ชุมชนไทยวนอพยพที่ธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านการรวมกลุ่มตั้งศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้าน วัดนาหนอง
ในอดีตบริเวณหน้าวัดมีหนองน้ำขนาดประมาณ 3 ไร่ มีน้ำตลอดทั้งปีแม้ในช่วงหน้าแล้ง เป็นแหล่งอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน และสัตว์นานาชนิด บรรพชนรุ่นแรกที่อพยพมาจึงเรียกพื้นที่แถบนี้ว่า “นาหนอง” ปัจจุบันกลายเป็นหนองน้ำตื้นเขินและเป็นที่นาปลูกข้าวของชาวบ้าน (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 6)
ชุมชนไทยวนอพยพที่ธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านการรวมกลุ่มตั้งศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้าน วัดนาหนอง
ความเป็นมาของชุมชนนาหนองอาจย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของชาวไทยวนที่อพยพจากโยนกเชียงแสนเรื่อยมาจนถึงบริเวณราชบุรีในปัจจุบัน ครั้งเมื่อโยนกเชียงแสนถูกตีแตกในปี พ.ศ. 2347 ผู้คนในเมืองกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ บางส่วนยังคงอยู่ที่เชียงแสน บางส่วนย้ายถิ่นมาตั้งรกรากใหม่บริเวณอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรีในปัจจุบัน ส่วนที่เหลืออพยพมาอยู่พำนักที่พระนครแถบบางขุนพรหมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงมีการโปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองแถบบ้านไร่นที (บ้านไร่ริมน้ำ) เขตเมืองราชบุรีในปัจจุบัน กระทั่งเมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นก็มีการกระจายตัวไปตั้งหมู่บ้านใหม่ในละแวกใกล้เคียง (อุดม สมพร, 2540: 8-12; ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 1-2)
สำหรับประวัติศาสตร์การอพยพของชาวไทยวนมายังดอนแร่นั้น ตามคำให้การของบรรพชนไทยวนที่บอกเล่าต่อกันมาคือเดิมนาหนองเป็นป่ารกชัฏไม่มีผู้คนอยู่อาศัย ชาวไทยวนอาจมาลงหลักปักฐานที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 แต่เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านใหญ่อ่างทอง ตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองราชบุรี ต่อมาเมื่อบ้านใหญ่อ่างทองมีผู้คนอาศัยอย่างหนาแน่น ชาวบ้านบางส่วนพากันย้ายออกมาจับจองที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อทำมาหากิน กระทั่งมีการลงหลักปักฐานบริเวณนาหนองในปัจจุบัน นำโดยนายตันหรือ “หนานตัน” และนายล่า/หล้า หรือ “หนานหล้า” (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 113-114) และมีการสร้างวัดนาหนองช่วงประมาณ พ.ศ. 2420-2425 นำโดยนายตัน หัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของชุมชน รวมถึงได้อาราธนาหลวงพ่อมี วัดใหญ่อ่างทองมาช่วยก่อสร้าง (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 6; สุเชาวน์ พลอยชุม, 2560: 37-39)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลใหม่ที่พบในคัมภีร์ใบลานวัดนาหนอง เรื่องเวสสันดรชาดก กัณฑ์มหาราช จารเมื่อพ.ศ. 2405 และเรื่องสุชวรรณชาดก ไม่ระบุปีจาร กล่าวว่า เดิมวัดแห่งนี้ชื่อ “วัดแยงงาม” สร้างขึ้นอย่างเร็วที่สุดคือปีพ.ศ. 2405 (OPTLN-203, เวรสันดรชาดก กัณฑ์มหาราช และ OPTLN-186, สุวรรณชาดก ใน ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 7) วัดนาหนองได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2430 โดยหลักฐานในคัมภีร์ใบลานเรื่องมโหสถ ผูก 5 ระบุว่านายตันและนายหล้า (อดีตผู้นำชุมชนครั้งสร้างวัดนาหนอง) เป็นผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานวิสุงคามสีมา (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 113-115)
