Advance search

แหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำมูล หาดบุ่งสระพัง (หาดศรีภิรมย์) หาดทรายน้ำจืดและมีแพร้านอาหารริมน้ำ และโบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูปหลวงพ่อเงิน 700 ปี, พิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำ, และเจดีย์บุ่งสระพัง 

หมู่ที่ 10
กุดลาด
เมืองอุบลราชธานี
อุบลราชธานี
อบต.กุดลาด โทร. 0 4525 1676
เขมิสุดา สุดารัตน์
7 พ.ย. 2025
เขมิสุดา สุดารัตน์
2 ธ.ค. 2025
บ้านปากน้ำ

ชื่อชุมชนบ้านปากน้ำ มาจากการที่ชุมชนตั้งอยู่บริเวณปากของ บุ่งสระพัง ซึ่งเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่บรรจบกับแม่น้ำมูล ทำให้มีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ การเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น "บ้านปากน้ำ" ในปี พ.ศ. 2529 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ และมีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ่านพิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำวัดปากน้ำ


แหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำมูล หาดบุ่งสระพัง (หาดศรีภิรมย์) หาดทรายน้ำจืดและมีแพร้านอาหารริมน้ำ และโบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูปหลวงพ่อเงิน 700 ปี, พิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำ, และเจดีย์บุ่งสระพัง 

หมู่ที่ 10
กุดลาด
เมืองอุบลราชธานี
อุบลราชธานี
34000
15.284722357159636
104.9718043464451
องค์การบริหารส่วนตำบลกุดลาด

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ในอดีตนั้นบรรพบุรุษของชาวบ้านปากน้ำอาศัยอยู่บริเวณริมน้ำที่มีชื่อเรียกกันว่า "ดงตาเนตร" เชื่อกันว่าเป็นบริเวณบุ่งสระพัง เนื่องจากได้เกิดน้ำท่วมบ่อยและมีโรคระบาดอหิวาตกโรคขึ้นจึงคร่าชีวิตคนในเมือง และทำให้ชาวบ้านอพยพออกจากที่ลุ่มน้ำหนีขึ้นสู่ที่ดอน อันเป็นสถานที่ตั้งหมู่บ้านในปัจจุบัน ซึ่งห่างจากถิ่นฐานเดิมประมาณ 2 กิโลเมตร โดยการนำของ พ่อใหญ่คำลือชา พ่อใหญ่ลือคำหาญ แม่ใหญ่ทองลาย แม่ใหญ่คำหอม ได้หนีมาพร้อมกันทั้งหมด 16 ครอบครัว เดิมทีที่นั้นบ้านปากน้ำมีชื่อเรียกว่า "บ้านบาก" เนื่องจากมีต้นบากขนาดใหญ่จำนวน 3 ต้น สูงเด่นตระหง่านชาวบ้านจึงยึดเอาต้นบากเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านและเรียกขานชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านบาก" จนเมื่อพระมงคลธรรมวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับที่ตั้งของหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำมากจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "บ้านปากน้ำ" มาจนถึงปัจจุบัน

