน. (2566). แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566-2570). สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://cdn.sukplus.com
นัทธ์หทัย วนาเฉลิม. (2568). ศิลป์เสมาฟ้าแดดสงยาง. อนุรักษ์. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://anurakmag.com
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น. (ม.ป.ป.). ประวัติความเป็นมาของใบเสมา. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.finearts.go.th
ปวิชญา วิททะไชย และ ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์. (2568). พิธีบูชาพระธาตุยาคู: บทบาทหน้าที่ต่อชุมชนบ้านเสมาตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. 22(2). พฤษภาคม - สิงหาคม. 95-114.
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). เมืองฟ้าแดดสงยาง. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://thai.tourismthailand.org
วิยะดา ทองงมิตร. (2565). เมืองฟ้าแดดสงยาง ที่สุดของแหล่งเสมาหินทวารวดีแห่งลุ่มน้ำปาว. วารสารเมืองโบราณ. 48(2) เมษายน-มิถุนายน. 22-34.
ศรีศักร วิลลิโภดม. (2540). แฉหลักฐานโบราณคดี พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไทย แอ่งอารยธรรมอีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ. มติชน.
ศรีศักร วิลลิโภดม. (2565). จากเสมาอีสานถึงเสมาฟ้าแดด. วารสารเมืองโบราณ. 48(2) เมษายน-มิถุนายน. 34-41.
ศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล. (ม.ป.ป.). เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง (ตอนที่ 1). กรมศิลปากร. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.finearts.go.th
ศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล. (ม.ป.ป.). เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง (ตอนที่ 2). กรมศิลปากร. สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.finearts.go.th
เทศบาลเมืองเมืองกาฬสินธุ์. (2555). สืบสานตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569, จาก http://www.kalasin-mu.go.th