ชุมชนบ้านนาหนอง สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดนาหนองและดอยพระพุทธบาท อาณาเขตติดกับตำบลห้วยไผ่ มีวัดนาหนองเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชน ภายในเขตวัดยังเป็นที่ตั้งของศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง พิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตไทยวน และกองพิธีการศพพระราชทาน บริเวณหลังศูนย์ทอผ้าเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่สไบขาว (ตั้งอยู่ในเขตวัด) และอีกฟากฝั่งถนนมีศาลเจ้าแม่ตะเคียนและศาลเจ้าพ่อคำไข
พื้นที่ส่วนใหญ่รอบชุมชนเป็นที่ราบเชิงเขา ในอดีตชาวบ้านจะทำนาบริเวณที่ต่ำและมักพบปัญหาน้ำท่วมขังกินระยะเวลายาวนานหลายเดือน แต่หลังการขุดคลองชลประทานก็ไม่มีปัญหาน้ำท่วมอีกเลย อย่างไรก็ตาม การขุดคลองชลประทานก็ทำให้วิถีการไหลของน้ำในชุมชนเปลี่ยนไป ปัจจุบันชุมชนต้องใช้เครื่องยนต์สูบน้ำจากคลองชลประทานเข้าที่นา (นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567)
ชุมชนนาหนองมีความคิดริเริ่มจัดการการท่องเที่ยวภายในชุมชน โดยการจัดตั้งต๋าหลาดไทยวนที่กำลังพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของชุมชน และร้านกาแฟที่อยู่ติดกับตลาด ไม่ไกลจากศูนย์หัตถกรรมฯ
ข้อมูลบนเว็บไซต์องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแร่ระบุจำนวนครัวเรือนในหมู่ 2 บ้านนาหนอง มี 76 ครัวเรือน ประชากร 246 คน เป็นเพศชาย 112 คน เพศหญิง 134 คน เป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดเป็นอันดับที่สองของตำบล รองลงมาจากบ้านหนองโปร่ง (องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแร่, ไม่ปรากฏปี) สมาชิกในชุมชนเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนอพยพ โดยในอดีตชาวไทยวนนิยมเกี่ยวดองและสืบสายเลือดเฉพาะชาวไทยวนด้วยกัน ผ่านการคลุมถุงชนโดยบุพการีหรือผู้ปกครอง แต่ปัจจุบันคติเกี่ยวกับการคลุมถุงชนที่เริ่มเสื่อมความนิยม รวมถึงการที่คนรุ่นหลังได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนต่างกลุ่มชาติพันธุ์และต่างวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการศึกษา จึงเริ่มมีการคบค้าสมาคมและแต่งงานกับคนต่างชาติพันธุ์มากขึ้น บางส่วนที่ยังแต่งงานกันเองภายในกลุ่มด้วยเหตุผลเรื่องความคุ้นชิน ความใกล้ชิดทางภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณี (นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567)
การศึกษา
บ้านนาหนอง มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนวัดนาหนอง (วิธานราษฎร์อนุกูล) เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 59 คน โดยมีรายละเอียดของนักเรียนแต่ละระดับชั้น (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1, 2567)
ไทยวนกลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง เป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกภายในชุมชนบ้านนาหนอง โดยจัดตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนองเมื่อ พ.ศ. 2538 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐจำนวน 800,000 บาท สร้างอาคารเสริมเหล็กหนึ่งชั้น ภายในศูนย์ฯ ยังมีการรวมงานหัตถกรรมอื่น ๆ ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไทยวนบ้านนาหนอง เช่น งานจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าจกหลากหลายรูปแบบ เป็นต้น ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนทั้งหมด 213 คน (อุดม สมพร, 2540; นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567) ทั้งหมดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน นอกจากงานเกี่ยวกับผ้าทอแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังแบ่งเป็นอีกหลายกลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มทำตุง (โมบายดอกเข็ม) กลุ่มทำอาหาร กลุ่มสานตะกร้า และกลุ่มผักปลอดสารพิษ มีนางสาวนิภา มณีจันทร์ เป็นประธานกลุ่ม