นักโบราณคดีเชื่อว่า บริเวณบุ่งสระพัง แหล่งชุมชนโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้านปากน้ำ แต่เดิมนั้น เป็นที่ชุมนุมการคมนาคมอีกแห่งหนึ่งของผู้คนในภูมิภาคนี้ และน่าจะเป็นแหล่งที่เป็นศูนย์รวมของชุมชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ที่โยกย้าย ถิ่นฐานเข้าอยู่อาศัย หมุนเวียนสลับกันไป มีความเจริญรุ่งเรืองสลับกับความถดถอย หลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีที่บริเวณวัดป่าพิฆเณศวร์ตลอดจนโบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำ สอดรับกับข้อมูลการสำรวจโบราณคดีตามโครงการเขื่อนปากมูล เมื่อปี พ.ศ. 2525 ซึ่งได้พบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ตามแหล่งต่าง ๆ รวมทั้งวัดในพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นตามลุ่มแม่น้ำมูล สำหรับหลักฐานที่แสดงว่า บ้านปากน้ำเป็นชุมชนโบราณบุ่งสระพัง เนื่องจากบริเวณวัดป่าพิฆเณศวร์ บ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีรายการขุดพบพระพิฆเณศวร์ประติมากรรมหินทราย ศิลปะขอมราวพุทธศตวรรษที่ 13 อายุประมาณ 1,300 ปี เครื่องปั้นดินเผา เสมาหินทราย พระพุทธรูปหินทรายยุคทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 อายุประมาณ 1,200 ปี เป็นต้น จากหลักฐานข้างต้น นักโบราณคดีเชื่อว่า บริเวณดังกล่าวเป็นที่ชุมนุมอีกแห่งหนึ่ง เป็นผลทำให้ศิลปวัฒนธรรมสมัยก่อน เมืองพระนคร และสมัยเริ่มแรกของเมืองพระนคร ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 แพร่กระจายออกไปในภูมิภาคนี้ การอพยพผู้คนเข้ามาตั้งชุมชนอีสาน โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มน้ำมูล นักโบราณคดีเชื่อว่าเริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบหลักฐานขวานหินขัดแบบมีบ่า ซึ่งเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมยุคอาณาจักรเจนละ (ราวพุทธศตวรรษที่ 11-12) ซึ่งเขมรสมัยก่อนเมืองยุคเมืองพระนคร กษัตริย์เขมรแยกตัวออกมาจากอาณาจักรฟูนัน สร้างเมืองขึ้น ซึ่งต่อมากษัตริย์เจนละก็สามารถยึดครองฟูนันได้ราวพุทธศตวรรษที่ 12 อิทธิพลของพราหมณ์ยุควัฒนธรรมเจนละนี้ เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นปกครอง แต่ไม่เป็นที่นิยมของหมู่ชนพื้นเมือง

ในช่วงกษัตริย์ยุคเจนละมีอิทธิพลในอีสานที่สำคัญ คือ ศิลาจารึกสองหลักพบที่บริเวณบ้านคันเทวดา อำเภอโขงเจียม อุบลราชธานี ศิลาจารึกที่ปากโดมน้อย ศิลาจารึกที่ถ้ำภูหมาใน และศิลาจารึกที่วัดสุปัฏนาราม ระบุว่าจารึกขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นของเจ้าชายจิตเสนกุมาร กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรเจนละ พรรณนาถึงการปราบปรามหัวเมืองน้อยใหญ่ และเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่เหนือดินแดนปากน้ำมูล ต่อมาอาณาจักรเจนละแตกออกเป็น 2 สาขา คือ เจนละบกทางเหนือ และเจนละน้ำทางใต้ ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 อิทธิพลของเจนละในอีสานจึงอ่อนกำลังลง และสิ้นอำนาจลงในที่สุดยุควัฒนธรรมทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ 12-15) ภายหลังอาณาจักรเจนละเสื่อมอำนาจลงวัฒนธรรมทวารวดีมีพื้นฐานพุทธศาสนาจากอินเดีย ซึ่งศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่ภาคกลางของไทย เริ่มเข้ามามีอิทธิพล และได้รับความนิยมแพร่หลายเกือบทั่วทั้งอีสานอย่างรวดเร็ว สำหรับบริเวณวัด ป่าพิฆเณศวร์มีการพบเสมาหินทราย อันเป็นศิลปะยุคทวารวดี และพบพระพุทธรูปหินทรายนาคปรก ศิลปะยุคทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 อายุประมาณ 1,200 ปี ภายหลังอาณาจักรเจนละเสื่อมอำนาจลง พระพุทธศาสนายุคทวารวดีก็เข้ามา รุ่งเรืองแทนที่วัฒนธรรมเขมรยุคเมืองพระนคร (ราวพุทธศตวรรษที่ 15-18) หลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงรวบรวมอาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14 แล้ว กษัตริย์เขมรอีกองค์หนึ่งได้สร้างเมืองพระนครขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 15 และตั้งแต่นั้นมาอำนาจเขมรเมืองพระนครก็ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วอีสานอีกครั้ง

หลักฐานโบราณวัตถุ บริเวณวัดป่าพระพิฆเณศวร์ เชื่อว่าน่าจะเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรเจนละมาก่อน เพราะมีการขุดพบพระพิฆเณศวร์หินทราย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 ในบริเวณดังกล่าวด้วย นอกจากนั้น ยังพบบ่อน้ำผุดอยู่ในดงเจ้าปู่ ห่างจากบริเวณวัดป่าพระพิฆเณศวร์ ราว 1.5 กิโลเมตร ซึ่งตรงกับหลักฐานการสร้างเทวสถานตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น ที่ปราสาทวัดภูในประเทศลาวและในปี พ.ศ. 2549 ยังมีรายงานการขุดพบโคอุสุภราชหินทราย ซึ่งเป็นวัวพาหนะของพระอิศวร ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ที่บริเวณข้างวัดป่าพระพิฆเณศวร์ ไปทางทิศตะวันออก (ปัจจุบันเป็นพื้นที่ชาวบ้านรอบวัด) และได้มีการขายทอดตลาดไปยังนักเล่นของเก่าในจังหวัดอุบลราชธานี

