มินิซีรีส์ เฉดสีดำ
“มองเรื่องของ ‘สี’ ที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นเรื่องของ ‘คน’ และ ‘ภูมิปัญญา’”
“สีดำ” ในความเข้าใจทั่วไปอาจเชื่อมโยงกับความเศร้าหรือการไว้ทุกข์ ขณะเดียวกันในโลกของแฟชั่นกลับให้ความรู้สึกเรียบหรู ทว่าเมื่อมองผ่านเลนส์ของชุมชน “สีดำ” นับเป็นหนึ่งในสีของภูมิปัญญา ที่สั่งสมประสบการณ์การทำความเข้าใจธรรมชาติผ่านการลองผิดลองถูกของคนจากรุ่นสู่รุ่น
มินิซีรีส์ เฉดสีดำ จึงชวนผู้อ่านออกเดินทางผ่านสามเรื่องราวของชุมชนที่ต่างมีความสัมพันธ์กับ “สีดำ” ในแบบของตนเอง #ดำยางรัก งานช่างศิลป์และเครื่องเขิน, #ดำมะเกลือ เคมีธรรมชาติที่ใช้ย้อมผ้า, #ดำถ่าน กลิ่นอายควันไฟ มุมมองเหล่านี้คือการบอกเล่าถึงวิถีชุมชน การเรียนรู้ของมนุษย์ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้าใจ เชื่อมโยงวิถีชีวิต เปลี่ยนสิ่งเรียบง่ายให้กลายเป็นคุณค่า
ตอนที่ 1 : ดำยางรัก งานช่างศิลป์และเครื่องเขิน - ชุมชนวัดนันทาราม จ.เชียงใหม่
“สีดำ” ปรากฏในงานช่างศิลป์และหัตถกรรมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะงานเครื่องรักและเครื่องเขิน ซึ่งใช้ “ยางรัก” เป็นวัตถุดิบธรรมชาติสำคัญ ดำจากยางรักไม่ได้มีหน้าที่เพียงเคลือบผิวให้สวยงาม หากยังทำหน้าที่เป็นสีพื้นช่วยขับให้ทองและสีอื่น ๆ โดดเด่น ทั้งยังเพิ่มความคงทนให้กับไม้และเครื่องจักสาน เป็นเทคนิคที่สะท้อนความประณีตและวัฒนธรรมของภาคเหนืออย่างชัดเจน
ชุมชนวัดนันทาราม จังหวัดเชียงใหม่ ถิ่นฐานของคนไทขึนที่สืบทอดงานหัตถกรรมเครื่องเขิน และมีความผูกพันกับวัดมาอย่างยาวนาน สิ่งที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเรื่องของวัด หากคือ “เครื่องเขิน” ที่ยังคงถูกผลิตขึ้นภายในชุมชน
กอปร “รัก” สร้างงานศิลป์
ยางรักเป็นยางธรรมชาติที่ได้จากการกรีดต้นรัก น้ำยางสดจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทเมื่อสัมผัสอากาศ หลังผ่านการกรองและเตรียมอย่างเหมาะสม จึงนำมาใช้ในการ “ลงรัก” หรือเคลือบพื้นผิววัสดุ ปัจจุบันยังพบแหล่งเก็บยางรักในบางชุมชนของอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม กระบวนการ “ลงรัก” ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานเครื่องเขิน โดยการลงรักต้องทาซ้ำหลายชั้น ขัดเงาในแต่ละรอบ จนได้ผิวสีดำที่แน่น เรียบ และลึกมีมิติ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตกแต่ง เช่น การขูดลวดลายด้วยเหล็กแหลมโดยไม่ร่างแบบ และลงชาด เพื่อให้เกิดความตัดกันระหว่างเส้นสีกับพื้นดำ สีดำจากยางรัก ยังทำหน้าที่ป้องกันความชื้น เพิ่มความแข็งแรง และยืดอายุการใช้งาน ทำให้ภาชนะทนทานใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ปรับตัวแต่ไม่ทิ้งราก
ในอดีต เครื่องเขินเป็นทั้งของใช้ ของประดับในครัวเรือน และสินค้าแลกเปลี่ยน เช่น ขันดอก อูบ หีบใส่ผ้า สล่า (ช่าง) ต้องเข้าใจทั้งธรรมชาติของยางรักและศิลปะของการเคลือบ เพื่อให้ได้สีดำที่มีประกายเฉพาะตัว เมื่อบริบททางเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไป สถานะของเครื่องเขินก็เปลี่ยนจากของใช้ในชีวิตประจำวัน มาเป็นตัวแทนวัฒนธรรมและของที่ระลึกที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น แม้จำนวนผู้ประกอบการจะลดลง และต้นทุนวัตถุดิบจะสูงขึ้น แต่ช่างในชุมชนยังคงพยายามรักษาแก่นของภูมิปัญญาไว้ พร้อมกับปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น เครื่องประดับ ของใช้หรือของร่วมสมัยขนาดเล็ก เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น การปรับตัวเหล่านี้มิได้หมายถึงการละทิ้งรากฐานทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นความพยายามประคับประคองอาชีพและองค์ความรู้ดั้งเดิมให้ดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
“สีดำ" ในชุมชนวัดนันทาราม แสดงให้เห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ผ่านการลงรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นเรื่องเล่าของผู้คนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญานี้ไว้ แม้ปัจจุบันจะเหลือผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย แต่งานศิลป์ยังคงดำรงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์สำคัญของชุมชน
รู้จักชุมชน “วัดนันทาราม” เพิ่มเติม : https://wikicommunity.sac.or.th/community/1116
รู้จัก “เครื่องเขิน” เพิ่มเติม : https://shorturl.at/pWodJ
รู้จัก “รัก (พืชให้น้ำยางทำเครื่องเขิน)” เพิ่มเติม : https://shorturl.at/5Y2j6
รู้จัก “กลุ่มชาติพันธ์ุไทขึน" เพิ่มเติม : https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/175/
สุธาสินี บุญเกิด: เขียน