วันบูรพาจารย์ จัดขึ้นวันที่ 26 มกราคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของพระครูสิริคณาภรณ์ (อเนก รตนวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดนาหนอง (ภาพที่ 8) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี และตำแหน่งสุดท้ายคือที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี พระครูสิริคณาภรณ์เป็นที่รู้จักในฐานะพระนักพัฒนา สร้างความเจริญให้แก่วัดนาหนองและชุมชนด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริจาคเงินสมทบทุนสร้างโรงพยาบาล สร้างศาลาปฏิบัติธรรมวัดนาหนอง สร้างถนนเส้นหลักที่ใช้สัญจรมายังเขตวัด การนำระบบไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้าน เป็นผู้ร่วมจัดตั้งและสร้างศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง เป็นต้น กิจกรรมภายในงาน ได้แก่ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 16 รูป สวดพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์จำนวน 30 รูป เพื่อเป็นการทำบุญและแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาธรรมให้แด่ท่าน (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567)
พิธีทำบุญใส่บาตรข้าวต้มมัด จัดขึ้นทุกวันมาฆบูชาของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์คาบเกี่ยวจนถึงต้นเดือนมีนาคม นับเป็นงานใหญ่ประจำปีของวัดนาหนอง โดยคนในชุมชนจะนำข้าวต้มมัดมาร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์ที่เดินบิณฑบาตลงมาจากบันไดนาคของมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง โดยยืนเรียงเป็นแถวยาวตามขั้นบันไดลงจากยอดเขาที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทจำลอง (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 14 - 15) เมื่อก่อนจะเป็นการตักบาตรด้วยข้าวหลามหรือข้าวจี่ แต่ยุคหลังที่ไม้ไผ่สำหรับการทำข้าวหลามหายากขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้ข้าวต้มมัดแทน (นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567)
ประเพณีสงกรานต์ หนึ่งในงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของชุมชน เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน โดยคนในชุมชนจะเล่นสาดน้ำสงกรานต์ประมาณ 6 - 7 วัน และในวันสุดท้ายมีกิจกรรมสรงน้ำพระและตักบาตรร่วมกันที่วัดนาหนอง (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 16)
พิธีทำบุญกลางบ้าน ชาวไทยวนบ้านนาหนองจะเรียกพิธีนี้ว่า “พิธีสืบชะต๋าเหย้าเฮือน” จัดขึ้นทุกเดือน 6 หรือราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นพิธีที่มาจากความเชื่อว่าสมาชิกในหมู่บ้านอาจทำผิดผีหรือผิดตามครรลองประเพณี จนผีมาทำร้ายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาการเจ็บไข้ไม่สบาย สัตว์เลี้ยงล้มตาย เป็นต้น การทำบุญบ้านจึงเปรียบเสมือนการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายไม่เป็นมงคลออกจากบ้านและหมู่บ้าน รวมถึงเป็นการเสริมขวัญกำลังใจให้กับคนในชุมชน (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 17-19)
ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ หรืองานทำบุญวันออกพรรษา จัดขึ้นในช่วงวันแรม 1ค่ำ เดือน 11 ราวเดือนตุลาคมของทุกปี โดยชาวบ้านนาหนองและประชาชนจากละแวกใกล้เคียงจะมาร่วมทำบุญตักบาตรร่วมกัน (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 20)
ประเพณีทอดกฐิน จัดขึ้นช่วงหลังเทศกาลออกพรรษาราวเดือนตุลาคมจนถึงพฤศจิกายนของทุกปี ชาวบ้านจะนิยมกวนกาละแมเพื่อแจกจ่ายผู้มาร่วมงาน ปัจจุบันการกวนกาละแมก็เริ่มลดลง ชาวบ้านอาศัยการซื้อสำเร็จรูปจากบ้านที่ทำ (ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567: 21)
ประเพณีไหว้บรรพบุรุษ จัดขึ้นช่วงเดือน 10 ของทุกปี ตรงกับช่วงวันสารทไทย ชาวไทยวนเชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงปล่อยผีสาง (หรือผีบรรพบุรุษ)ให้มารับบุญจากลูกหลาน ภายในงานมีการทำทานขวัญข้าวและกวนกระยาสารท (นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์ 24 ตุลาคม 2567)