ภายหลังสิ้นสุดเขมรยุคเมืองพระนคร ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 23 เป็นต้นมา ได้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของประชาชนเข้าสู่บริเวณลุ่มน้ำมูลอีกครั้ง การอพยพครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2231 เมื่อเวียงจันทน์เกิดจลาจล ท่านพระครูโพนสะเม็กผู้เป็นที่เคารพนับถือของชาวลาวได้อพยพผู้คนราว 3,000 คน พร้อมเจ้าหน่อกษัตริย์และพระมารดาผู้เป็นมเหสีของเจ้าเวียงจันทน์ ที่ถึงแก่พิราลัยกลางจลาจลครั้งนั้น หนีภัยไปอยู่ในเขตเขมร ต่อมาย้ายมาที่จำปาศักดิ์และตั้งเจ้าหน่อกษัตริย์ขึ้นเป็นเจ้าปกครอง มีเขตแดนตามลำน้ำมูลเชื่อมระหว่างอุบลราชธานีถึงศรีสะเกษการอพยพครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2313-2319 เมื่อประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง สืบเชื้อสายจากนครเชียงรุ้ง แสนหวีฟ้าภายใต้การนำของเจ้าพระตา เจ้าพระวอ ได้อพยพมาตั้งรกรากในเขตบ้านดอนมดแดง และตั้งเมืองอุบลราชธานีขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2320 การอพยพใหญ่ทั้งสองครั้ง ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างชนชาติในดินแดนอีสาน รวมไปถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ศิลปะวรรณคดีตามลุ่มแม่น้ำมูลบริเวณบ้านปากน้ำ จึงเป็นแหล่งชุมชนแหล่งหนึ่งที่ประชาชนเข้ามาพักอาศัยตั้งแต่บรรพกาล เนื่องจากเป็นสถานที่เหมาะแก่การเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย ต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคนี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็น ที่ราบลุ่มลงสู่แม่น้ำมูลจนถึงหาดทราย น้ำไม่ลึก มีการคมนาคมเชื่อมต่อได้หลายด้าน ในขณะเดียวกันอีกส่วนหนึ่งของแม่น้ำก็มีแหล่งน้ำแยกตัวออกจากแม่น้ำมูล ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลานานาชนิด เหมาะสำหรับทำการเกษตร

บ้านปากน้ำ ต.กุดลาด จ.อุบลราชธานี (เดิมทีบ้านปากน้ำอยู่ในเขตอำเภอดอนมดแดง ภายหลังแบ่งเขตใหม่ จึงขึ้นอยู่กับ ต.กุดลาด) เป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างมีความสมบูรณ์หากเปรียบเทียบกับหมู่บ้านในละแวกเดียวกัน เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำมูลนอกจากนั้นยังมีสายน้ำสายหนึ่งแยกตัวออกจากแม่น้ำมูลทอดตัวมาบริเวณหมู่บ้านเรียกว่า "บุ่งสระพัง" เมื่อถึงหน้าแล้งแม่น้ำมูลลดหาดทรายก็จะผุดบริเวณปากบุ่งสระพัง ทอดตัวขาวโพลนไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ โดยบ้านปากน้ำมีอาณาเขตติดกับหมู่บ้านใกล้เคียงดังนี้

  • ทิศตะวันตก ติดกับบ้านหนองพราหมณ์
  • ทิศตะวันออก ติดกับบ้านนาคำ
  • ทิศเหนือ ติดกับบ้านกระโสกและบ้านเค็ง
  • ทิศใต้ ติดกับแม่น้ำมูล

ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศเช่นเดียวกับพื้นที่ทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี คือ อยู่ในเขตที่มีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ของจังหวัดอื่น ๆ

  • ฤดูฝน จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเรื่อยไป จนถึงปลายเดือนตุลาคม และมักปรากฏเสมอว่าฝนทิ้งช่วงในเดือน มิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ระยะเวลาการทิ้งช่วงมักจะไม่เหมือนกันในแต่ละปี และในช่วงปลายฤดูฝน มักจะมีพายุดีเปรสชั่นฝนตกชุกบางปีอาจมีภาวะน้ำท่วมแต่ภาวการณ์ก็ไม่รุนแรงมากนัก
  • ฤดูหนาว เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของประเทศ ทำให้ได้รับอิทธิพลลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนภูมิภาคอื่นอุณหภูมิจะเริ่มลดต่ำลง ตั้งแต่เดือนตุลาคมและจะสิ้นสุดปลายเดือนมกราคม
  • ฤดูร้อน ถึงแม้ว่าเคยปรากฏบ่อยครั้งว่าอากาศยังคงหนาวเย็นยืดเยื้อมาจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยส่วนใหญ่แล้วอากาศจะเริ่มอบอ้าว ในเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงประมาณต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งอาจจะมีฝน เริ่มตกอยู่บ้างในปลายเดือนเมษายน แต่ปริมาณน้ำฝนมักจะไม่เพียงพอในการเพาะปลูก นอกจากนั้นลักษณะภูมิอากาศทั่วไป คล้ายคลึงกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จะมีอากาศร้อนและค่อนข้างหนาวในฤดูหนาว ส่วนในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน

จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี อำเภอเมืองอุบลราชธานี ตำบลกุดลาด หมู่ที่ 10 ปากน้ำ ข้อมูลเดือน พฤศจิกายน 2568 มีจำนวนประชากรทั้งหมด 868 คน แบ่งเป็นชายจำนวน 435 คน และแบ่งเป็นหญิงจำนวน 433 คน ชุมชนบ้านปากน้ำ (บุ่งสระพัง) เป็นชุมชนที่มีรากฐานทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาวไทยอีสาน (ไทย-ลาว) ซึ่งมีประวัติการตั้งถิ่นฐานสืบเนื่องจากการอพยพย้ายถิ่นของผู้คนที่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าพระวอและเจ้าพระตา จากพื้นที่หนองบัวลุ่มภู รวมถึงกลุ่มคนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม โดยชุมชนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี

ในด้านระบบเครือญาติ ชุมชนบ้านปากน้ำมีลักษณะความสัมพันธ์แบบครอบครัวขยาย โดยสมาชิกในชุมชนมีความเกี่ยวดองเชื่อมโยงกันผ่านสายตระกูลดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษผู้ร่วมก่อตั้งหมู่บ้านและร่วมกันบูรณะวัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ระบบความสัมพันธ์ภายในชุมชนให้ความสำคัญกับวัดเป็นศูนย์กลางทางจิตใจ โดยเฉพาะการยึดโยงความศรัทธาต่อหลวงพ่อเงิน อายุประมาณ 700 ปี ส่งผลให้เกิดความสามัคคีและการเกื้อกูลช่วยเหลือกันภายในชุมชน

ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตตำบลกุดลาด อำเภอเมืองอุบลราชธานี วิถีชีวิตของชุมชนมีความสัมพันธ์กับแหล่งน้ำและการเกษตรเป็นหลัก ทั้งนี้ ชุมชนได้มีการปรับตัวตามสภาพภูมิศาสตร์ จากการตั้งถิ่นฐานบริเวณพื้นที่ลุ่มริมน้ำบุ่งสระพังในอดีต ไปสู่การขยายบ้านเรือนบนพื้นที่ดอน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ลาวเวียง

โครงสร้างทางสังคมของชุมชนบ้านปากน้ำ มีลักษณะเป็นสังคมเครือญาติที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น โดยมีวัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมของชุมชน การบริหารจัดการภายในพื้นที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ดำเนินงานในลักษณะของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในรูปแบบภาคีเครือข่าย "บวร" (บ้าน-วัด-โรงเรียน) ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารบุ่งสระพังร่วมกับคณะกรรมการวัดเป็นแกนกลางในการพิจารณาและตัดสินใจในเรื่องสำคัญของหมู่บ้าน ส่งผลให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรท้องถิ่นและทุนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

ในด้านกลุ่มอาชีพ ชุมชนบ้านปากน้ำได้มีการปรับตัวจากวิถีการดำรงชีพแบบเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีการรวมกลุ่มของชาวบ้านเพื่อให้บริการด้านการท่องเที่ยวบริเวณองค์หลวงพ่อเงิน อายุประมาณ 700 ปี และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจบริเวณหาดบุ่งสระพัง การรวมกลุ่มดังกล่าวส่งผลให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้านการผลิตสินค้าที่ระลึก ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและบริการริมน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้เสริมให้แก่ครัวเรือนในชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาชีพด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการธำรงอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น คณะกลองยาวบ้านปากน้ำ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านเพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และเข้าร่วมแสดงในงานประเพณีและเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