นางสาวนิภา มณีจันทร์ ประธานกลุ่มทอผ้า
2501 เกิด
2508 - 2512 เริ่มเข้าเรียนที่วัดนาหนองถึง ป.4
2512 – 2515 เรียนถึงชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดอ่างทอง
2519 - ไฟฟ้าเข้ามาในชุมชน
- เริ่มขุดคลองชลประทาน เป็นช่วงที่ทำนาไม่ได้ ทุกคนในชุมชนจึงออกไปหางานรับจ้าง
2521 - คลองชลประทานขุดเสร็จ จึงกลับมาทำนากันต่อ โดยอาศัยน้ำจากคลองชลประทานแทนน้ำที่มตามฤดูกาล
- น้ำท่วมเข้าที่นาของชุมชน (ฤดูน้ำหลาก) ครั้งสุดท้ายของบ้านนาหนอง
- เลิกทำประมงเพื่อนำมารับประทาน/ทำปลาร้า/ปลาแห้งย่าง (หันไปซื้อจากตลาดแทน)
2536 - มีถนนลาดยางเข้ามาถึงชุมชน
- เริ่มหันมาทอผ้าขายจริงจัง หลังจากมีคนใหญ่คนโตมางานบุญวัดนาหนองแล้วเห็นชุดไทยวนจึงแนะนำให้ทำขาย
2538 ก่อตั้งศูนย์ทอผ้าหลังจากได้เงินสนับสนุน
ผ้าจกบ้านนาหนอง ภูมิปัญญาการทอผ้าจกสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยในระยะแรกเป็นการทอผ้าไว้ใช้กันภายในครัวเรือนเท่านั้น เอกลักษณ์ของผ้าจกไทยวนบ้านนาหนองมีจะมีความละเอียด สีสันสวยงาม และมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยจะนิยมใช้ผ้าพื้นสีแดงสดหรือแดงคร่ำ ประกอบกับสีดำและเขียว กลุ่มสตรีที่มีความรู้ด้านการทอผ้าจกในชุมชนยังคงลวดลายดั้งเดิมที่สืบต่อตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มีการจกลายแน่นเต็มผืนผ้าเป็นลายหักขอเหลียวลายดอกจัน ลายมะลิเลื้อย ลายกาบ ลายกาบดอกแก้ว และลายนกคู่กินน้ำฮ่วมเต้า ลวดลายกว้างประมาณ 14-15 นิ้ว ทางโรงเรียนวัดนาหนองก็สนับสนุนการใส่ผ้าซิ่นของชุมชน โดยกำหนดให้เด็กนักเรียนต้องใส่ผ้าซิ่นในทุกวันศุกร์
ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี และกลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง เป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกภายในชุมชนบ้านนาหนอง โดยจัดตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนองเมื่อ พ.ศ. 2538 ภายในศูนย์ฯ ยังมีการรวมงานหัตถกรรมอื่น ๆ ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไทยวนบ้านนาหนอง เช่น งานจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าจกหลากหลายรูปแบบ เป็นต้น ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนทั้งหมด 213 คน ทั้งหมดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน นอกจากงานเกี่ยวกับผ้าทอแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังแบ่งเป็นอีกหลายกลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มทำตุง (โมบายดอกเข็ม) กลุ่มทำอาหาร กลุ่มสานตะกร้า และกลุ่มผักปลอดสารพิษ มีนางสาวนิภา มณีจันทร์ เป็นประธานกลุ่ม
ผักปลอดสาร และ ศูนย์การเรียนรู้ผักปลอดสารพิษ เป็นสินค้าเด่นของบ้านนาหนองที่แตกต่างจากหมู่บ้านรอบ ๆ ที่เน้นปลูกผักทั่วไป โดยสมาชิกชุมชนบ้านนาหนองเกือบทั้งหมดยังคงพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
ต๋าหลาดไท-ยวน เป็นตลาดที่ขายสินค้าชุมชนและสินค้าทั่วไป ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดนาหนอง
เอกสารโบราณไทยวน (คัมภีร์ใบลาน) ซึ่งได้มีการศึกษาแล้วบางส่วน (ดูเพิ่มเติมใน ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส, 2567)
ปัจจุบันสมาชิกบ้านนาหนองส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารและเขียน โดยยังมีการผสมผสานภาษาไทยวนในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน โดยสำเนียงและภาษาคล้าย “คำเมือง” แต่เร็วกว่าและไม่ลงท้ายด้วย “เจ้า” แบบทางภาคเหนือ ปัจจุบันเยาวชนในชุมชนสามารถพูดภาษาเมืองได้ราวร้อยละ 20 โดยในช่วงหนึ่ง โรงเรียนภายในชุมชนมีความพยายามในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยวน โดยเน้นทั้งการฟังพูดอ่านเขียน (นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567)
แม้ชุมชนบ้านนาหนองจะตั้งอยู่ในเขตชานเมือง (ไม่ไกลจากตัวเมืองราชบุรี) และอยู่บนเส้นทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดราชบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว แม้ว่าภายในนาหนองจะมีการทำตลาดสำหรับนักท่องเที่ยว ที่พักแนวโฮมสเตย์วิถีชีวิตชุมชน หรือศูนย์หัตถกรรมฯ ที่จำหน่ายสินค้าผ้าจกทอมือก็ตาม (นิภา มณีจันทร์ และดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567)
สมาชิกชุมชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีฐานะรายได้ปานกลาง-ต่ำ ภายในชุมชนไม่มีรถขนส่งสาธารณะทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการเดินทางออกไปข้างนอกชุมชน
เนื่องจากภายในชุมชนมีโรงเรียนที่รองรับการศึกษาถึงระดับชั้นป.6 เด็กที่จบจากโรงเรียนก็ต้องไปเรียนต่อนอกชุมชน ทำให้หมู่บ้านนาหนองกลายเป็นชุมชนแหว่งกลาง ที่คนรุ่นใหม่ออกไปเรียนแล้วก็หางานทำข้างนอกต่อ
ภายในชุมชนไม่มีรถขนส่งสาธารณะทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการเดินทางออกไปข้างนอกชุมชน โดยเฉพาะในด้านการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาหรือขั้นสูงกว่า และเนื่องจากที่ตั้งของโรงเรียนและพื้นที่ชุมชนติดกับค่ายทหาร ซึ่งมีการใช้พื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิดบริเวณหลังโรงเรียน
ภาษาไทยวนเหลือเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ยังสื่อสารกันเป็นภาษาไทยวน ส่วนคนรุ่นใหม่เน้นพูดไทยกลางมากกว่า ส่วนอักษรไทยวนไม่มีคนสืบทอดแล้ว เดิมวัดมีคัมภีร์ใบลาน แต่เนื่องจากในอดีตไม่มีคนดูแล ทำให้ถูกนำออกไปเก็บอยู่ที่วัดอื่นนอกชุมชน
ส่วนการทอผ้ายังมีคนทำอยู่ แต่ก็มีปัญหาในด้านการถ่ายทอดความรู้ให้เด็ก เนื่องจากเด็กในชุมชนเป็นเด็กเล็ก และมีข้อจำกัดในด้านสรีระร่างกายที่ไม่สามารถใช้กี่ทอผ้าที่ออกแบบมาให้ผู้ใหญ่ได้ (ขาไม่ถึง) เด็กโตที่สามารถเรียนรู้ได้ก็ออกไปเรียน-หางานทำนอกชุมชนตามที่กล่าวไป
รอบ ๆ ชุมชนก็เคยมีการทำธุรกิจขุดดินลูกรังไปขาย ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นบ่อน้ำ และกลายเป็นจุดลักลอบทิ้งขยะมีพิษ (แต่ยังไม่รุนแรงเนื่องจากหน่วยงานรัฐช่วยเหลือเร็วจนไม่ลุกลามรุนแรง)
เอกสารและสื่อมัลติมีเดีย
กลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง. กลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง ที่ตั้ง 38 หมู่ที่ 2 ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี. (เอกสารอัดสำเนา). ม.ป.ท.
ยุทธพร นาคสุข และพอพล สุกใส (บรรณาธิการ). (2567). ไทยยวนบ้านนาหนอง: ครรลองภาษาและวัฒนธรรม. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.
“สิ้นพระดัง’หลวงพ่อเอนก’นักพัฒนา-นักอนุรักษ์ฯ จัดพิธีน้ำหลวงสรงศพวันนี้.” (27 มกราคม 2559). มติชนออนไลน์. เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://www.matichon.co.th/region/news_15339
สุเชาวน์ พลอยชุม. (2560). อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระครูสิริคณาภรณ์ (เอนก รตนวณฺโณ). ราชบุรี: วัดนาหนอง ตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1. (2567). “ระบบบริการข้อมูลภาครัฐ BIG DATA.” (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก https://bigdata.ratchaburi1.go.th/tableSchoolID.php?op=1.5&id=70010027
องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแร่. (ไม่ปรากฏปี). “สภาพทั่วไปองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแร่.” (ออนไลน์). องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแร่. เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2567. เข้าถึงจาก. http://www.donrae.go.th/site/index.php.
อุดม สมพร. (2540). ผ้าจกไทยวน ราชบุรี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์.
ข้อมูลการสัมภาษณ์
นิภา มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567.
ดลตวรรณ มณีจันทร์, สัมภาษณ์, 24 ตุลาคม 2567.