  • ประเพณีบุญบั้งไฟ ของชุมชนบ้านปากน้ำจัดขึ้นทุก ๆ 3 ปี สืบเนื่องจากความเชื่อของชาวอีสานเกี่ยวกับการขอฝนและความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ชุมชนปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน กิจกรรมดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างคนในชุมชนบ้านปากน้ำและหมู่บ้านใกล้เคียง รวมถึงเป็นพื้นที่การเรียนรู้ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นลักษณะเด่นของบุญบั้งไฟบ้านปากน้ำ คือ การแข่งขันตีกลองโบราณซึ่งมีอายุหลายร้อยปี โดยจะมีการเชิญหมู่บ้านใกล้เคียงเข้าร่วมการแข่งขัน ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง
  • ประเพณีสังฆทานเผือกมัน จัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา เป็นประเพณีที่ชุมชนบ้านปากน้ำปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยแต่ละคุ้มวัดจะร่วมกันจัดเครื่องสังฆทานเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ สิ่งของที่นำมาถวายมักประกอบด้วยเผือก มัน และข้าวเม่า ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและทรัพยากรท้องถิ่นในอดีต การใช้เผือกมันเป็นเครื่องสังฆทาน เนื่องจากพื้นที่ริมน้ำของชุมชนเคยมีเผือกมันขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงนำผลผลิตดังกล่าวมารวมกันทำบุญ หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรม เผือกมันส่วนหนึ่งจะนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงบวช เพื่อถวายพระสงฆ์และแบ่งปันรับประทานร่วมกัน อันเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีระหว่างชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียง
  • ประเพณีแห่หลวงพ่อเงินประจำปี จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีควบคู่กับงานบุญเผวดและเทศกาลสงกรานต์ ภายในงานจะมีพิธีอัญเชิญหลวงพ่อเงินออกแห่รอบชุมชน พร้อมด้วยต้นเงิน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมสรงน้ำและปิดทอง นอกจากนี้ยังมีการแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง และการเทศน์มหาชาติซึ่งจัดขึ้นตลอดทั้งคืน ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สะท้อนความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน
  • พิธีกรรมปู่เลาะบ้าน เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวบ้านปากน้ำ ที่เชื่อว่ามีวิญญาณของ "พ่อปู่" ทำหน้าที่คอยปกปักรักษาชุมชน โดยในแต่ละปีจะมีวันที่ร่างทรงประจำหมู่บ้านประทับทรงพ่อปู่ และเดินตรวจเยี่ยมบ้านเรือนทุกหลัง เพื่อคุ้มครองดูแลลูกหลานในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ตามความเชื่อ หากในปีใดไม่มีการประกอบพิธีประทับทรง พ่อปู่อาจปรากฏในรูปของสัตว์ต่าง ๆ หากมีสัตว์แปลกเข้ามาในบ้านใด บ้านนั้นจะต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อแก้เคล็ดและเสริมความเป็นสิริมงคล มิฉะนั้นอาจเกิดเคราะห์หรือความเจ็บป่วยขึ้นได้ พิธีกรรมดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อ วิถีชีวิต และการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนบ้านปากน้ำ

หลวงปู่พระมงคลธรรมวัฒน์ หรือ หลวงปู่บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล (อดีตเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ท่านเป็นพระเถระนักพัฒนาที่ชาวบ้านเคารพเลื่อมใสอย่างมาก ผลงานที่สำคัญที่สุดคือการค้นพบ "หลวงพ่อเงิน" พระพุทธรูปเนื้อเงินบริสุทธิ์ ศิลปะล้านช้างสมัยเชียงแสน เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งถูกฝังดินอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ภายในวัด การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้บ้านปากน้ำกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการแสวงบุญ แต่ยังเป็นการยืนยันร่องรอยทางประวัติศาสตร์ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งทัพหน้าของ เจ้าพระวอ-เจ้าพระตา ในสมัยอพยพมาสร้างเมืองอุบลราชธานี หลวงปู่บุญจันทร์ยังเป็นผู้นำในการสร้างความสามัคคีให้คนในชุมชนผ่านการจัดงานประเพณี "ไหว้พระสรงน้ำหลวงพ่อเงิน" ซึ่งจัดขึ้นสม่ำเสมอสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ทุนทางวัฒนธรรม 

  • ภูมิปัญญาต่อเรือ/แพไม้ไผ่ ซึ่งบ้านปากน้ำมีวิถีชีวิตที่อยู่ริมน้ำ พาหนะในการเดินทาง ทางน้ำ คือ เรือหาปลาหรือเรือแจว ซึ่งเป็นเรือไม้ที่ใช้ภูมิปัญญาในการต่อเรือประดิษฐ์ขึ้น การต่อเรือนั้นไม่ได้ทำได้ทุกคนแต่ว่ายังคงมีคนที่ยังสืบทอดและสามารถต่อเรือได้เพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านเท่านั้น และยังมีการต่อแพไม้ไผ่ที่ใช้เป็นแพร้านอาหารในปัจจุบันอีกด้วย แต่ไม้ไผ่ในบ้านปากน้ำในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยมีเหลือแล้วเนื่องจากชาวบ้านได้ตัดมาทำแพส่วนหนึ่ง และบางส่วนได้ถางป่าทำไร่ทำนา ได้ตัดต้นไม้ไผ่ที่มีนั้นทิ้งไปหมดแล้ว 
  • ภูมิปัญญาจักสาน ชาวบ้านปากน้ำนั้นบางส่วนยังคงมีอาชีพประมง ซึ่งอุปกรณ์หาปลาต่าง ๆ ก็ยังคงยึดรูปแบบตามแบบโบราณ ไม่ว่าจะเป็น แห สุ่ม ข้อง ลอบ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เป็นงานทำมือ ยังคงเหลือผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความรู้ด้านการจักสานอุปกรณ์หาปลาเหล่านี้อยู่แต่ก็ไม่ได้มีการสืบทอดจากคนรุ่นหลังเท่าที่ควร

ทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติ

  • บุ่งสระพัง เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวปากน้ำมาแต่อดีตเป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ บุ่งสระพังเป็นที่เล่าขานถึงความสวยงามของประชาชนทั่วไปและจังหวัดใกล้เคียง ณ ปัจจุบันหาดบุ่งสระพังเปรียบเหมือนพัทยากลางลำน้ำมูลมีหาดทรายสวยงามส่องประกายแวววาวระยิบระยับเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ถ้ายืนบนฝั่งสามารถมองเห็นหาดทรายทอดลงไปในแม่น้ำมูลจนเกือบจะถึงอีกฝั่งของแม่น้ำ สถานที่แห่งนี้เริ่มเป็นที่กล่าวขานและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ในปัจจุบันชุมชนบ้านปากน้ำเองก็ได้ผลักดันหาดบุ่งสระพังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยมีแพร้านอาหารสำหรับรับประทานอาหารและพักผ่อนหย่อนใจภายใต้การดูแลและบริหารงานโดย องค์การบริหารส่วนตำบลกุดลาด

ชุมชนบ้านปากน้ำ เป็นชุมชนอีสานโดยทั่วไป ภาษาหลักที่ใช้คือ ภาษาอีสาน (ภาษาลาว-อีสาน) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน ผสมผสานกับภาษากลางสำหรับการติดต่อราชการและสังคมภายนอก แต่แก่นแท้ของวัฒนธรรมภาษาถิ่นมีความโดดเด่นมาก

กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล
กำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล

สุวภัทร ศรีจองแสง. (2558). การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ กรณีศึกษาบ้านปากน้ำ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. สืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/e-research/ 

สำนักเทคโนโลยีดิจิทัลและทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (21 พฤศจิกายน 2568). การฟื้นฟูพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดปากน้ำ บ้านกุดลาด จังหวัดอุบลราชธานีสืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/ 

สำนักเทคโนโลยีดิจิทัลและทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (14 กันยายน 2559). พิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำ บุ่งสะพัง วิถีชีวิตท้องถิ่นอีสาน. สืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/ 

สำนักเทคโนโลยีดิจิทัลและทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (2 มิถุนายน 2558). วัดปากน้ำ บุ่งสะพังสืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/ 

บ้านเมือง. (27 กันยายน 2563). เยือนถิ่นประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านปากน้ำ นมัสการหลวงพ่อเงิน อายุ 700 ปี ที่อุบลราชธานี. บ้านเมือง. สืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.banmuang.co.th/news/  

เหมวรรณ เหมะนัด. (2663). การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและพลังชุมชน : กรณีศึกษา หาดบุ่งสระพัง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีสืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568, จาก https://cscd.kku.ac.th/uploads/ 

อบต.กุดลาด โทร. 0 4525 1676